ในคลินิกระบบทางเดินปัสสาวะ หลายคนเข้าใจผิดว่า เพศสัมพันธ์ทางปากไม่เสี่ยงโรค แต่จริง ๆ แล้วสามารถทำให้ติดโรคได้หลายชนิด เช่น โรคหนองใน, โรคหนองในเทียม, โรคซิฟิลิส, เริม, หูดหงอนไก่ และโรคอื่นที่ติดต่อผ่านน้ำลายหรือแผลในช่องปาก ที่สำคัญคือ ถึงจะใส่ถุงยางตอนสอดใส่ ก็ยังมีโอกาสติดโรคจากช่องปากได้อยู่ดี
แล้วผู้ป่วยรายนี้ติดโรคจากอะไร? คำตอบคือ ติดจากการมีเพศสัมพันธ์ทางปากโดยไม่ป้องกันเพราะแม้เขาจะใช้ถุงยางทุกครั้งตอนสอดใส่ แต่เขาไม่เคยป้องกันเวลาอีกฝ่ายทำทางปากให้เลย ถุงยางป้องกันได้เฉพาะส่วนที่มันคลุมอยู่ แต่ไม่สามารถป้องกันเชื้อโรคที่ออกมาจากช่องปาก น้ำลาย หรือคอของอีกฝ่ายได้ พูดให้เข้าใจง่ายคือ เพศสัมพันธ์ทางปากโดยไม่ป้องกัน = โอกาสติดโรคหนองในแม้จะไม่สอดใส่เลยก็ตาม
การรักษาที่ผู้ป่วยได้รับ ผู้ป่วยได้รับการรักษาตามมาตรฐานด้วยการฉีดยาปฏิชีวนะ อาการดีขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่ผู้ป่วย ไม่ยอมตรวจเลือดหาโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ชนิดอื่น ๆ ซึ่งจริง ๆ แล้วเป็นเรื่องสำคัญ เพราะบางโรคอาจไม่แสดงอาการทันที
บทเรียนสำคัญจากคนไข้นี้ ถุงยางอนามัยช่วยป้องกันได้มาก แต่ไม่ได้ป้องกันทุกแบบของการมีเพศสัมพันธ์, เพศสัมพันธ์ทางปากสามารถแพร่โรคได้จริง และพบได้บ่อยกว่าที่คิด, คนที่มีปัญหาในช่องปาก เช่น ต่อมทอนซิลอักเสบ หรือมีแผลในปาก อาจมีเชื้อโรคได้โดยไม่รู้ตัว, ควรตรวจโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ตามคำแนะนำของแพทย์ แม้ไม่มีอาการผิดปกติ, โรคหนองในไม่ได้เกิดจากการสอดใส่เท่านั้น แต่เกิดจากช่องปากได้เช่นกัน
คำแนะนำถึงผู้อ่าน เพศสัมพันธ์ทางปากไม่ได้ปลอดภัยอย่างที่คิด หากมีเพศสัมพันธ์หลายรูปแบบ ควรป้องกันทุกครั้ง หากมีอาการผิดปกติ เช่น หนอง แสบขัด หรือเจ็บปลายอวัยวะเพศ ควรรีบพบแพทย์ และการตรวจสุขภาพทางเพศสัมพันธ์เป็นเรื่องปกติ ไม่ใช่เรื่องน่าอาย
สรุป เคสนี้เป็นตัวอย่างชัดเจนว่า แม้จะ “ใส่ถุงยางอนามัยทุกครั้ง” เวลาเพศสัมพันธ์แบบสอดใส่ แต่การไม่ป้องกันเพศสัมพันธ์ทางปาก ก็ทำให้ติดโรคหนองในได้อย่างง่ายดาย การรู้เท่าทัน คือการป้องกันที่ดีที่สุดครับ.
ศ.เกียรติคุณ น.ท.ดร.นพ.สมพล เพิ่มพงศ์โกศล
รพ.รามาธิบดี คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล



