ทั้งนี้ พลันที่ฤดูฝนจากลา เข้าสู่ฤดูหนาว ในไทยหลัง ๆ มานี้ตั้งแต่ช่วงเดือน ธ.ค. ก็จะเป็นการเริ่ม “ฤดูฝุ่น PM2.5” เป็นเช่นนี้ต่อเนื่องมาหลายปี โดยที่หลายปีมานี้ก็ได้มีการรณรงค์แก้ไข-ป้องกัน…แต่ปัญหานี้ก็ยังคงไม่หมดไป ซึ่ง “แนวทางรับมือฝุ่นพิษ” นั้นก็ “มีข้อเสนอทางวิชาการไว้แล้วไม่น้อย”ที่ ณ ที่นี้ก็จะพลิกแฟ้มชวนดู…
ย้อนดู “2 งานวิจัย 2 แนวคิด” น่าคิด
ที่มีการ “เสนอให้ใช้แก้ไขวิกฤติฝุ่น”
ใน “กรุงเทพฯ ปริมณฑล ภาคกลาง”
ทาง “ทีมสกู๊ปเดลินิวส์” พลิกแฟ้มชวนดูข้อเสนอเรื่องนี้ที่เคยมีการเสนอไว้โดยนักวิชาการ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) ที่เสนอแนะแนวทางเกี่ยวกับโครงการ แก้ปัญหาและรับมือ “ฝุ่น PM2.5” ใจความสำคัญมีว่า…แม้ที่ผ่านมากรุงเทพฯ จะมีการทำงานร่วมกับหน่วยงานต่าง ๆ เพื่อควบคุมปริมาณฝุ่น PM2.5 ให้อยู่ในเกณฑ์ แต่หลายพื้นที่ในกรุงเทพฯ ก็ยังพบค่าฝุ่น PM2.5 เกินมาตรฐานในหลายช่วงเวลา ซึ่ง รศ.ดร.สาวิตรี การีเวทย์ อาจารย์ประจำบัณฑิตวิทยาลัยร่วมด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม มจธ. ก็ได้เคยระบุถึง สาเหตุการเกิด “วิกฤติฝุ่น PM2.5 ในกรุงเทพฯ” ไว้น่าสนใจ ดังนี้…
ระยะหลัง ๆ เมื่อประเทศไทยเข้าสู่ฤดูหนาว ก็จะเป็นช่วงที่ในอากาศมี“ฝุ่น PM2.5 ชนิดปฐมภูมิ” เกิดขึ้นมาก โดยฝุ่นนี้ชนิดนี้ เกิดจากการเผาเศษชีวมวลในที่โล่งพื้นที่การเกษตร ที่เคลื่อนจากทิศตะวันออกเฉียงเหนือเข้ามาปะทะกับ “สภาวะลมนิ่ง” ของกรุงเทพฯ ซึ่งยิ่ง รวมกับ “ฝุ่น PM2.5 ชนิดทุติยภูมิ” ที่มีการสะสมเพิ่มขึ้น ก็จึงยิ่งทำให้เกิดการสะสมตัวในบรรยากาศ จนมีปริมาณฝุ่นสะสมมากในกรุงเทพฯ และปริมณฑล …เป็นเช่นนี้มาหลายปี “เกิดวิกฤติอย่างต่อเนื่อง!!”

เกี่ยวกับ “ฝุ่น PM2.5 ชนิดปฐมภูมิ” นั้น รศ.ดร.สาวิตรี ระบุไว้ว่า… เกิดจากหลายปัจจัย ซึ่งก็รวมถึง เกิดจากการเผาไหม้ของเครื่องยนต์ดีเซล การก่อสร้าง การเผาไหม้เชื้อเพลิงของหม้อต้มไอน้ำในอุตสาหกรรมขณะที่ “ฝุ่น PM2.5 ชนิดทุติยภูมิ” นั้นจะ เกิดจากปฏิกิริยาเคมีของก๊าซมลพิษทางอากาศหลายชนิดที่แปรสภาพจากก๊าซเป็นฝุ่นพิษ เช่น ไนโตรเจนออกไซด์ หรือซัลเฟอร์ไดออกไซด์และเมื่อมีการสะสมตัวของฝุ่น PM2.5 ทั้ง 2 ชนิด ประกอบกับการที่มี “สภาวะลมนิ่ง”นี่จึงทำให้คนกรุงเทพฯ ต้องเผชิญ “วิกฤติฝุ่น PM2.5” ในช่วงก่อนและหลังปีใหม่ของทุก ๆ ปีมาโดยตลอด
และจากสถานการณ์ปัญหาดังกล่าวนี้ จึงนำสู่ โครงการวิจัย “การจัดทำแนวทางจัดการฝุ่น PM2.5 โดยการวิจัยการเกิดอนุภาคทุติยภูมิ จากการใช้แบบจำลองการจัดการคุณภาพอากาศในพื้นที่กรุงเทพฯ และภาคกลาง” ที่มี รศ.ดร.สาวิตรี เป็นหัวหน้าโครงการฯ ที่ศึกษาการกระจายตัวและแหล่งกำเนิดฝุ่นแต่ละชนิดในเชิงพื้นที่และเวลา เพื่อ จัดทำ “ระบบบัญชีการระบายมลพิษทางอากาศความละเอียดสูง” ของประเทศไทย โดยเฉพาะพื้นที่กรุงเทพฯ ปริมณฑล โดยเมื่อนำไปประมวลผลด้วยแบบจำลองคุณภาพอากาศ จึงพบข้อมูลในเชิงการวางแผนและการจัดการคุณภาพอากาศหลายประการ
“การคำนวณผ่านแบบจำลองพบว่า PM2.5 ในกรุงเทพฯ และปริมณฑล เป็นฝุ่นปฐมภูมิจากแหล่งกำเนิดตรง 70% อีก 30% เป็นฝุ่นทุติยภูมิ โดยการศึกษาสามารถแยกว่าฝุ่นทุติยภูมิที่เกิดขึ้นมาจากสารแอมโมเนียมซึ่งแปรสภาพจากก๊าซแอมโมเนียที่เกิดจากการใช้ปุ๋ยยูเรียในการเกษตรปริมาณสูง โดยเฉพาะช่วงเดือน ม.ค.”
งานวิจัยนี้ยังพบอีกว่า… ข้อมูลระดับปริมาณฝุ่นจากระบบแบบจำลองและบัญชีการระบายมลพิษทางอากาศไม่เพียงชี้ให้เห็นสถานการณ์และแนวโน้มความรุนแรง แต่ยังนำตัวเลขต่าง ๆ มาวิเคราะห์ภายใต้สถานการณ์สมมุติหรือนโยบายต่าง ๆ ได้ด้วย ซึ่งจะเป็นประโยชน์มากกับกรุงเทพฯ ในการกำหนดนโยบาย “ควบคุมการระบายฝุ่น” ที่จะช่วยให้สามารถแก้ปัญหาฝุ่น PM2.5 ได้มีประสิทธิภาพและยั่งยืน …นี่เป็นข้อมูลที่ระบุไว้โดย รศ.ดร.สาวิตรี เกี่ยวกับที่มาของฝุ่น ที่น่าคิดในการ “สู้ฝุ่นพิษ”
และกับการจะ “สู้ฝุ่นพิษ”นั้น…แนวทางที่ในกรุงเทพฯ ก็มีการทำอยู่ คือ “ใช้ต้นไม้สู้” แนวทางนี้จากที่ทาง รศ.ดร.ชัยรัตน์ ตรีทรัพย์สุนทร ภาควิชาเทคโนโลยีชีวภาพ คณะทรัพยากรชีวภาพและเทคโนโลยี มจธ. ได้เสนอไว้ผ่านงานวิจัย “แนวทางการปลูกต้นไม้เพื่อลดฝุ่น PM2.5” นี่ก็น่าคิด โดยมีการ ศึกษาประสิทธิภาพการลดฝุ่นละอองของต้นไม้ กว่า 100 สายพันธุ์ ที่มีศักยภาพช่วยลดฝุ่น เพื่อพัฒนาเป็นฐานข้อมูลใช้เป็นแนวทาง “เลือกปลูกต้นไม้ให้เหมาะสมแต่ละพื้นที่” เพื่อสนับสนุนนโยบาย “ปลูกต้นไม้ 1 ล้านต้น” ในกรุงเทพฯ …ซึ่งแนวทางนี้ก็ น่าจะร่วมด้วยช่วยกันทุกฝ่ายให้มากขึ้นอีก
ทาง รศ.ดร.ชัยรัตน์ ระบุไว้ว่า… หัวใจสำคัญแนวทางนี้อยู่ที่ “เลือกพันธุ์ไม้ให้เหมาะสมกับพื้นที่” เช่น ปลูกต้นไม้ที่เรือนยอดไม่หนาทึบเกินไป เพื่อใช้ช่วย “ระบายอากาศ” หรือปลูกต้นไม้ที่ใบมีขนาดเล็กหรือที่มีขนใบหนาแน่น เพื่อใช้ “ดักจับฝุ่น” ทั้งนี้ เมื่อรวมการ ออกแบบให้มีการปลูกตามลำดับชั้นความสูงของต้นไม้ให้สอดคล้องกับความสูงของอาคาร…ต้นไม้จะทำหน้าที่กักเก็บฝุ่นได้ดีมากยิ่งขึ้น …นี่เป็นใจความสำคัญคำแนะนำ “ใช้ประโยชน์ของต้นไม้”เพื่อ“สู้ภัยฝุ่นพิษ”
“แก้ก่อฝุ่น+ดักจับฝุ่น” มีเสนอไม่น้อย
หากแต่ “ที่ยังมีน้อยก็คือประสิทธิผล”
“ฤดูใหม่ภัยฝุ่น” จึง “ยังน่ากลัวมาก!!”.
ทีมสกู๊ปเดลินิวส์


