ทั้งนี้ กับ “ปัญหาหลุมยุบ” นั้น ก่อนหน้านี้ก็เกิดเหตุน่าตกใจ เกิดหลุมยุบขนาดมหึมาในพื้นที่ใจกลางกรุงเทพฯ เป็นภาพจำที่หวาดหวั่นกันไม่น้อย ซึ่งเหตุหลุมยุบขนาดใหญ่ที่เกิดขึ้นนั้น ไม่ว่าจะเกิดที่ใด ไม่เฉพาะแค่พื้นที่กรุงเทพฯ เมื่อเกิดขึ้นก็ทำให้เกิดคำถาม…หรือนี่ “เป็นสัญญาณเตือนปัญหาโครงสร้างภายใต้พื้นดิน??”
“ปัญหาหลุมยุบ” นั้น “ไทยก็เกิดบ่อย”
ปัญหานี้ “เหมือนระเบิดเวลาใต้ดิน!!”
น่ากังวล “มีซุกอยู่มากน้อยแค่ไหน??”
กับคำถามดังกล่าว กับความวิตกกังวลกรณี “ปัญหาหลุมยุบ” นั้น ฝ่ายวิชาการ โดยเฉพาะผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมโยธา ก็พยายาม “หาวิธีตรวจสอบ” และ “หาวิธีป้องกัน” ปัญหาลักษณะนี้ ซึ่ง “ทีมสกู๊ปเดลินิวส์” ก็มีข้อมูลมาสะท้อนต่อ นั่นคือความร่วมมือของ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) กับ มหาวิทยาลัย Ehime ประเทศญี่ปุ่น เพื่อทำ “มาตรฐานการสำรวจโพรงใต้ดินฉบับแรกของประเทศไทย” ด้วยหลักวิทยาศาสตร์ และการใช้เทคโนโลยี เพื่อ “เปลี่ยนจากการแก้ไขสู่การป้องกันเชิงรุก” เพื่อ “ป้องกันปัญหาโพรงใต้ดินยุบตัว” ไม่ให้เกิดขึ้นซ้ำ ๆ ดังที่หลาย ๆ คนวิตก

ศ.ดร.วรัช ก้องกิจกุล
ทั้งนี้ รายละเอียดการจัดทำ “มาตรฐานการสำรวจโพรงใต้ดินฉบับแรกของประเทศไทย” ที่ว่านี้ ทาง ศ.ดร.วรัช ก้องกิจกุล ภาควิชาวิศวกรรมโยธา มจธ. และหัวหน้าทีมวิจัยไทย-ญี่ปุ่น ระบุไว้ว่า… “โพรงใต้ดิน” นั้น “เป็นความปกติที่ป้องกันได้” โดย โพรงใต้ดินมักเกิดจากการเสื่อมสภาพของโครงสร้างสาธารณูปโภคใต้ดิน เช่น ท่อระบายน้ำ ท่อประปาที่แตกร้าว หรือรั่วซึม หรือมีรอยต่อไม่สมบูรณ์ โดยเฉพาะบริเวณรอยต่อที่ชำรุดเมื่อใช้งานมาเป็นเวลานาน ๆ ซึ่งกลไกนี้จะยิ่งรุนแรงขึ้นในพื้นที่ที่เป็นดินเหนียวอ่อน เช่น กรุงเทพฯ ซึ่งไวต่อการเปลี่ยนแปลงระดับน้ำใต้ดินตามฤดูกาลและปริมาณฝน…
น้ำใต้ดินนั้นมีการไหลเวียนอยู่เสมอ โดยในพื้นที่เขตเมืองที่มีท่อน้ำ ท่อระบายน้ำ การถมทรายรองรอบท่อนั้นก็อาจจะถูกน้ำพัดพาไปได้ โดยเฉพาะเมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงระดับน้ำช่วงน้ำหลากหรือน้ำแล้ง ที่จะส่งผลให้มวลดินไหลไปกับน้ำได้ ขณะเดียวกันแรงสั่นสะเทือนจากการจราจร จากรถที่วิ่ง ก็มีผลทำให้รอยต่อระหว่างท่อ และระหว่างท่อกับแมนโฮล เกิดชำรุด เกิดรอยรั่ว น้ำใต้ดินจึงพัดพาทรายและดินอ่อนเข้าสู่ท่อ ทำให้เกิด “โพรง” ก่อตัวและขยายตัวจนพัฒนาเป็น “หลุมยุบ” ได้ในที่สุด …นี่เป็นคำอธิบายที่มาสาเหตุ “หลุมยุบ” ที่ผู้เชี่ยวชาญได้อธิบายไว้ เพื่อให้เห็นภาพ “ปัญหาที่เกิดขึ้นจากโพรงใต้ดิน”
ที่ “พบล่วงหน้าจะลดความเสียหายได้”

ทาง ศ.ดร.วรัช ระบุไว้อีกว่า… เพื่อรับมือกับปัญหานี้ ทางทีมวิจัยได้นำ เทคโนโลยี GMS3 (GPR Mobile Mapping System 3D) มาใช้ ซึ่งเป็นนวัตกรรมจากญี่ปุ่น ที่ทำหน้าที่เสมือน “ดวงตา” ที่สามารถมองทะลุพื้นดินได้อย่างมีประสิทธิภาพและรวดเร็ว โดยมีผู้เชี่ยวชาญของญี่ปุ่นมาช่วยถ่ายทอดองค์ความรู้นี้ให้ผู้เชี่ยวชาญของไทย ซึ่งเทคโนโลยีนี้ หัวใจสำคัญอยู่ที่การผสานระบบเรดาร์สำรวจใต้ดิน (GPR) เข้ากับระบบทำแผนที่เคลื่อนที่ (MMS) โดยใช้เทคโนโลยีภาพ 360 องศา เพื่อเสริมความแม่นยำในการกำหนดตำแหน่งโพรงใต้ดิน …นี่เป็นเทคโนโลยียุคใหม่ในการสำรวจถนนและโพรงใต้ดิน
“เทคโนโลยีนี้สำรวจได้โดยไม่ต้องปิดถนน… เก็บข้อมูลได้ด้วยความเร็วในการวิ่งสำรวจสูงถึง 80 กม.ต่อชั่วโมง อีกทั้งมีความแม่นยำในระดับเซนติเมตร ทำให้ตรวจจับตำแหน่งได้อย่างเที่ยงตรงแม้ในพื้นที่อับสัญญาณ โดยวิ่งสำรวจครั้งเดียวก็สามารถเก็บข้อมูลได้ครบถ้วนแล้ว”…เป็น “จุดเด่น”ของเทคโนโลยีการสำรวจดังกล่าว
อย่างไรก็ตาม แต่ด้วยความแตกต่างของโครงสร้างถนนและชั้นดินของญี่ปุ่นและไทย ทำให้ใช้เกณฑ์เดียวไม่ได้ เพราะญี่ปุ่นใช้ถนนผิวแอสฟัลท์ ขณะที่ไทยใช้ถนนผิวคอนกรีต จึงเป็นที่มาทำให้ทีมวิจัยพัฒนาเกณฑ์ใหม่ขึ้นมาให้สอดคล้องกับโครงสร้างถนนของไทย โดยเฉพาะโพรงตื้นซึ่งเป็นความเสี่ยงสำคัญ จนเกิด “มาตรฐานสำรวจโพรงใต้ดินฉบับแรกของไทย”
ศ.ดร.วรัช ก้องกิจกุล ยังอธิบายเสริมไว้ว่า… หากโพรงมีขนาดเท่ากัน ความเสี่ยงจะขึ้นกับความลึกจากผิวถนน เช่น โพรงกว้าง 50 เซนติเมตรเหมือนกัน แต่ลึก 80 เซนติเมตร ก็ยังมีโครงสร้างชั้นทางช่วยรับน้ำหนัก ทำให้โอกาสยุบตัวน้อยกว่า แต่หากโพรงตื้นแค่ 20 เซนติเมตร ความหนาชั้นโครงสร้างชั้นทางที่เหลืออยู่จะลดลงจนไม่สามารถถ่ายแรงลงสู่ดินฐานรากได้อย่างมั่นคง ทำให้ผิวคอนกรีตเสี่ยงแตกร้าวและยุบตัวทันทีเมื่อมีรถวิ่งผ่าน ดังนั้น ขนาดโพรงเท่ากัน โพรงที่ตื้นมีความเสี่ยงสูงกว่า
ทั้งนี้ หัวหน้าทีมวิจัยไทย-ญี่ปุ่น เปรียบการ “สำรวจโพรงใต้ดิน” ไว้ว่า…“เสมือนทำประกันสุขภาพ”เป็นการลงทุนล่วงหน้า เพื่อป้องกันความเสียหายในอนาคต แทนที่จะรอให้ถนนยุบหรือถล่มแล้วค่อยซ่อมซึ่งมีต้นทุนสูงกว่า โดยเป้าหมายต่อไปคือนำข้อมูลสำรวจมาจัดทำ “แผนที่ความเสี่ยงโพรงใต้ดินทั่วประเทศ” เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถจัดลำดับพื้นที่เร่งด่วนและใช้งบประมาณได้อย่างคุ้มค่าและแม่นยำ …และนี่ก็เป็นความก้าวหน้าอีกก้าวของไทย กรณี “โพรง–หลุมยุบ”
มีเป้าหมาย…“ป้องกันเหตุก่อนจะเกิด”
ป้องกันโดย “สำรวจโพรง” ซึ่ง “ก่อภัย”
สกัด “ภัยหลุมยุบเพราะโพรงใต้ดิน!!”.
ทีมสกู๊ปเดลินิวส์



