ถือเป็นบทเรียนราคาแพง! ของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย ในการเป็น “ผู้นำ” การบริหารจัดการเพื่อแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินวิกฤติ จากเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา รวมทั้งอำเภอรอบนอก และจังหวัดใกล้เคียง
อย่าลืม! ว่านายอนุทินสวมหมวก 2 ใบ เป็นนายกฯและ รมว.มหาดไทย มีหน้าที่บำบัดทุกข์ บำรุงสุขให้ประชาชน
ตอนไม่ได้เป็นนายกฯ ก็อยากเป็น รมว.มหาดไทย พอถูกพรรคเพื่อไทยยึดเก้าอี้ รมว.มหาดไทยก็เป็นฟืน เป็นไฟ! เมื่อได้เป็นนายกฯ แล้วควบ รมว.มหาดไทยด้วย แต่เวลามีงานใหญ่ให้รับผิดชอบ กลับไม่รับ! แต่มอบภารกิจบำบัดทุกข์ให้ “ผบ.ทหารสูงสุด” แล้วเขาจะไปสั่งการใครถูก?
เมื่อนายอนุทินเข้ามาเป็นนายกฯ-รมว.มหาดไทยใหม่ ๆ ก็รีบโยกย้ายข้าราชการมหาดไทยลอตใหญ่ เพื่อปูทางไว้สำหรับการเลือกตั้งหรือเปล่าไม่ทราบ?
ย้ายผู้ว่าฯ สงขลาไปที่อื่น เอาผู้ว่าฯกระบี่มาอยู่แทน และย้ายผู้ว่าฯอุทัยธานี มาเป็นอธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) คงเพิ่งมาทำงานที่ใหม่กันไม่กี่วัน ก็เจอน้ำท่วมใหญ่
วันที่ 23 พ.ย. 68 นายอนุทินไปยืนผัดข้าว–ทอดไข่ แจกชาวบ้านที่หาดใหญ่ แล้วกลับกรุงเทพฯ ต่อมาวันที่ 24 พ.ย. 68 มวลน้ำมหาศาลทะลักท่วมหาดใหญ่ มีแต่คนถามหาว่าใครเป็น “ผอ.เหตุการณ์” ศูนย์บัญชาการเหตุการณ์ อยู่ที่ไหน?
วันที่ 25 พ.ย.68 นายอนุทินลงนามประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน จ.สงขลา 3 เดือน และแต่งตั้งให้ “ผบ.ทหารสูงสุด” เป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ตามกฎหมาย และเป็นหัวหน้า (ผอ.เหตุการณ์) ผู้รับผิดชอบในการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน
“ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน” ฟังชื่อเหมือนจะดูดี แต่ “บูรณาการ” ใครไม่ได้! แล้ว “ผอ.เหตุการณ์” เรียกหรือสั่งการ ผบ.เหล่าทัพต่าง ๆ และหัวหน้าส่วนราชการอื่น ๆ มาช่วยกันทำงานได้หรือเปล่า? ก็ขนาด ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกฯ–รมว.เกษตร ลงไปช่วยผู้ประสบภัยเมื่อวันที่ 26 พ.ย. 68 ยังโวยวายกับทหารกลุ่มหนึ่ง แถมยังบ่นว่าไม่มีข้าราชการอื่น ๆ มาช่วยผู้ประสบภัย เห็นมีแต่อาสาสมัคร–กู้ภัยฯเข้ามาช่วยชาวบ้าน
นายอนุทินควรประกาศใช้ “พ.ร.บ.ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย” ที่ให้อำนาจนายกฯ บูรณาการทุกภาคส่วน แล้ว “ผบ.เหล่าทัพ” จะเข้ามาเป็นกรรมการทันที และเดินตามนายกฯลงพื้นที่ประสบภัย ถ้า ผบ.เหล่าทัพไม่มาก็ต้องส่งระดับรองฯ หรือผู้ช่วยฯ มาแทน ถ้า ผบ.เหล่าทัพทำเมินเฉย ก็เจอมาตรา 157
เนื่องจากรัฐบาลประกาศใช้ “พ.ร.บ.ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย” ในยามที่บ้านเมืองมีภัยพิบัติทางธรรมชาติเข้าขั้นวิกฤติ เป็นหน้าที่ทุกหน่วยงานรัฐต้องช่วยกันรับผิดชอบ
เพราะในช่วง 24-28 พ.ย. 68 ไม่ใช่เวลาที่จะไป “ขอร้อง” ใครมาช่วยกันทำงาน แต่มันเป็น “หน้าที่”!!.
พยัคฆ์น้อย



