ดูจะมีความพร้อมมากกว่าใคร ทั้งจัดเตรียม สส.แบบแบ่งเขต และ แบบบัญชีรายชื่อ หลังจากคว้าชัยชนะได้ใน การเลือกตั้ง เมื่อปี 66 มาถึงครั้งนี้ “เท้ง” นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ลำดับที่ 1 จึงหมายมั่นปั้นมือ ต้องการได้ สส.มากที่สุด
แต่ทั้ง นักวิชาการ และคนที่ เกาะติดการเมือง ต่างเชื่อว่า จะไม่มีพรรคการเมืองไหน ได้เสียงเกินครึ่ง (250 เสียง ) โดยพรรคการเมืองที่น่าจะช่วงชิง โอกาสในการเป็น แกนนำพรรคร่วมรัฐบาล คงหนีไม่พ้น “พรรคประชาชน” กับ “พรรคภูมิใจไทย” ที่มี “นายอนุทิน ชาญวีรกูล” นายกฯ และแคนดิเดตหมายเลข 1 ซึ่งหมุดหมายน่าจะอยู่ที่ 150 ที่นั่ง
แต่จุดยืนที่ชัดเจนของ “นายณัฐพงษ์” คือ ถ้า พรรคภูมิใจไทย เป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล ด้วยจุดยืนแบบที่เป็นอยู่ เราคงเป็น พรรคร่วมรัฐบาล กับพรรคภูมิใจไทยไม่ได้ ถ้าถึงตอนนั้น เราเป็นพรรค ฝ่ายค้านแน่นอน หน้าที่ของพรรคประชาชนในตอนนี้ก็คือ รณรงค์หาเสียง ทำความเข้าใจกับประชาชนอย่างเต็มที่
เพื่อทำให้พรรคประชาชน ได้รับเสียงสนับสนุน มากเพียงพอ ที่เรามีความเข้มแข็งมากพอ ในการกำกับ ทิศทางรัฐบาล และป้องกันไม่ให้ พรรคอันดับ 2 อันดับ 3 หรืออันดับอื่น ๆ ไปรวมตัวจัดตั้งรัฐบาลแข่งกับ พรรคอันดับ 1
นั่นหมายความว่า พันธมิตรทางการเมือง ของ “พรรคสีส้ม” คงจะมีแค่ “พรรคเพื่อไทย” แต่หลังจากพรรคประชาชนเลือกยกมือโหวต สนับสนุน “นายอนุทิน” เป็นนายกฯ ความสัมพันธ์ของ พรรคสีส้ม กับ สีแดง ก็ไม่ดีนัก นั่นหมายความว่า พรรคประชาชน อาจไม่เหลือใคร เป็นมิตรเลย อีกทั้งกระแสความนิยมของ “เท้ง” ก็สู้ “ทิม” นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ อดีตหัวหน้าพรรคก้าวไกลไม่ได้
ดังนั้น จำนวนตัวเลข สส. ของพรรคสีส้ม เบ่งอย่างไรก็คงไม่เท่าเดิมแน่ (151 ที่นั่ง) จึงมีความเป็นไปได้ที่พรรคประชาชน จะถูก โดดเดี่ยวทางการเมือง ถ้าแพ้ “พรรคภูมิใจไทย” ก็เป็นฝ่ายค้าน ร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ถ้าชนะพรรคสีน้ำเงินมาไม่มาก เชื่อว่า “นายอนุทิน” ตั้งรัฐบาลแข่งแน่ เพราะมีพันธมิตรมากกว่า ทั้งกล้าธรรม พลังประชารัฐ ประชาธิปัตย์
หรือแม้กระทั่ง “เพื่อไทย” ก็คงพร้อมจะเป็น พรรคร่วมรัฐบาล
ยิ่งช่วงหลัง “นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” เข้ามารับหน้าที่ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ช่วยฟื้นศรัทธาประชาชนให้กลับมา ดังนั้นเป้าหมายของพรรคประชาชน ที่หวังจะกวาด ที่นั่ง สส. ใน กทม. ทั้ง 33 เขต คงไม่ใช่เรื่องง่าย ส่วนพื้นที่อื่นพรรคคู่แข่ง ต่างจับมือเป็นพันธมิตร ใช้วิธีหลบหลีกพื้นที่ เพื่อไม่ให้ ตัดคะแนนกันเอง ยิ่งทำให้ความหวังพรรคประชาชน ยิ่งเป็นไปได้ยากขึ้นไปอีก
นี่ยังไม่นับเรื่องคดี 44 สส. พรรคก้าวไกล ลงชื่อแก้ไขกฎหมายอาญามาตรา 112 ซึ่งมีอดีต สส. พรรคประชาชน 25 คน ซึ่งแม้ว่าทั้ง 25 คน จะไม่ได้ลงสมัคร สส.แบบแบ่งเขต แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า จะไม่มีผลกระทบ กับพรรคประชาชน เพราะแคนดิเดตนายกฯ 2 คนทั้ง นายณัฐพงษ์ และ น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล ติดร่างแห่ไปด้วย หาก ป.ป.ช. ชี้มูลความผิด ย่อมมีผลกระทบกับความเชื่อมั่น
เท่ากับแคนเดิเดตนายกฯของพรรคสีส้ม จะเหลือเพียง “นายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร” รองหัวหน้าพรรค ฝ่ายยุทธศาสตร์การเมือง และที่ปรึกษาด้านนโยบาย แคนดิเดตลำดับที่ 3 ซึ่งทั้งไม่มีประสบการณ์ทางการเมือง และการบริหารประเทศ ถ้าหากต้องแบกภาระ ในช่วงหาเสียงเลือกตั้งเพียงคนเดียว ถ้า ป.ป.ช. ชี้มูลความผิด ในช่วงนั้น จะแบกรับภาระไหวหรือไม่
สงสัย “พรรคประชาชน” คงต้องรับบทฝ่ายค้านอีกสมัย นอกจากกรรมเก่าตามหลอน และยังไร้ เพื่อนทางการเมือง สิ่งเดียวที่พลพรรคสีส้มต้องทำให้ได้คือมี สส. 250 เสียงขึ้นไป หรืออย่างน้อยต้อง ได้เกิน 200 ที่นั่ง ซึ่งคงไม่น่าทำได้.



