ณ วันนี้!! ยังไม่มีใครบอกได้ว่า สุดท้ายแล้ว “อนุทิน ชาญวีรกูล” จะเลือกตัดสินใจ “ยุบสภา” เมื่อใดกันแน่ระหว่าง 12 ธ.ค.นี้ ดั่งที่เคยให้สัมภาษณ์ ส่งสัญญาณไว้ก่อนหน้านี้ หรือจะเป็นภายในเดือนม.ค.69 ตามสัญญา “เอ็มโอเอ” ที่ได้ผูกติดไว้กับพรรคส้ม เพื่อให้ก้าวขึ้นมาสู่การเป็นนายกรัฐมนตรี 32 ของประเทศไทย แม้ตามเกมการเมืองเดิม มีเวลาในการนั่งอยู่บนเก้าอี้นายกรัฐมนตรีเพียงแค่ 4 เดือนก็ตาม
อย่างไรก็ตามที่ผ่านมาต้องยอมรับว่าประเทศไทยนั้นถูกเคราะห์ซ้ำกรรมซัดมาไม่น้อยทีเดียว ไม่ว่าจะมาจากการเมืองต่างประเทศ ปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ สภาพเศรษฐกิจในตลาดโลก รวมไปถึงปัญหาภัยธรรมชาติ ที่ถล่มประเทศไทยอย่างหนักถึงสองครั้งสองครา ทั้งเรื่องของเหตุแผ่นดินไหวขนาด 8.1 ริกเตอร์ ที่มีศูนย์กลางที่เมียนมา แต่รุนแรงจนส่งผลกระทบมาถึงเมืองหลวง รวมไปถึงมหาอุทกภัยที่เกิดขึ้นใน 10 จังหวัดภาคใต้ ที่มีผลกระทบต่อจีดีพีไทยในปีนี้ถึง 0.2% ทีเดียว
เช่นเดียวกับปัญหาการเมืองในประเทศ ที่ต้องยอมรับว่าได้ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของคนในประเทศ ผู้ประกอบการ ภาคเอกชน รวมไปถึงนักลงทุนต่างประเทศ เป็นจำนวนไม่น้อย ต่อให้หลาย ๆ คน หลาย ๆ เสียง ต่างมองว่าไม่ว่าจะยุบสภาวันนี้ เดือนนี้ หรือปีหน้า ก็มีผลต่อเศรษฐกิจด้วยกันทั้งนั้น!!
ข้อดีข้อเสียยุบเร็วยุบช้า
ดูอย่าง “ธนวรรธน์ พลวิชัย” อธิการบดี และประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ที่แม้บอกว่าในเวลานี้พูดได้ยาก ว่ารัฐบาลของนายกฯหนู จะเอาอย่างไรกันแน่ แต่ถ้ามองด้านเศรษฐกิจแล้ว “รัฐบาลที่มีอำนาจเต็ม” สามารถจัดการทุกเรื่องได้ดีกว่า เพราะฉะนั้นถ้ารัฐบาลมีแนวคิดยุบสภาภายในเดือนนี้จริง ก็ควรต้องมีมติครม.รองรับทุกประเด็น ทั้งวงเงินฟื้นฟูเยียวยาภาคใต้ วงเงินกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยเฉพาะมาตรการคนละครึ่งเฟส 2 ถ้ารัฐบาล เห็นว่า ยังจำเป็น การบริหารงานทุกอย่าง ต้องมีความชัดเจนก่อนการยุบสภาภายในปีนี้
ถ้ารัฐบาลมองประโยชน์สูงสุดของประเทศไทย น่าจะมีรัฐบาลตัวจริงเสียงจริง เนื่องจากการขับเคลื่อนแผนตามแผนเดิมในม.ค. ปี 69 ทำให้รัฐบาลมีอำนาจเต็ม ในการบริหารราชการแผ่นดิม เพราะอาจมีมาตรการที่จำเป็นต้องเติมต้องเพิ่ม ในการฟื้นเศรษฐกิจ เรื่องนี้ทั้งรัฐบาล และกระทรวงการคลังจะรู้ดีว่า มาตรการออกมาครบถ้วนแล้วหรือยัง การวางแนวทางในการปรับโครงสร้างประเทศ หากรัฐบาลนำเวลาที่มีอยู่ มีแนวนโยบาย สั่งการ กรอบแนวคิดพัฒนาประเทศที่ชัดเจนจะเป็นประโยชน์กับเศรษฐกิจมากกว่า
“ธนวรรธน์” เปรียบเทียบว่า ถ้ายุบสภาในเดือนม.ค.69 ก็คาดว่า ตัวงบประมาณแผ่นดินจะล่าช้าออกไปอีก 3 เดือน ต้องเตรียมเร่งงบประมาณเป็นเรื่องที่ดี เช่น ถ้ายุบม.ค. 69 เลือกตั้งมี.ค. ได้รัฐบาลพ.ค. การจัดเตรียมงบประมาณใหม่ ภายใต้รัฐบาลชุดใหม่ กรอบการทำงานอาจจะมีตัวงบประมาณแผ่นดินนั้น ถูกใช้ภายใต้ปีนี้ สามารถทำงานได้ มีดีเลย์ไปประมาณเดือนต.ค. ช่วงนั้น ใช้งบประมาณปี 69 ไปพลางก่อนปี 70 ซึ่งก็ไม่เสียอาการ ไม่มีผลกระทบเชิงลบ เพียงแต่เรื่องของงบประมาณอาจต้องใช้ช้าลงบ้าง แล้วถ้าประเทศไทยสามารถเคลียร์ระบบเศรษฐกิจ ฟื้นได้ภายในไตรมาส 3 หลังจากเหตุการณ์น้ำท่วม ไตรมาส 1 ไตรมาส 2 ท่องเที่ยวกลับมา
ขณะเดียวกันยังรวมถึง เรื่องของการเจรจาการค้ากับสหรัฐ ซึ่งเวลานี้การเจรจายังไม่สิ้นสุด แม้ไทยได้ปิดดีลอัตราภาษีนำเข้าที่ระดับ 19% แต่ยังมีประเด็นในเรื่องของ “โลคัล คอนเทนท์” ที่ยังไม่ชัดเจน ถ้าเป็นรัฐบาลเต็มอำนาจ การเจรจากับผู้แทนการค้าสหรัฐ จะทำได้มากกว่า เพราะมีอำนาจเต็ม แต่ถ้าไม่สามารถเจรจาได้ภายในม.ค. 69 การยุบสภา ไม่ได้มีผลอะไรเพราะยุบธ.ค.68 หรือม.ค. 69 การเจรจาก็ไม่สำเร็จอยู่ดี

“เพราะฉะนั้นการยุบสภา ธ.ค หรือม.ค. จะมีนัยยะ เรื่องมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ การเจรจาภาษีการค้า ที่มีอำนาจเต็ม โยปกติหลังประกาศเลือกตั้งจะมีปริมาณเงินเข้ามาหนุนเศรษฐกิจประมาณ 4-5 หมื่นล้านบาท จุดนี้ถ้ายุบเร็ว ก็จะมีเงินเข้ามาสู่กระบวนเลือกตั้งเร็ว ได้ครม.ใหม่เร็ว ทำให้เศรษฐกิจปีหน้า มีความรวดเร็วในการแก้ปัญหา แต่ติดค้างเรื่องมาตรการฟื้นฟูเศรษฐกิจ และเรื่องมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจต่อเนื่อง และการเจรจาการค้า ดังนั้นการเปรียบเทียบ อะไรดีกว่า หรือไม่ดีกว่า ภายใต้ข้อมูลจำกัด ที่เราไม่รู้ว่า มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ และมาตรการเจรจาการค้านั้น มองว่า ยิ่งนานควรจะดีกว่า เพราเป็นการป้องกันเศรษฐกิจไทยทรุดในระยะปานกลาง”
ชี้ยุบสภาเร็วชัดเจนเร็ว
ด้านกูรูเศรษฐศาสตร์ อย่าง “อมรเทพ จาวะลา” ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สำนักวิจัย ธนาคารซีไอเอ็มบีไทย ที่มองว่า เรื่องของการยุบสภา นั้น มีทั้งข้อดีและข้อเสีย ถ้าหากรัฐบาลปัจจุบันของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี จะยุบสภาก่อนกำหนด หรือในวันที่ 12 ธ.ค.นี้ ซึ่งจากเดิมเป็นช่วงปลายเดือน ม.ค.69 ในข้อดี คือ…นำไปสู่การแก้ปัญหา แก้ไขในเรื่องต่างๆ รวมไปถึงการกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่ข้อเสียคือ เศรษฐกิจไทยในไตรมาส 4 ปีนี้ จะดูแย่แน่ ๆ เพราะขาดอำนาจเต็มที่การบริหารและอนุมัติมาตรการต่างๆ รวมถึงงานเร่งด่วนอย่างการเจรจาการค้ากับสหรัฐ
หากมีการยุบสภาก่อนกำหนดเดิม หากตัดในเรื่องของการเมืองออกไป และมองในส่วนของเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว มองว่าทำให้สถานการณ์มีความชัดเจนมากขึ้น จากเดิมรัฐบาลอยู่เพียงไม่กี่เดือน รวมทั้งคลายความกังวลในเรื่องความเชื่อมั่น ซึ่งส่งผลดี เพราะทำให้เกิดความชัดเจนขึ้น ว่ามีรัฐบาลใหม่ได้เร็วกว่าเดิม และมีอำนาจเต็มในการบริหาร ทำให้เศรษฐกิจไทยในไตรมาส 2 ปี 69 ดูดีขึ้นจากการฟอร์มทีมรัฐบาลได้เร็วกว่าเดิม และส่งผลต่อเนื่องไปยังครึ่งหลังของปี 69
ทั้งนี้ หากฟอร์มทีมรัฐบาลใหม่ได้เร็ว มีการจัดตั้งรัฐบาลได้เร็ว เชื่อว่าจะมีการสานต่อนโยบายสำคัญ และนโยบายเร่งด่วน โดยเฉพาะการเจรจาการค้ากับสหรัฐ และในเรื่องของการเฝ้ารอติดตาม หรือ เวท แอนด์ ซี ของนักลงทุนต่างชาติว่านโยบายของประเทศไทยเดินหน้าไปทางไหนต่อ รวมทั้งมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในปี 69 อาจชัดเจนและดีกว่าในปีนี้ อยู่ที่ว่าในแต่ละคนมองกันในจุดใด
“การยุบสภาก่อนกำหนด หากเกิดขึ้นในวันที่ 12 ธ.ค.นี้จริง หรือจะก่อนหรือหลัง เชื่อว่าไม่มีอะไรถูกหรืออะไรผิด อยู่ที่ว่ามองกันในจุดไหน หากตัดเรื่องของการเมืองออกไป การยุบสภาทำให้เกิดความชัดเจน และทำให้เกิดความเชื่อมั่น ให้เกิดการลงทุน มีการสานต่อนโยบายต่างๆ ทั้งการลงทุน และการกระตุ้นเศรษฐกิจ รวมทั้งการเจรจาการค้ากับสหรัฐ”
ยุบ-ไม่ยุบหุ้นก็บวก
ขณะที่นักวิเคราะห์ “กิจพณ ไพรไพศาลกิจ” รองกรรมการผู้จัดการ นักกลยุทธ์ บล.ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย) เชื่อว่า หุ้นไทยขณะนี้แม้เริ่มฟื้นตัวแต่อาจจะต้องระมัดระวังเพราะเป็นภาพทางเทคนิคคล้ายหุ้นสหรัฐหลุดจากดัชนี 1,300 จุด ซึ่งต้องใช้เวลาย่อยสลายแรงขายทำกำไรจากก่อนหน้านี้ที่สลับกลุ่มไปทำกำไรบ้าง จากนี้มีประเด็นทางด้านเศรษฐกิจที่ต้องติดตามอย่างตัวเลขการส่งออกที่ก่อนหน้านี้คาดว่าจะชะลอตัวมาตั้งแต่เดือน ก.ย.ที่ผ่านมา แต่กลับพบว่าปรับขึ้นและต่อเนื่องไปถึงเดือนต.ค.ปรับขึ้น 6% ซึ่งกลายเป็นตัวเลขที่ยิ่งสูงยิ่งหนาวกลายเป็นความท้าทายตลาด
ขณะเดียวกันสถานการณ์ในประเทศนักลงทุนกังวลเรื่องความไม่แน่นอนทางด้านการเมืองโดยเฉพาะความเสี่ยงของการเลือกตั้ง ทั้งการเปิดตัวแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของ 2 พรรคใหญ่ พรรคภูมิใจไทย พรรคประชาชน และเริ่มเปิดตัวในหลายฐานคะแนนเสียงของพรรคภูมิใจไทยที่เป็นสัญญาณของการรวบรวมกำลังพลเตรียมพร้อมสำหรับการเลือกตั้งครั้งใหม่ รวมทั้งการส่งสัญญาณเรื่องงบประมาณปี 70 ท่ีก่อนหน้านี้รัฐบาลได้อนุมัติกรอบงบประมาณรายจ่ายไว้เรียบร้อยแล้ว
เรื่องนี้…ถือเป็นสิ่งที่ดีเพราะจะมีการเลือกตั้งช่วงไตรมาส 2 ที่ปกติมีความเสี่ยงเรื่องความล่าช้าในการออกงบประมาณมา 2 ปีแล้ว ซึ่งต้องใช้ระยะเวลานานมากกว่าจะได้นายกรัฐมนตรี ซึ่งในรอบนี้จะเห็นว่าการพยายามทำเรื่องนี้ เป็นการทำเรื่องแก้รัฐธรรมนูญและการทำงบประมาณเข้ามาเป็นกึ่งตัวประกันต่อรองทางฝั่งการเมืองว่าจะเริ่มอภิปรายไม่ไว้วางใจขอทำเรื่องนี้ให้เสร็จก่อน
ฉะนั้น มองว่าถ้าสามารถยุบสภาได้โดยไม่ต้องผ่านการอภิปรายไม่ไว้วางใจน่าจะเป็นเรื่องที่ไม่เสี่ยง และยังถือว่าดีกว่าอภิปรายแล้วมีแผลหรือเสียเครดิต โดยต้องจับตาวันที่ 12 ธ.ค.นี้ที่เป็นกำหนดการประชุมสมัยสามัญ ซึ่งอาจมีการยื่นไม่ไว้วางใจ เมื่อถึงเวลานั้นอาจไม่สามารถยุบสภาได้แล้วต้องรอโหวตก่อน ฉะนั้นในภาพลักษณ์นี้ต้องประเมินว่าจะยุบหรือไม่ยุบสภา มองว่าตลาดจะผันผวนในเรื่องนี้ประมาณ 2-3 สัปดาห์
อย่างไรก็ตาม ไม่ว่ารัฐบาลจะเลือกยุบสภา หรือ ไม่ยุบสภา ช่วงหลัง 12 ธ.ค.นี้ เชื่อได้ว่าหุ้นก็ขึ้น ซึ่งหากไม่ยุบสภาภาพของการดำเนินงานต่างๆอย่างมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ รวมถึงโมเมนตัมเชิงบวกต่าง ๆ เดินหน้าต่อ เข้าสู่ช่วงที่มาตรการเริ่มทำงานตลาดจึงปรับตัวลดลงค่อนข้างยาก หรือหากยุบสภาก็เป็นเรื่องที่ชัดเจน แลโอกาสที่ตอบรับเชิงบวกหลายอย่าง ก็จะมีมากขึ้น
เชื่อไม่กระทบข้าวจีทูจี
ด้านภาคเอกชนอย่าง “ชูเกียรติ โอภาสวงศ์” นายกกิตติมศักดิ์สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย เห็นว่า เมื่อมีการยุบสภา รัฐบาลชุดปัจจุบันจะยังคงสามารถบริหารประเทศต่อไปได้ในสถานะรักษาการ จนกว่า มีการเลือกตั้งใหม่และคณะรัฐมนตรี ยังคงอยู่กันครบถ้วน ซึ่งในสภาวะรักษาการ การค้าขายและกิจกรรมทางเศรษฐกิจโดยรวม ยังคงดำเนินไปอย่างปกติไม่น่ามีประเด็นที่ทำให้ติดขัดในเรื่องของการค้าขาย
สำหรับแผนงานขายข้าว จีทูจี ที่มีอยู่หลายแสนตันนั้น ทั้งออเดอร์จากจีน 5 แสนตัน สิงคโปร์ 1 แสนตัน ไม่ได้รับผลกระทบเพราะเป็นเรื่องเดิม ที่หน่วยงานราชการ สามารถทำได้อยู่แล้ว เนื่องจากเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการทำงานของหน่วยราชการ และเป็นเรื่องของการทำงานเชิงปฏิบัติ แผนงานเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องของการออกนโยบายใหม่ ดังนั้นการที่รัฐบาล จะยุบสภาภายในเดือนนี้หรือปลายเดือนม.ค.ปีหน้า ก็ไม่แตกต่างกันในมุมของการค้าข้าว
“ภาพรวม การค้าข้าวโดยทั่วไปคาดว่าดำเนินไปในสภาวะปกติ แม้มีการยุบสภาแล้วก็ตาม รัฐมนตรีและฝ่ายบริหารยังอยู่ครบและไม่น่ามีประเด็นอะไรที่ทำให้เกิดอุปสรรคในการค้าขาย แต่การส่งออกข้าวปีหน้า ยังคงเผชิญกับความยากลำบาก เนื่องจากเศรษฐกิจทั่วโลกยังไม่ดีขึ้น ยังไม่เอื้ออำนวย มีผลกระทบต่อทั้งราคาและปริมาณ”
อย่างไรก็ดี สิ่งที่อาจได้รับผลกระทบจริง ๆ คือ เรื่องของการช่วยเหลือเพื่อกระตุ้นภาวะเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นมาตรการใหม่ที่ต้องใช้จ่ายงบประมาณพิเศษ รวมถึงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ เช่น โครงการคนละครึ่งเฟสสอง ที่กระตุ้นเศรษฐกิจได้ดีมาก อาจไม่สามารถทำได้ในระหว่างที่รัฐบาลเป็นรักษาการ เพราะต้องเกี่ยวข้องกับการใช้จ่ายงบประมาณ และอาจเกี่ยวกับข้อห้ามจากการเลือกตั้งหรือไม่
ห่างกัน1เดือนไม่แตกต่าง
ขณะที่“นณริฎ พิศลยบุตร” นักวิชาการอาวุโส จากสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย หรือทีดีอาร์ไอ ก็มีมุมมองเช่นเดียวกันว่า ในแง่เศรษฐกิจแล้ว การจะยุบสภาในเดือนธ.ค.ปีนี้ หรือไปยุบสภาในเดือนม.ค. ปีหน้า ปี 69 ก็ไม่ได้มีอะไรแตกต่างกันหนักหนา เพราะระยะเวลาห่างกันเพียงแค่ 1 เดือนเท่านั้น ไม่ได้มีความหมายอะไร หรือส่งผลกระทบอะไรหนักหนา ที่อาจมีผลบ้าง ก็น่าจะเป็นเรื่องของการเจรจาทางการค้า ที่อาจต้องล่าช้าออกไปอีก โดยเฉพาะการเจรจาในเรื่องของภาษีตอบโต้ของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งเป็นเพียงช่วงสั้น ๆ เท่านั้น แต่หากมองในเรื่องของเชิงการเมือง เชื่อได้ว่า มีผลกระทบแน่นอน โดยเฉพาะในเรื่องของการแก้ไขรัฐธรรมนูญ
อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับว่า เรื่องของการเมืองนั้น ย่อมมีผลกระทบต่อเรื่องของเศรษฐกิจอยู่แล้วจะช้า จะเร็ว ก็ถือเป็นอีกเรื่องหนึ่ง อย่างกรณีที่ก่อนหน้านี้พูดกันมาในเรื่องของการขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม ตามที่กำหนดไว้ในกรอบการคลังระยะปานกลาง ทั้งที่เรื่องนี้ควรปรับขึ้นมานานแล้วก็ตาม แต่ในภาวะเช่นนี้ เศรษฐกิจแบบนี้ ย่อมมีผลกระทบต่อประชาชนแน่นอน และถือเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนอย่างมากทีเดียว
เอาเป็นว่า…สุดท้ายแล้ว หากทุกอย่างชัดเจน การทำงานทางด้านเศรษฐกิจก็จะง่ายขึ้น การวางแผน การค้าการขาย การลงทุน ก็จะชัด ความเชื่อมั่นก็กลับคืนมา !!
ทีมเศรษฐกิจ



