ทั้งนี้ เมื่อเกิดวิกฤติ อย่าง “ภัยพิบัติน้ำท่วม” นั้น… “เด็กคือหนึ่งในกลุ่มเปราะบางที่สุด” ไม่ต่างจากผู้สูงอายุและกลุ่มผู้ป่วยที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ ซึ่งความสูญเสียที่เกิดขึ้นจากเหตุการณ์น้ำท่วมหาดใหญ่ครั้งนี้ นี่ก็ทำให้เกิดคำถามสำคัญตามมาด้วยว่า “ถึงเวลาแล้วหรือยังที่ไทยต้องมีแผนรับมือเฉพาะเพื่อคุ้มครองเด็กจากเหตุภัยพิบัติ??”…
เพื่อ “ลดการสูญเสีย–สกัดเหตุสลด”
และเพื่อ “ไม่ให้เกิดเหตุซ้ำรอยซ้ำ ๆ”

ปานฝัน ประโมจนีย์
กับปุจฉาเรื่องนี้… “ทีมสกู๊ปเดลินิวส์” นำเสียงสะท้อน ข้อเสนอที่น่าสนใจ จาก ปานฝัน ประโมจนีย์ ผู้ประสานงานโครงการด้านมนุษยธรรม เซฟ เดอะ ชิลเดรน (มูลนิธิช่วยเหลือเด็ก ประเทศไทย) มานำเสนอ ซึ่งหลักใหญ่ใจความมีว่า… “บทเรียนจากน้ำท่วม” ครั้งนี้ สะท้อนว่า… ไทยทั้งต้องจริงจังกับการวางแผนรับมือภัยพิบัติและต้องบูรณาการงานด้านการ “ปกป้องคุ้มครองเด็ก” เข้าไปในแผนรับมือภัยพิบัติด้วย ซึ่งน้ำท่วมล่าสุดก็เห็นชัดว่าแผนรับมือไม่สามารถเป็นแค่เรื่องของผู้บริหารหรือผู้เชี่ยวชาญไม่กี่คนได้อีกต่อไป…แต่ ทุกคน ทุกครอบครัว ทุกชุมชน…“ต้องมีแผนรับมือของตัวเอง”
เพื่อจะ “พึ่งตัวเอง กรณีที่รัฐช่วยไม่ได้”
ผู้ที่ทำงานด้านมนุษยธรรมคนเดิมขยายความ “ความจำเป็น” เรื่องนี้ว่า… วันนี้อาจ จำเป็นต้องแบ่ง “แผนรับมือภัยพิบัติ” เป็นระดับต่าง ๆ รวมถึง “แผนรับมือระดับครอบครัว” ที่แต่ละครอบครัวอาจจะมีข้อตกลงหรือแนวปฏิบัติง่าย ๆ ที่สมาชิกในบ้านทำความเข้าใจได้ทันทีเมื่อเกิดภัยพิบัติ เช่น เมื่อไหร่ที่ต้องอพยพทันที หรือเส้นทางอพยพควรใช้เส้นทางไหน รวมถึงควรจัดเตรียมกระเป๋าฉุกเฉินไว้ ซึ่งพ่อแม่สามารถดึงเด็ก ๆ เข้ามามีส่วนร่วม เพื่อสร้างทักษะติดตัวให้เด็ก ที่สำคัญ เมื่อมีแผนแล้วก็ต้องทบทวนบ่อย ๆ ให้คุ้นเคย เพื่อที่เวลาเกิดเหตุจะตอบสนองต่อเหตุการณ์ได้ อย่างเป็นอัตโนมัติ
ส่วน “แผนรับมือระดับชุมชน” สิ่งที่ทำได้เลยคือการ “สร้างเครือข่ายช่วยชีวิต” ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐกับภาครัฐ หรือภาครัฐกับเอกชน ที่ ทำเลยโดยไม่ต้องรอให้ภัยมาอีก!! โดยจุดสำคัญคือ “แบ่งหน้าที่รับผิดชอบ” ว่า…ใครทำอะไร? ใครอยู่ที่ไหน? เมื่อเกิดภัยพิบัติ ซึ่ง ถ้ามีแผนเตรียมไว้ชัดเจน เมื่อเกิดเหตุก็จะทำให้การช่วยเหลือเป็นระบบมากยิ่งขึ้น รวมถึงช่วยลดงานที่ซ้ำซ้อน ซึ่งส่งผลดีต่อเหตุการณ์ เพราะช่วยให้การช่วยเหลือเด็กทำได้รวดเร็วและตรงจุดยิ่งขึ้น

ขณะที่อีกเรื่องที่ผู้เชี่ยวชาญของ เซฟ เดอะ ชิลเดรน เสนอ เพื่อให้การ คุ้มครองเด็กในภัยพิบัติมีประสิทธิภาพเพื่อลดความสูญเสียก็คือการ “จัดทำข้อมูลเด็กที่อาศัยในพื้นที่” ซึ่งเป็นเรื่องที่ภาครัฐ องค์กรท้องถิ่น ต้องจัดทำรวบรวม กับอัปเดทข้อมูลใหม่เสมอ เพื่อที่เมื่อเกิดภัยพิบัติขึ้นหน่วยงานที่จะเข้าไปช่วยเหลือจะได้มีข้อมูลและนำข้อมูลไปใช้วางแผนในการให้ความช่วยเหลือ เช่น ทำให้รู้ว่าจะต้องวางแผนช่วยเหลือเด็กอย่างไร? ต้องใช้อุปกรณ์แบบใดเพื่อเซฟชีวิตเด็ก ๆ
ทั้งนี้ ผู้เชี่ยวชาญคนเดิมยังสะท้อนอีกว่า… บทเรียนครั้งล่าสุดนี้บ่งบอกว่าวันนี้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ต้อง “ปรับตัวใหม่ทั้งองคาพยพ” ไม่ว่าจะเป็นระบบ วิธีคิด หรือวิธีการที่จะ “ปกป้องคุ้มครองเด็กขณะเกิดภัยพิบัติ” เพราะความสูญเสียที่เกิดขึ้นครั้งนี้ก็ได้สร้างผลกระทบมหาศาลต่อเด็ก ๆ มีทั้งเด็กเสียชีวิต เด็กที่ต้องสูญเสียพ่อแม่ เสียคนในครอบครัว หรือเสียเพื่อนของตนเองไป รวมถึงภาพความรุนแรงจากเหตุการณ์ที่เด็ก ๆ ประสบด้วยตัวเอง เหล่านี้ล้วนทำให้เกิด “บาดแผลในจิตใจเด็ก”
“ในภัยพิบัติ เด็กคือกลุ่มที่อ่อนไหวต่อความเปลี่ยนแปลงที่สุด แม้เด็กเล็กจะไม่เข้าใจว่าน้ำท่วมคืออะไร แต่รับรู้ได้จากท่าทีและพฤติกรรมของผู้ใหญ่ รวมถึงจากการเปลี่ยนแปลงชีวิตประจำวัน เช่น ไม่ได้ไปโรงเรียน เจอเพื่อนไม่ได้ ของเล่นที่รักหายหรือถูกน้ำพัดไป หรือเสียสัตว์เลี้ยง หรือถึงขั้นสูญเสียคนในครอบครัว ซึ่งประสบการณ์เหล่านี้กระทบโดยตรงต่อจิตใจของเด็ก” …ทาง ปานฝัน ย้ำ “เรื่องเด็กที่น่าห่วง” ในทุก ๆ ภัยพิบัติ ไม่เฉพาะน้ำท่วม
พร้อมย้ำประเด็นที่ “ทีมสกู๊ปเดลินิวส์” ก็เสนอไปในตอนที่แล้วคือ… ช่วงนี้พ่อแม่ผู้ปกครองต้องคอยสังเกตพฤติกรรมหรืออาการเด็กเป็นพิเศษ โดยเฉพาะนิสัยที่เปลี่ยนแปลงไป แม้จะแค่เล็ก ๆ น้อย ๆ ก็ตาม เช่น เด็กบางคนไม่ร่าเริงเหมือนเดิม บางคนติดพ่อแม่ หรือก้าวร้าวเอาแต่ใจ ทั้งที่ก่อนประสบภัยไม่เคยเป็นมาก่อน ซึ่งสิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องเล็ก ๆ แต่คือ “สัญญาณอันตราย” ที่เป็นผลจาก “ความเครียด-ความกลัว…ที่ซ่อนอยู่ในใจของเด็ก” ซึ่งการตอบสนองเหตุฉุกเฉินระยะนี้ จึงไม่ควรช่วยเหลือแค่อาหาร น้ำดื่ม ที่พักพิง แต่ยังจำเป็นที่จะต้องดูแลและเฝ้าระวังเกี่ยวกับสภาพจิตใจของเด็ก ๆ ควบคู่ไปด้วย…
“ระยะนี้เป็นระยะที่ต้องดูแลใกล้ชิด ซึ่งถ้าพบว่า…มีสัญญาณผิดปกติรุนแรงมากขึ้น ควรส่งให้ผู้เชี่ยวชาญหรือจิตแพทย์เด็กดูแล ที่สำคัญตัวของพ่อแม่ผู้ปกครองเองก็ต้องสังเกตภาวะอารมณ์ตัวเองด้วย เพราะความเครียดของผู้ใหญ่มีผลต่อเด็กโดยตรง เพราะแม้ผู้ใหญ่จะพยายามเก็บความเครียด ความเศร้า เก็บความกลัวไว้ แต่เด็ก ๆ ก็จะสัมผัสได้ โดยเฉพาะเด็กเล็กจะไวต่อพฤติกรรมและอารมณ์ที่เปลี่ยนไปของพ่อแม่เป็นพิเศษ” …ทาง ปานฝัน ระบุ
สรุป…ก็ต้องระวังทั้งเฉพาะหน้าช่วงนี้
และควร “ต้องมีแผนเฉพาะเพื่อเด็ก”
เพื่อ “ปกป้องชีวิตเด็กจากภัยพิบัติ”.
ทีมสกู๊ปเดลินิวส์



