ทั้งนี้ กรณีนี้ “โยงถึงโครงสร้างภาษี” ที่ต้องรอดูว่าเมื่อไทยมีรัฐบาลใหม่แล้วกรณีนี้จะไปต่อหรือไม่? อย่างไรก็ตาม กับมุมมองต่อ “TISA” ที่ว่านี้ มี “มุมวิเคราะห์ทางวิชาการ” ที่วิเคราะห์และสะท้อนว่า “มีข้อดี…แต่ก็มีข้อเสีย” น่าห่วง…
การจะใช้ “TISA”นั้นก็ “มีข้อกังวล”
กรณีนี้มีแง่มุมเช่นไร?…ลองมาดูกัน…
เกี่ยวกับ “TISA” ที่ว่านี้ ทาง ผศ.ดร.ภูษิต วงศ์หล่อสายชล รองคณบดีบัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ได้วิเคราะห์และได้สะท้อนผ่านมาทาง “ทีมสกู๊ปเดลินิวส์” โดยนักวิชาการท่านนี้ได้ชี้ถึง “ความย้อนแย้ง” จากนโยบายนี้ ที่จะ “มีผลต่อเรื่องภาษี” ที่ถ้าหาก“ใช้ไม่ถูกจุด” กรณีนี้อาจกลายเป็น “ดาบสองคม” จน “ทำร้ายตลาดทุนไทยได้” เช่นกัน

ผศ.ดร.ภูษิต วงศ์หล่อสายชล
ทั้งนี้ นักวิชาการท่านดังกล่าวขยายความว่า… บัญชีการออมส่วนบุคคล“TISA”หรือ “Thailand Individual Savings Account” เป็นหนึ่งใน นโยบายที่เกิดขึ้นภายใต้ยุทธศาสตร์ Quick Big Win ซึ่งมุ่งเน้นแก้ปัญหาระยะสั้น ควบคู่ไปกับการวางรากฐานการออมระยะยาว โดยนโยบายใหม่อย่าง TISA นั้น…เป็นหนึ่งในมาตรการที่มีการผลักดันให้ออกมาโดย มีเป้าหมายสำคัญเพื่อรองรับสังคมผู้สูงอายุ และเพื่อต้องการกระตุ้นการลงทุน …นี่เป็นวัตถุประสงค์ที่ถูกระบุไว้
อย่างไรก็ตาม แม้ “TISA” จะมีเป้าหมายที่ดี เพราะตั้งใจจะออกมารองรับสังคมผู้สูงอายุ รวมถึงกระตุ้นให้เกิดเม็ดเงินลงทุนในระบบเศรษฐกิจของไทย แต่ในอีกมุมหนึ่งนั้น…ก็เห็น “ความย้อนแย้ง”จากนโยบายนี้ด้วยเช่นกัน ยิ่ง ถ้า “ไม่ปิดช่องโหว่” หรือ “ไม่ปรับปรุงใหม่” แทนที่จะใด้ประโยชน์ก็อาจ “ยิ่งก่อผลกระทบ” ต่อตลาดทุนไทย จนเป็นดาบสองคม
“เมื่อเจาะลึกที่โครงสร้างภาษีใหม่ จะพบว่าสิ่งที่สร้างแรงสั่นสะเทือนที่สุดจากนโยบาย TISA นี้ไม่ใช่แค่การขยายเพดานลดหย่อนภาษีรวมสูงสุด จากเดิม 500,000 บาท จะปรับใหม่เป็น 800,000 บาท แต่คือเกณฑ์การคำนวณสิทธิลดหย่อนแบบขั้นบันไดที่แบ่งแยกผู้เสียภาษีเป็น 2 กลุ่มอย่างชัดเจน” …ผศ.ดร.ภูษิต สะท้อนมุมมองต่อ “TISA”
และขยายความว่า… ถ้าเป็นไปตามร่างภาษีที่จะต้องปรับใหม่ คนมีรายได้ต่ำกว่า 1.5 ล้านบาทต่อปี จะได้ “โบนัสภาษี” นำเงินลงทุนมาหักลดหย่อนได้ถึง 1.3 เท่า เมื่อซื้อกองทุน 100,000 บาท ลดหย่อนได้ 130,000 บาท (เพิ่ม 30%) ขณะที่ คนที่มีรายได้เกิน 1.5 ล้านบาทต่อปี ไม่ได้ประโยชน์ ทั้งยัง มีความเสี่ยงจะเจอ “บทลงโทษทางภาษี” โดยกลุ่มนี้สามารถนำเงินลงทุนไปหักลดหย่อนได้แค่ 0.7 เท่า เมื่อซื้อกองทุน 100,000 บาท ได้สิทธิลดหย่อนแค่ 70,000 บาท (หายไป 30%)

ผศ.ดร.ภูษิต ยังได้ชี้ให้เห็น “ช่องว่างมหาศาลทางภาษี” ที่จะเกิดจาก “TISA”นี้ว่า… ลองคิดเล่น ๆ ว่าเพียงแค่เงินรายได้ต่างกันเล็กน้อย อาทิ ระหว่าง 1,490,000 บาท กับ 1,500,000 บาท ที่ต่างกันแค่ 10,000 บาท หากแต่คน 2 กลุ่มรายได้นี้จะมี “สิทธิประโยชน์แตกต่างกันราวฟ้ากับเหว” …นี่จึงส่งผลให้นโยบายนี้ มีความย้อนแย้งเชิงนโยบายในตัวเอง เพราะแทนที่จะกระตุ้นให้มีเม็ดเงินไหลเข้าตลาดทุนไทย ก็อาจกลายเป็นทำให้กลุ่มคนที่มีรายได้ 1.5 ล้านบาทต่อปีไม่สนใจลงทุน
ทางนักวิชาการท่านเดิมยังระบุอีกว่า… หากย้อนดู “เบื้องลึก” ที่รัฐบาลต้องใช้ยาแรง “บีบคนมีเงิน–บีบกลุ่มคนรวย” ก็มีที่มาจาก 3 ปัจจัย ได้แก่… ปัจจัยแรก จาก กับดักสังคมสูงวัย (Aging Society)เนื่องจากไทยกำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุแบบ “แก่ก่อนรวย” ทำให้รัฐต้องเร่งสร้างกลไกการออมภาคบังคับ เพื่อจะลดภาระงบประมาณที่เกี่ยวกับสวัสดิการในอนาคต
ปัจจัยที่สอง วิกฤติศรัทธาตลาดทุน การที่ตลาดหุ้นไทยซบเซาหนัก และขาดสภาพคล่อง ซึ่งการเพิ่มวงเงินลดหย่อนภาษีเป็น 800,000 บาท จากกรณี TISA จึงเป็นความพยายามที่รัฐจะดึงเม็ดเงินกลับเข้ามาแทนที่กองทุน LTF ที่ทยอยหมดอายุ
และปัจจัยที่สาม ภาวะการคลังตึงตัวที่เป็นผลหลังรัฐบาลดำเนินงบประมาณขาดดุลมาอย่างยาวนาน ซึ่งถ้าหากยังคงการให้สิทธิลดหย่อนภาษีแบบเดิม ๆ ต่อไป อาจทำให้รัฐสูญเสียรายได้จำนวนมหาศาล ทำให้ต้องหาวิธีปรับโครงสร้างภาษีใหม่ เพื่อดึงรายได้ให้กลับเข้าไปสู่ภาครัฐมากขึ้น …และนี่ก็เป็น“ที่มา” ที่ทำให้เกิดการ “ผลักดันนโยบายกรณี TISA” ที่ว่านี้
ทั้งนี้ นักวิชาการท่านนี้ได้ “สรุปโดยสังเขป” เกี่ยวกับ “TISA” ว่า… ส่วนตัวไม่ได้มองนโยบายนี้ว่าเสียของ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่านโยบายนี้เป็น“ความล้มเหลวเชิงกลยุทธ์”เพราะไม่ตอบโจทย์พฤติกรรมจริง โดยที่มีผลต่อการมีโครงสร้างใหม่ทางภาษี ซึ่ง กลุ่มคนรายได้น้อย แม้ได้สิทธิลดหย่อนสูงถึง 1.3 เท่าแต่คนกลุ่มนี้กลับ ขาดสภาพคล่องและกำลังซื้อ สุดท้ายก็ไม่สามารถเข้าถึงการลงทุนได้จริง ๆ อยู่ดีขณะที่ กลุ่มคนรายได้สูง กลุ่มนี้ถูกลดทอนสิทธิลดหย่อนเหลือ 0.7 เท่า ทำให้แรงจูงใจที่จะลงทุนในประเทศหายไป และจะหันไปหาผลตอบแทนจากสินทรัพย์ทางเลือกอื่น ๆ แทนการลงทุนในตลาดทุนของไทยเช่น คริปโตเคอร์เรนซี หรือแม้แต่การโยกเงินไปลงทุนในต่างประเทศ แทนที่จะลงทุนในตลาดทุนไทย
ผศ.ดร.ภูษิต วงศ์หล่อสายชล ยังย้ำกับ “ทีมสกู๊ปเดลินิวส์” ถึง “ผลกระทบ” จากกรณี “TISA” ด้วยว่า… นโยบายนี้อาจกลายเป็นการซ้ำเติมมากกว่าช่วยเหลือ และท้ายที่สุดก็เกิดสภาพ ตลาดทุนไม่ได้เงินเพิ่ม คนจนไม่ได้ออม คนรวยขนเงินหนี โดยผู้ที่ได้ประโยชน์รายเดียวคือภาครัฐ ที่เก็บภาษีได้มากขึ้นจากนโยบายกรณี TISA …ทางนักวิชการระบุไว้
ก็รอดู…กรณี “TISA” ที่ “มีผลต่อภาษี”
จะยังไง? “ปีใหม่–รัฐบาลใหม่…ได้รู้?”.
ทีมสกู๊ปเดลินิวส์



