การเมืองยังมะรุมมะตุ้มไม่หยุดมีข่าวใหญ่โผล่มารัวๆ ตำรวจบุกจับดาราชื่อดัง “นานา ไรบีนา อินทชัย” กลุ่มแก๊งค์นางฟ้า ในข้อหาฉ้อโกง และข่าว “นายกฯอนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย นั่งหัวโต๊ะแถลง ยึดทรัพย์เครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ “เฉิน จื้อ – ก๊ก อาน – ยิม เลียก – เบน สมิธ” มูลค่านับหมื่นล้านบาท และเปิดปฏิบัติการ Copperhead ทลายเมืองบิทคอยน์เถื่อน ร่วมกับ กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) และกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI)

เล่นเอาเกรียนคีย์บอร์ดตั้งข้อสังเกต ว่า การเปิดประเด็นข่าวใหญ่ของรัฐบาลก็เพื่อหวังกลบความผิดพลาดของรัฐบาล ในการแก้ปัญหามหาอุทกภัยที่อำเภอหาดใหญ่จังหวัดสงขลาหรือไม่ ท่ามกลางความโกลาหลกับปัญหาการจ่ายเงินเยียวยา ขยะล้นเมือง น้ำไม่ไหล ไฟไม่สว่าง แก้ปัญหาไม่ทันใจประชาชนที่เดือดร้อน
ถึงแม้ศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินอุทกภัยส่วนหน้า (ศป.กฉ.)จะเดินหน้าใส่เกียร์ 5 สั่งเร่งจ่ายเงินเยียวยา สวมบทรัฐบาลสายเปย์ จ่ายเงินช่วยเหลือเยียวยาผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์น้ำท่วมใต้ 9 จังหวัด คนละ 2 หมื่นบาท โดยไม่จำกัดแค่เฉพาะพื้นที่ประกาศใช้พ.ร.บ.ฉุกเฉิน

อย่างไรก็ตามการจัดการกับกลุ่มสแกมเมอร์และอาชญากรข้ามชาติ “เสี่ยหนู” ออกมาแถลงข่าวประหนึ่งจัดฉากการแสดง ประกาศชัดว่าสั่งเจ้าหน้าที่ให้ยึดหลัก “ปิดชื่อถือพฤติกรรม” หากผลออกมาเป็นใครก็ต้องดำเนินการตามกฎหมายทันที
งานนี้ “เสี่ยหนู” เล่นใหญ่ปล่อยของแถลงยึดทรัพย์นับหมื่นล้านครั้งนี้ หวังให้การปล่อยของครั้งนี้เป็นหนึ่งในผลงานการปราบทุนเทา แต่หารู้ไม่ว่ากลับเจอของเข้าเต็มตัว เพราะมีมือดีปล่อยภาพหลุด ที่เป็นภาพ “เสี่ยหนู” ถ่ายรูปคู่กับ “เบน สมิธ” พร้อมปรากฎบุคคลในภาพที่เป็น บิ๊กทหารบิ๊กตำรวจ คนการเมือง แถมพ่วงด้วย “ดร.เอก” “เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ” รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง ที่ “เสียหนู” ประกาศจับจองหวังดันขึ้นเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี เบอร์ 2 ของพรรคภูมิใจไทย

ถือเป็นการเขย่าบัลลังก์ตึกไทยคู่ฟ้าของค่ายสีน้ำเงินอีกระลอก ทำเอากระดานการเมืองโยก
“เสี่ยหนู” ออกมายอมรับว่า รู้จักแต่ไม่ได้สนิท พร้อมสวนกลับว่า เรื่องนี้รู้ว่าใครเป็นคนปล่อยภาพ และเป็นหนึ่งสาเหตุที่ต้องเดินออกมาจากกระทรวงมหาดไทยเพราะไม่เซ็นให้สัญชาติไทย ต้องถอนตัวออกจากการเป็นพรรคร่วมรัฐบาล จึงเป็นการต่อจิ๊กซอว์ว่า เหตุผลนี้ไปโยงกับมือดีปล่อยภาพหรือไม่
ขณะที่ “เอกนิติ” รีบออกมาเคลียร์ภาพหลุดเช่นกัน บอกภาพเก่าในงานเลี้ยงหลักสูตรผู้บริหารระดับสูงของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.)ถ่ายเมื่อ 5-6 ปีก่อน พร้อมยอมรับว่า ไม่คุ้นเคยกับการตอบโต้ในสถานการณ์การเมืองเช่นนี้ โดยส่วนตัวที่เข้ามาอยู่ตรงนี้ เพราะตั้งใจอยากเข้ามาทำงานเพื่อประเทศจริง ๆ ไม่คิดว่าจะต้องมาคอยระมัดระวังอะไรขนาดนี้ ต่อไปจะตัดสินใจอย่างไรก็ต้องยอมรับว่าอาจจะต้องเอาเรื่องเกมการเมืองมาเป็นปัจจัยหนึ่งที่นำมาคิด นำมาประกอบการตัดสินใจด้วย แต่วันนี้ผมขอยืนยันว่าเมื่อตัดสินใจเข้ามาช่วยประเทศแล้ว ก็จะเดินหน้าต่องานให้ดีที่สุด ส่วนเรื่องอนาคตค่อยคิดกันอีกที วันนี้ขอทำงานให้ดีที่สุดก่อน

เรียกว่าเกมปล่อยภาพหลุดเป็นการยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว ตัวแรก คือตัดเกมพรรคภูมิใจไทย ตัวที่ 2 ตัดตอน “เอกนิติ” ที่สำคัญยังสร้างรอยด่างให้กับค่ายสีน้ำเงิน ว่า ไม่ต่างกับพวกนักการเมืองสีเทาหรือไม่
สิ่งที่ “รัฐบาลอนุทิน” ต้องพิสูจน์มากกว่าการตะโกนปฏิเสธ คือต้องขยายผลลากคอแก๊งค์ทุนเทาออกมาให้ได้มากที่สุด ไม่ใช่แค่พูดเพียงลมปากสร้างภาพไปวันๆ
งานนี้ “บิ๊กแมว” “พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร ประธานยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคง พรรคไทยสร้างไทย ออกมาตั้งข้อสังเกตกรณีภาพหลุด ที่มีบุคคลสำคัญทางการเมือง ข้าราชการระดับสูง อดีตนายก ฯ อดีตผู้บัญชาการทหารและตำรวจ ไปจนถึงนักธุรกิจสายการเงินปรากฏในเฟรมเดียวกัน ยิ่งสะท้อนว่าเครือข่ายสีเทาได้ใช้เวลายาวนานในการแทรกซึมทุกภาคส่วนของไทยอย่างเป็นระบบและแยบยล

นี่ไม่ใช่แค่ภาพหลุด แต่เป็นสัญญาณเตือนว่าเครือข่ายสแกมเมอร์ข้ามชาติเข้ามาปะปนในการเมือง ระบบราชการ และภาคธุรกิจไทยอย่างยาวนาน รัฐบาลต้องเร่งตัดวงจรนี้ให้เด็ดขาด ก่อนที่ความเสียหายจะลุกลามจนควบคุมไม่ได้ และต้องจับตาอย่างยิ่งในวันที่ครบกำหนดอายัดทรัพย์ 90 วันแล้ว จำนวนทรัพย์ที่จะถูกยึดได้จริงจะเหลือเท่าใด และกระบวนการบังคับใช้กฎหมายจะเดินหน้าได้มากน้อยแค่ไหนพร้อมตั้งคำถามสำคัญว่า เหตุใดประเทศไทยยังไม่มีหมายจับ “เบนสมิธ”
ขณะที่ขุนพลพรรคส้ม ‘รังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน ก็ถึงบางอ้อทันทีที่เห็นภาพหลุด พร้อมเย้ยว่า นี่สินะที่ไม่มีใครกล้า แตะ “เบน สมิธ”การอายัดทรัพย์แค่ลดกระแส แก๊งค์สแกมเมอร์มีเครือข่ายกว้างขวางอย่างไม่น่าเชื่อ และอย่างนี้เจ้าหน้าที่จะกล้าปราบหรือไม่

สภาพตอนนี้ของรัฐบาลต้องคาดเข็มขัดนิรภัย 2 เส้น เพื่อประคองสัญญาณชีพไปให้ได้สุดโรดแม็พเอ็มโอเอ คือวันที่ 31 ม.ค.69 ท่ามกลางปมร้อนโผล่มาพิฆาตรายวันจนสะบักสะบอม “เสี่ยหนู” ถึงกับบ่นกระปอดกระแปดว่าถูกด่ารายวันจนกระทั่งล่าสุดมีอาการเจ็บตาจนต้องไปหยอดยาขยายม่านตา
เมื่อหันมาเทียบกับคู่แค้นอย่าง “นายใหญ่” ทักษิณ ชินวัตร แม้จะต้องก้มหน้ารับกรรมอยู่ในเรือนจำ สุขภาพมีทรุดบ้างแต่ล่าสุดหลังเหตุการณ์ภาพหลุด “นายใหญ่ทักษิณ” ออกอาการกระชุ่มกระชวยเหมือนได้ยาดีขึ้นเวทีร้อง 3 เพลงรวด บนเวทีเสกโลโซ เล่นปลุกผู้ต้องขัง 1,000 คนลุกขึ้นแดนซ์กระจาย
แต่ถ้าสแกนให้ดี “นายใหญ่”ก็ถูกตัดตอนนอกคุกยาวออกมาไม่ทันบัญชาการศึกเลือกตั้ง ท่ามกลางสภาพของพรรคเพื่อไทยที่อ่อนแรง ปวกเปียกแม้จะมีอาวุธเรื่องการยื่นซักฟอกแต่ยังไม่มีความพร้อมจนต้องยืดการยื่นซักฟอกออกไป หลังรัฐธรรมนูญผ่านวาระสอง เป็นการยึดชีวิต “รัฐบาลอนุทิน”

รวมทั้งพรรคเพื่อไทยก็ยังหาแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีไม่ได้ ล่าสุดโยนชื่อ “ดร.เชน”รศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ ลูกชาย “เจ๊แดง”เยาวภา วงศ์สวัสดิ์ เป็นแคนดิเดตนายกฯ แต่ก็ยังไม่มีความชัดเจน ซึ่ง “คุณแม่เยาวภา”บอก“ขึ้นอยู่กับพรรคและตัวบุคคล ไม่ขอชี้นำ เพราะลูกชายมีครอบครัวและตัดสินใจด้วยตัวเองได้”
เมื่อเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร “ศิโรจน์ แพทย์พันธุ์” กางไทม์ไลน์ถกร่างรัฐธรรมนูญ เล็งไว้ว่าจะมีการเปิดประชุมรัฐสภาสมัยวิสามัญเพื่อพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญในวันที่ 10-11 ธ.ค.นี้ เมื่อวาระ 2 เสร็จสิ้นจะต้องทิ้งระยะเวลาไว้ 15 วัน หากวาระ 2 เสร็จสิ้นภายในวันที่ 11 ธ.ค.นี้ ต้องรอไว้ 15 วัน คือวันที่ 26 ธ.ค.แต่ต้องรอพ้นกำหนด 15 วันก่อน ซึ่งวันแรกที่จะสามารถพิจารณาวาระ 3 ได้เร็วที่สุดคือวันที่ 29 ธ.ค.68 หรือจะเป็นช่วงหลังปีใหม่วันที่ 5-6 ม.ค.69
สัญญาณร้อนการเมืองแรงไม่แผ่ว จังหวะเร้ารุกไล่ขยับหมากชิงเกมการเมือง ยิ่งใกล้เวลาตัดเชือก ใครวางเกมพลาดมีหวังเสียทั้งกระดาน.



