แม้การยุบสภาของรัฐบาล อนุทิน ชาญวีรกูล จะไม่ใช่เรื่องเหนือความคาดหมาย แต่ก็ถือว่าเซอร์ไพรส์อยู่พอสมควร เพราะขนาดคนทำงานในหลายกระทรวงยังไม่รู้ล่วงหน้าเลยด้วยซ้ำ แต่ถึงอย่างไรจะยุบช้ายุบเร็ว สุดท้ายก็ต้องยุบอยู่ดี และวันนี้ การตัดสินใจครั้งนี้ได้สร้างแรงสั่นสะเทือนในแวดวงเศรษฐกิจอย่างเลี่ยงไม่ได้ ภาคธุรกิจและนักวิชาการต่างออกมาแสดงความเห็นต่อสถานการณ์เปลี่ยนผ่านอำนาจนี้อย่างกว้างขวาง โดยมีตั้งแต่ความกังวลต่อความต่อเนื่องของนโยบายสำคัญ ไปจนถึงความคาดหวังว่าการเลือกตั้งใหม่จะนำมาซึ่งเสถียรภาพและทิศทางที่ชัดเจนยิ่งขึ้น โดยมีคีย์แมนทางเศรษฐกิจระดับประเทศออกมาให้ความเห็นมากมาย ซึ่งทีมเศรษฐกิจ เดลินิวส์ พาไปติดตามกัน
กังวลราชการเกียร์ว่าง
นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ระบุว่า ขณะนี้ต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดต่อไป หลังจากยุบสภา เนื่องจากรัฐบาลรักษาการ และรัฐบาลอำนาจเต็มนั้นไม่เหมือนกัน จากประสบการณ์ในอดีตของไทยพบว่า ทันทีที่รัฐบาลประกาศยุบสภา ข้าราชการประจำส่วนใหญ่มักจะปล่อยเกียร์ว่าง เนื่องจากต้องรอจับตาดูสถานการณ์และท่าทีว่าใครจะมาเป็นรัฐบาลชุดหน้า ทำให้มาตรฐานการทำงานและอำนาจในการสั่งการกับข้าราชการประจำลดลง ส.อ.ท. จึงอยากฝากให้ปลัดกระทรวงต่าง ๆ เข้ามาช่วยดำเนินการการบ้านที่ค้างอยู่เหล่านี้อย่างเข้มข้นต่อไป
ทั้งนี้ในช่วงนี้จะต้องจับตาว่านโยบายหรือมาตรการต่าง ๆ ที่ประกาศและอนุมัติไปแล้วจะมีการขับเคลื่อนได้เต็มที่หรือไม่ อย่างไร เพราะควิก บิ๊ก วิน ที่ออกมาถือว่าเป็นนโยบายที่จะหนุนเศรษฐกิจในช่วงท้ายของปีที่ดี และยิ่งขณะนี้ประเทศต้องสะดุดในหลายเรื่องจะกระทบจีดีพีไทยที่โตช้าไปอีกหรือไม่ อย่างไร ปัญหาใหญ่หลายเรื่องที่ยังคง “คาราคาซัง” อยู่ ท่ามกลางสถานการณ์ที่ยังไม่ปกติ ซึ่งปัญหาเหล่านี้จำเป็นต้องได้รับการขับเคลื่อนจากรัฐบาลอำนาจเต็ม แต่กลับมาอยู่ในช่วงรัฐบาลรักษาการ ได้แก่

ห่วง 3 เรื่องค้างคา
1.สถานการณ์ภาคใต้ ที่อยู่ในระหว่างการฟื้นฟูหลังจากประสบอุทกภัยอย่างหนักทั้ง 9 จังหวัด การที่รัฐบาลเป็นรักษาการอาจส่งผลให้การเร่งฟื้นฟูเกิดความล่าช้าหรือสะดุดไปได้
2.การปะทะชายแดนไทย-กัมพูชา สถานการณ์การปะทะรอบ 2 ยังคงทวีความรุนแรงและกินบริเวณกว้าง ซึ่งส่งผลกระทบต่อการค้า การท่องเที่ยว และภาคการเกษตรในจังหวัดชายแดนหลายแห่งในภาคอีสาน ทำให้ประชาชนหลายแสนคนต้องอพยพ และนิคมอุตสาหกรรมบางแห่งต้องหยุดดำเนินการ
3.การเจรจาระหว่างประเทศในการเจรจาสำคัญระหว่างไทยกับสหรัฐถือเป็น “การบ้านใหญ่” ที่ยังคงค้าง หากมีการเจรจาหรือติดต่อจากมหาอำนาจอย่างสหรัฐ “โดนัลด์ ทรัมป์” มาในช่วงนี้ไม่แน่ใจว่าจะมีข้อจำกัดหรือเป็นอุปสรรคต่อการตัดสินใจหรือไม่
“ไม่ได้เป็นเรื่องที่น่าตกใจหรือแปลกใจแต่ประการใด เนื่องจากนายกรัฐมนตรีเคยส่งสัญญาณและพูดถึงเงื่อนไขไว้แล้ว”
จี้เลือกตั้งตามกำหนด
นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า หอการค้าไทยเข้าใจถึงความจำเป็นทางการเมืองในการตัดสินใจของท่านนายกรัฐมนตรีในการยุบสภาในครั้งนี้ ท่ามกลางสถานการณ์เศรษฐกิจทั้งในประเทศและระหว่างประเทศที่มีความผันผวนสูง ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ความขัดแย้งในพื้นที่ชายแดนและปัจจัยเสี่ยงด้านเศรษฐกิจโลก ล้วนส่งผลต่อเสถียรภาพและการบริหารประเทศ จึงเห็นว่าเป็นการตัดสินใจที่อยู่บนพื้นฐานของกรอบประชาธิปไตยและกฎหมายรัฐธรรมนูญ
ทั้งนี้ หอการค้าไทยขอเรียกร้องให้มีการเร่งดำเนินการจัดการเลือกตั้งตามกรอบระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด เพื่อให้ประเทศมีรัฐบาลชุดใหม่ที่มีอำนาจเต็มโดยเร็ว เนื่องจากในปัจจุบันยังมีกฎหมายสำคัญและกรอบการเจรจาการค้าระหว่างประเทศที่รอการพิจารณาและผ่านสภา และต้องมีการขับเคลื่อนอีกหลายประเด็น อาทิ การเจรจาด้านภาษีกับสหรัฐอเมริกา การเจรจาความตกลงการค้าเสรี (เอฟทีเอ) กับประเทศคู่ค้า เช่น เอฟทีเอ ไทย-อียู ซึ่งล้วนมีความสำคัญต่อขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
ขอทุกฝ่ายร่วมมือกัน
ในระหว่างช่วงรัฐบาลรักษาการ หอการค้าไทยเห็นว่า รัฐบาลรักษาการยังคงมีอำนาจตามกฎหมายในการดำเนินนโยบายและมาตรการต่าง ๆ ที่มติคณะรัฐมนตรีได้อนุมัติไว้แล้ว ไม่ว่าจะเป็นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ การช่วยเหลือและเยียวยาประชาชนและผู้ประกอบการในพื้นที่ภาคใต้ที่ประสบปัญหา การดูแลสถานการณ์ในพื้นที่ชายแดน ซึ่งสามารถและควรดำเนินการต่อเนื่องโดยไม่ให้เกิดความสะดุด ให้ระวังเรื่องข้อจำกัดของรัฐบาลรักษาการตามระเบียบ
อย่างไรก็ตามหอการค้าไทย รวมถึงคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และหอการค้าไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และสมาคมธนาคารไทย เชื่อมั่นว่าทั้งรัฐบาลรักษาการ ข้าราชการ และภาคเอกชน จะร่วมกันทำงานต่อเนื่องเพื่อประคับประคองเศรษฐกิจของประเทศได้จนกว่าจะมีการเลือกตั้งและจัดตั้งรัฐบาลใหม่ แม้จะมีข้อจำกัดบางประการก็ตาม
“หอการค้าไทยไม่ต้องการให้การยุบสภาในครั้งนี้ส่งผลให้การขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศหยุดชะงัก และขอให้ทุกฝ่ายร่วมกันสร้างบรรยากาศแห่งความเชื่อมั่น มีรัฐบาลชุดใหม่โดยเร็วเพื่อฟื้นฟูความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจทั้งในประเทศและระดับนานาชาติ”
กลัวเกิดสุญญากาศ
“นณริฏ พิศลยบุตร” นักวิชาการอาวุโส สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย หรือ ทีดีอาร์ไอ มองว่า ผลกระทบของการยุบสภาจนนำไปสู่การเป็นรัฐบาลรักษาการ ซึ่งมีหน้าที่จำกัดและไม่มีอำนาจเต็มในการบริหารประเทศ จะทำให้เกิดภาวะสุญญากาศทางนโยบายขึ้น และส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ต่อระบบเศรษฐกิจไทยทั้งในระยะสั้นและระยะยาว โดยผลกระทบระยะสั้น รัฐบาลรักษาการไม่สามารถดำเนินนโยบายใหม่ ๆ กระตุ้นเศรษฐกิจได้ทั้งการบริโภค การท่องเที่ยว การค้าชายแดน เช่น โครงการคนละครึ่งพลัสเฟสสอง ก็ไม่น่าทำได้ จึงกลายเป็นปัจจัยหลักที่กดดันเศรษฐกิจอย่างหนัก ทำให้ตัวเลขทางเศรษฐกิจในไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ รวมถึงไตรมาสแรกของปีหน้า มีแนวโน้มชะลอตัว
ส่วนผลกระทบระยะยาว จะเกิดความกังวลต่อเสถียรภาพของรัฐบาลชุดใหม่ และความต่อเนื่องของทิศทางนโยบายทางเศรษฐกิจ เพราะรัฐบาลใหม่มักจัดลำดับความสำคัญทางการเมือง โดยให้ความสำคัญกับโจทย์ทางการเมืองที่ไม่ใช่เศรษฐกิจเป็นอันดับแรก เช่น การแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งหมายความว่า นโยบายเศรษฐกิจที่ควรได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน อาจไม่ได้เป็นวาระแรก ๆ ทั้งที่เป็นเรื่องจำเป็นมาก ๆ เพราะหลังวิกฤติโควิดได้เห็นสัญญาณเศรษฐกิจเสื่อมถอยในเกือบทุกด้าน และ 2 ปีมานี้ก็มีรัฐบาลแล้วถึง 3 ชุด
ความไม่ต่อเนื่องของนโยบาย ยิ่งรัฐบาลใหม่ไม่มีเสถียรภาพทางการเมือง ก็ทำให้การขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้ยาก ภาระหนี้สาธารณะพุ่งสูง จะทำให้การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจลดน้อยลง และอาจกลายเป็นมูลเหตุสำคัญทำให้เกิดการปรับลดเครดิตเรตติ้งของประเทศในอนาคต และที่น่าห่วงคือ การที่รัฐบาลนำงบประมาณแผ่นดินมาเร่งใช้ในช่วงไตรมาสแรกของปีงบ 69 อาจทำให้ช่วงที่เหลืออีก 9 เดือน ไม่มีงบเพียงพอทำให้แรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจช้าลง

แรงกระตุ้นหยุดชะงัก
“พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย” หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร ประเมินการยุบสภาของรัฐบาล ทำให้หลายโครงการไม่เกิดขึ้น เช่น คนละครึ่งพลัสเฟส 2 หรือถ้าจะมีมาตรการช้อปลดหย่อนภาษีช่วงต้นปี 69 อย่างอีซี่ อี-รีซีท ขณะที่หากเกิดเหตุการณ์ เช่น น้ำท่วม หรือภัยพิบัติอื่น ๆ การใช้งบกลางก็อาจจะสะดุด รวมถึงการจัดทำงบประมาณปี 70 มีโอกาสล่าช้าออกไป 1 เดือน ปกติงบประมาณต้องเสร็จตั้งแต่เดือน เม.ย. ครม. ต้องอนุมัติช่วง เม.ย.-พ.ค.ไม่แน่ใจว่าถึงเวลานั้นจะมีรัฐบาลใหม่หรือยัง
“ครม. รักษาการจะอนุมัติโครงการใหม่ ๆ อะไรไม่ได้ รวมถึงโครงการผูกพันถึงรัฐบาลหน้า ดังนั้น ก็อาจจะทำให้การตอบสนองต่อสถานการณ์ต่าง ๆ ล่าช้า ในมุมผลกระทบต่อการขยายตัวทางด้านเศรษฐกิจคงยังไม่ได้กระทบ ยอมรับว่าประเมินยาก แต่การยุบสภา กลายเป็นรัฐบาลรักษาการ จะเพิ่มความเสี่ยงขาลงให้กับเศรษฐกิจ”
ยุบสภาเพิ่มความเสี่ยง
ขณะที่ “ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจทิสโก้” วิเคราะห์ว่าการยุบสภาของนายกฯอนุทิน เพิ่มความเสี่ยงให้กับเศรษฐกิจไทย เพราะไม่สามารถออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจได้ เช่น โครงการคนละครึ่งพลัส เฟส 2 และมาตรการช็อปดีมีคืน ที่จากเดิมคาดว่าจะออกมาใช้ได้ในช่วงต้นปี 69 มีแนวโน้มจะหยุดชะงัก
เศรษฐกิจไทยความเสี่ยงเติบโตต่ำต่อการขยายตัวช่วงที่เหลือของปี 68 และปี 69 โดยเฉพาะในช่วงต้นปี ท่ามกลางความท้าทายหลายด้านทั้งทางด้านเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองที่ยังมีความไม่แน่นอน รวมถึงสถานการณ์ความไม่สงบบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา โดยตัวเลขเศรษฐกิจในไตรมาส 4 ปี 68 จากเดิมคาดว่าจะขยายตัว 0.7% แต่สถานการณ์น้ำท่วมใหญ่ในภาคใต้เป็นปัจจัยฉุดรั้ง อาจทำให้เศรษฐกิจมีความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยเชิงเทคนิค ขยายตัวติดลบอย่างน้อย 2 ไตรมาส ตั้งแต่ไตรมาส 3 ปี 68 ต่อเนื่องไปจนถึงช่วงไตรมาส 1 ปี 69 จากความไม่แน่นอนทางการเมือง และขาดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่จากเดิมคาดว่าจะมีเข้ามาช่วยเป็นปัจจัยสนับสนุนในช่วงต้นปี 69
พัก“ทิสา”ช่วยตลาดหุ้น
“ประกิต สิริวัฒนเกตุ” นักกลยุทธ์การลงทุน กรรมการผู้จัดการ บลจ. เมอร์ชั่น พาร์ทเนอร์ บอกว่า การประกาศยุบสภายิ่งยุบเร็วยิ่งดี เพราะหากอยู่ไปก็ไม่มีอะไรดีขึ้น และจะได้นำไปสู่การเลือกตั้ง และหวังว่าจะได้เห็นรัฐบาลใหม่ซึ่งหลังจากนี้ ไม่ว่าใครจะขึ้นมาเป็นรัฐบาลขอให้มีเอกภาพในการทำงาน เพื่อไม่ให้เป็นในรูปแบบ 6 ปีที่ผ่านมา ที่มาจากรัฐบาลหลายพ่อพันแม่แล้วเละเทะ จนไม่สามารถขับเคลื่อนอะไรได้เลย เวลาจะทำอะไร เดี๋ยวติดพรรคนั้น พรรคนี้ ทำให้ตอนนี้โครงสร้างประเทศรั่วไปหมด จึงหวังอย่างยิ่งว่าจะได้รัฐบาลที่มีเอกภาพ มีเสถียรภาพ และรัฐบาลจะมุ่งมั่นแก้ปัญหาทั้งเชิงโครงสร้าง และแก้ปัญหาเฉพาะหน้าต่าง ๆ ได้ดียิ่งขึ้น
สำหรับตลาดหุ้นไทยมักจะตอบรับดีในช่วงยุบสภา โดยที่สถิติในอดีต พบว่า ก่อนการยุบสภาดัชนีมักจะไม่ค่อยดี แต่พอยุบแล้วมักจะดี และไม่ดีอีกครั้งช่วงหลังเลือกตั้งในเรื่อง ทิสา ซึ่งมีประเด็นตัวคูณลดหย่อนภาษี 0.7 เท่า และ 1.3 เท่า ที่หยุดไปก่อน ก็ต้องรอลุ้นรัฐบาลใหม่ว่าจะนำเสนอ ครม.ได้หรือไม่ เพราะรัฐบาลรักษาการมีอำนาจหน้าที่เพียงแค่ดูแล ประคองให้การบริหารราชการแผ่นดินราบรื่น ฉะนั้นจึงห้ามอนุมัติ หรือทำอะไรที่มีภาระผูกพันถึง ครม.หน้า
“จริง ๆ แล้วคอนเซปต์เรื่อง ทิสา เป็นเรื่องดีช่วยให้นักลงทุน เลือกลงทุนเองโดยไม่ต้องเข้ากองทุนแอลทีเอฟ แต่เมื่อนโยบายนี้พักไปก่อน ก็จะช่วยลดแรงกดดันทำให้คนขายกองทุนแอลทีเอฟลดลง ตลาดหุ้นก็จะดีขึ้นเพราะแรงขายเบาลง”
สรุปแล้วการยุบสภาของนายกฯ อนุทินกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทุกภาคส่วนจับตามองแม้มีเสียงแสดงความกังวลเรื่องสุญญากาศทางอำนาจหากมองในแง่ดีการเลือกตั้งใหม่ถือเป็นโอกาส
สุญญากาศฉุดมาตรการกระตุ้นศก.
“พิทยา วรปัญญาสกุล” ประธานเจ้าหน้าที่บริหารเคทีซี หรือบมจ.บัตรกรุงไทย ระบุว่า เวลานี้เศรษฐกิจค่อนข้างไม่ดีอยู่แล้ว จากปัญหาต่าง ๆ ไม่ว่าจะมีการยุบสภาเกิดขึ้น หรือเรื่องของการเมือง โดยเฉพาะช่องว่างหรือสุญญากาศที่อาจเกิดขึ้น ซึ่งจะยิ่งส่งผลเพิ่มมากขึ้น เพราะอาจทำให้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจขาดตอนไปได้ แต่คาดหวังว่าการจัดตั้งรัฐบาลจะทำได้เร็วเพื่อไม่ให้กระทบต่อความเชื่อมั่นและแผนกระตุ้นเศรษฐกิจ
“เวลานี้เรื่องของเศรษฐกิจได้รับผลกระทบในหลายปัจจัย การเติบโตจึงยากมากขึ้นเพราะมีความไม่แน่นอนสูง คาดหวังว่ากระบวนการจัดการจะเรียบร้อย และจะมีมาตรการออกมากระตุ้นเศรษฐกิจให้ต่อเนื่องต่อไปได้ โดยรัฐบาลชุดใหม่ที่เข้ามาต้องเข้าใจ รู้ปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างดี และสามารถเข้ามาแก้ไขปัญหาได้ โดยเข้าใจรากลึกของปัญหาที่แท้จริง มีวิสัยทัศน์ มีแผนการทำงานที่ชัดเจน สามารถบริหารจัดการ มีกระบวนการทำงานชัดเจนและรวดเร็ว เพื่อแก้ไขสถานการณ์ให้ได้ เพื่อเรียกความเชื่อมั่นของประเทศกลับคืนมา โดยเชื่อว่าผู้ที่เข้ามาเป็นรัฐบาลและภาครัฐต่างมีความตั้งใจดีในการฟื้นฟูเศรษฐกิจอยู่แล้ว และในฐานะนักธุรกิจ ผู้ประกอบการธุรกิจ ก็พร้อมให้ความร่วมมือกับมาตรการต่าง ๆ ที่ออกมา”.



