“รัฐบาลอนุทิน” เข้ามาทำงาน74 วัน ยังไม่ถึงระยะเวลายุบสภาตามที่ได้ทำMOAไว้กับพรรคประชาชน ว่า จะยุบภายในวันที่ 31 ม.ค.68 ที่ต้องเดินหน้าแก้รัฐธรรมนูญ แต่ก็ต้องมายุบสภาเพราะเหตุฝ่ายค้านต้องการเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจแบบลงมติ เพราะ“ผู้นำประเทศ”อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทยได้เคยประกาศไว้ก่อนแล้วว่า จะไม่ยอมให้ใครมาด่าฟรีๆ และจากสาเหตุนี้จึงชิงจังหวะทูลเกล้าร่างพระราชกฤษฎีกา(พ.ร.ฎ.)ยุบสภา

ท่ามกลางสถานการณ์เดือดในที่ประชุมร่วมรัฐสภาตั้งแต่ช่วงเย็นวันที่11 ธ.ค. ซึ่งเป็นการพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นรายมาตรา (วาระสอง) ภายหลังจากที่ประชุมลงมติร่างแก้ไข มาตรา 256/28 โดยมีมติไม่เห็นด้วยกับ กมธ.เสียงข้างมาก ในการใช้เสียงกึ่งหนึ่งของที่ประชุมรัฐสภา เห็นชอบแก้ไขรัฐธรรมนูญ และให้กลับไปใช้เสียงสว.1ใน 3 มีส่วนร่วมในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ

ภายหลัง “ค่ายสีส้ม” พรรคประชาชน(ปชน.) แพ้โหวตหลังถกเถียงกันนาน 3 ชั่วโมง ระหว่างสส.พรรคฝ่ายค้าน และสว. แต่กมธ.เสียงข้างมาก ก็ยืนยันในหลักการที่ไม่เพิ่มเกณฑ์ของสว.ตามกมธ.เสียงข้างน้อยเสนอ เป็นเหตุให้ แม่ทัพใหญ่ด้อมส้ม “หัวหน้าเท้ง”ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ออกอาการหัวเสียจนปรี๊ดแตก ทุบโต๊ะทันทีให้สส. ร่วมลงชื่อในญัตติเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 151

ความชุลมุน “นายกฯอนุทิน” ล้างกระดานเกมอำนาจการเมืองใหม่ เพราะมีอำนาจเต็มในมือจะใช้เมื่อไหร่ก็ได้ โดยโพสต์เฟซบุ๊กตอกย้ำข่าวยุบสภา ระบุว่า “ผมขอคืนอำนาจกลับไปยังพี่น้องประชาชน” เท่ากับเป็นการประกาศยุบสภาอย่างเป็นทางการ ก่อนวันรุ่งขึ้นเว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาจะเผยแพร่พระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ พระราชกฤษฎีกา(พ.ร.ฎ.) ยุบสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2568 เพื่อจัดให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรใหม่ เป็นการเลือกตั้งทั่วไปในวันที่กกต.ประกาศกำหนด ซึ่งต้องไม่น้อยกว่า 45 วันแต่ไม่เกิน 60

ทว่ารัฐบาล “นายกฯอนุทิน” เข้ามาทำงานได้ 74 วัน บริหารราชการแผ่นดินวันแรก ในวันที่ 29 ก.ย.68 ท่ามกลาง“ความหวังและความคาดหวัง” จากประชาชนเร่งแจกโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจรัวๆ ได้ใจประชาชนไปเต็มๆ จากโครงการคนละครึ่งพลัส

แต่การบริหารงานไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ ปูพรหมแดง เพราะระหว่างการบริหารงานก็มีมรสุม กระแสคลื่นลมถาโถมเข้าใส่รัฐบาลรัวๆ มรสุมลูกแรกต้อนรับรัฐบาลค่ายเซาะกราว เหตุการณ์ “ถนนทรุดตัวเป็นหลุมใหญ่ลึกหลายสิบเมตร ” หรือที่ใครๆ มองว่าเหตุการณ์นี้เปรียบเหมือนกับ “ธรณีสูบ” หน้าโรงพยาบาลวชิรพยาบาล ถนนสามเสน เมื่อวันที่ 24 ก.ย.ที่ผ่านมา ถือเป็นการวัดฝีมือรัฐบาลที่ต้องเร่งแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้ากับเหตุการณ์ใหญ่ที่ส่งผลกระทบกับประชาชนในพื้นที่กทม. แต่ก็ผ่านไปได้

ตามมาด้วนสถานการณ์น้ำท่วมภาคเหนือเป็นวงกว้าง ไล่ลงมาถึงภาคกลาง แต่สามารถบัญชาการและดำเนินการผ่านไปได้ด้วยดี แต่ทีหนักที่สุดคือมหาอุทกภัยใน 9 จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยเฉพาะ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา มีประชาชนเสียชีวิตกว่าร้อยศพ และผู้ได้รับบาดเจ็บเป็นจำนวนมาก นี่ยังไม่นับความเสียหายทางเศรษฐกิจที่อาจมูลค่าสูงนับหมื่นล้านบาท


ถูกกระแสโจมตีรัฐบาลอย่างหนัก เจอดราม่าหนักถูกแซะได้แต่สร้างภาพ การบริหารจัดการแก้ปัญหา การทำงานไม่เป็นระบบ ซ้ำซ้อนกัน ไม่มีการประสานงานที่ดี รวมถึงการประกาศอพยพช้าเกินไป ขาดการเตรียมอุปกรณ์ช่วยเหลือ ทำให้ประชาชนติดค้างจำนวนมากไร้ประสิทธิภาพ ระบบการโอนจ่ายเงินเยียวยาติดขัด ชาวบ้านด่ากันขรม “รัฐนาวาสีน้ำเงิน”โดนพิษภัยธรรมชาติเล่นงานจนเมาหมัด
สถานการณ์รัฐบาลกลับตาลปัตรหนักขึ้นกว่าเดิม ถือเป็นประเด็นใหญ่สั่นคลอนเสถียรภาพ “รัฐบาลสีน้ำเงิน“ หลังปรากฏภาพ“นายกฯหนู” ถ่ายภาพร่วมกับ “เบน สมิธ”นักธุรกิจชื่อดัง ซึ่งถูกเปิดโปงมีส่วนพัวพันกับเครือข่ายสแกมเมอร์ส่งผลต่อความเชื่อมั่นในการปราบปรามขบวนการอาชญากรรมข้ามชาติ


แม้ว่า ”อนุทิน“และบุคคลในภาพเหล่านั้น ต่างดาหน้าออกมาปฏิเสธความสัมพันธ์ โดยอ้างว่ารู้จักกันเพียงผิวเผิน และเป็นภาพเก่าเมื่อหลายปีมาแล้วก็ตาม ทำให้หลายคนจับตาว่าการปราบปรามเครือข่ายสแกมเมอร์และการฟอกเงินครั้งมโหฬารครั้งนี้จะกลายเป็น ”มวยล้มต้มคนดู“หรือไม่

ตามมาติดๆกับสถานการณ์ความขัดแย้งไทย-กัมพูชาบานปลายตั้งแต่รัฐบาลพรรคเพื่อไทย เป็นเหตุให้ทหารไทยต้องพลีชีพในสนามรบหลายนาย รวมถึงยังมีกำลังพลที่เหยียบทุ่นระเบิดเสียขาอีกด้วย นำมาถึงการสู้รบกันอย่างหนักสมรภูมิริมชายไทย-กัมพูชามีการปะทะกันด้วยอาวุธหนักตลอดแนว นอกจากระดมยิงใส่ไทยแล้วก็ไม่ผิดคาดที่ “ฮุน เซน” จะเล่นสกปรกสั่งปั่น “เฟกนิวส์” ว่าไทยรุกราน–ยิงพลเรือนด้วยเครื่องบิน F16 ตายเป็นจำนวนมาก เรียกนานาชาติช่วยประณามไทยรัวๆ

แต่ “เสี่ยหนู” ไม่หลงกลเขมรอีกรอบ ยอมทำตาม “โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา“ ยังดีที่คำตอบของ นายกฯบอกว่า “โนสน โนแคร์” พร้อมย้ำจุดยืนว่า ไทยจะไม่ยอมใครมาบงการ ต้องรักษาอธิปไตยและ ศักดิ์ศรีของคนไทย เรื่องนี้ดูเหมือนว่าได้ใจคนฝ่ายอนุรักษ์นิยม และประชาชนชายแดนไปเต็มๆ

ขณะที่สถานการณ์การเมือง กลายเป็นมหากาพย์ทางการเมือง เกมพลิกคดีฮั้วสว.“ค่ายสีน้ำเงิน”งัดข้อกฎหมายสู้ ท้าทายคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)และกรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ)ในยุครัฐบาลพรรคเพื่อไทย โดยจุดเปลี่ยนหนักเกิดเมื่อพยานปากเอกกลับคำให้การ อ้างถูกข่มขู่โดยผู้มีอำนาจในรัฐบาลก่อนสัญญาณความผิดปกติที่ส่งกลิ่นทางการเมืองชัดเจน เมื่อสว. 138 คนที่ถูกสอบสวน คือกลุ่มเดียวกับผู้แต่งตั้ง คณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) ใหม่ 5 จาก 7 คน ซึ่งต้องมาตัดสินคดีของตัวเองกระบวนการยื้อ 4 ชั้นของ กกต.ลากยาวไปถึง มี.ค. 2569 ทำให้สว.ชุดนี้ใช้อำนาจแต่งตั้งองค์กรอิสระได้ ทุกอย่างเรียกได้ว่าค่ายนำเงินคุมได้หมด
เมื่อกระบวนการยุติธรรมสั่นตามแรงลมการเมือง ซึ่งสะท้อนความโปร่งใสของสภาสูง กำลังถูกทำให้หมดความหมายผ่านสัญญาณความพยายามล้มคดีแบบเป็นระบบ ทั้งหมดสะท้อน “ตลกร้ายทางการเมืองไทย” ที่จัดวางอย่างรัดกุม และเปิดทางให้คดีจบแบบไร้ร่องรอยความรับผิด อย่างไรก็ดี กระบวนการนี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้นในกระบวนการยุติธรรม บรรดาบุคคลที่มีรายชื่อข้างต้น ยังมีสิทธิ์ต่อสู้คดี และศาลยังไม่มีคำพิพากษาอันถึงที่สุด จึงยังถือว่าเป็นผู้บริสุทธิ์อยู่

ปิดท้ายมรสุมลูกใหญ่บิ๊กบึ้มทำ “รัฐนาวาสีน้ำเงิน”ต้องปิดฉากรัฐบาลเฉพาะกิจก่อนอายุ 4 เดือน กับเกมแก้ไขรัฐธรรมนูญ การแก้ไขรัฐธรรมนูญของรัฐสภา สู่ข้อถกเถียงในมาตรา 256/28 ว่าด้วยการมีเงื่อนไขใช้เสียง สว. 1 ใน 3 เพื่อเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญ กลายเป็นจุดเปลี่ยนมาถึงการยุบสภา ได้อย่างไรเมื่อสาระสำคัญถูกตัดออกในชั้น กมธ. เกลี้ยงแทบทั้งหมด สิ่งที่ถูกตัดทิ้ง สสร. เลือกตั้งโดยตรง และสภาที่ปรึกษาจากประชาชน นำมาซึ่งจุดแตกหักในสภา
โดย “ค่ายสีน้ำเงิน”ใช้ความเก๋าเกม ปิดเกมเร็ว เมื่อองคาพยพทุกส่วนพร้อมเข้าลู่วิ่งลากไปสู่ถนนการเลือกตั้ง ที่มีการจัดฉากเตรียมรอไว้อยู่แล้ว นี่ถือเป็นช่วงเวลาที่จะกำหนดชะตาการเมืองไทยในมือ “รัฐบาลนายกฯอนุทิน” ในช่วงบริหารประเทศเพียงระยะเวลาสั้นๆ อีกไม่นานเกินรอคงต้องติดตามระยะยาวสนามเดิมพันเลือกตั้งครั้งต่อไปว่าใครจะได้อยู่ต่อหรือใครจะต้องออกไป.



