ลึกเข้าไปในภูมิภาคที่เรียกว่าผืนป่าฝนแอตแลนติกของประเทศบราซิล มีเมืองสถานีรถไฟที่สร้างตั้งแต่ยุควิคตอเรียชื่อว่า ปารานาปิอากาบา (Paranapiacaba) ตั้งอยู่ เป็นสถานที่ที่เข็มนาฬิกาหยุดเดินที่เวลา 11:47 น. และบ่อยครั้งที่มีหมอกหนาทึบปกคลุมจนดูราวกับถูกตัดขาดจากโลกภายนอก
เมืองแห่งนี้สร้างขึ้นโดยชาวอังกฤษในปีค.ศ. 1860 เพื่อเป็นศูนย์กลางการขนส่งกาแฟที่สำคัญที่สุดของบราซิล อาคารบ้านเรือนได้รับการออกแบบอย่างประณีตตามแบบฉบับในยุควิคตอเรีย มีทั้งบ้านอิฐสีแดงที่เรียงรายเป็นระเบียบ ระบบรถรางไต่เขาที่ล้ำสมัยในยุคนั้นเพื่อขนส่งกาแฟไปยังชายฝั่ง ในเมืองยังมีหอนาฬิกาสูงที่ส่งตรงมาจากเมืองแมนเชสเตอร์ของอังกฤษ ซึ่งเห็นได้ชัดว่าได้รับแรงบันดาลใจจากหอนาฬิกา “บิ๊กเบน”
แต่เมื่อการขนส่งทางรางเสื่อมถอยลงในทศวรรษ 1950 ชาวอังกฤษก็จากไป ทิ้งไว้เพียงซากอาคารบ้านเรือนที่ว่างเปล่าและตำนานที่ยังคงเป็นที่เล่าขาน

แม้จุดเริ่มต้นการสร้างเมืองไม่เกี่ยวกับเรื่องลึกลับใดๆ เป็นเพียงเมืองที่มีไว้เพื่อรองรับการประกอบธุรกิจและการขนส่ง แต่เมื่อผู้คนจากไปและอาคารบ้านเรือนค่อยๆ ทรุดโทรมลงตามกาลเวลา เมืองนี้กลับกลายเป็นฉากหลังของตำนานเฮี้ยนและเรื่องเล่าประหลาดที่ดึงดูดใจคนชอบเรื่องลึกลับจากทั่วโลก
ท่ามกลางตำนานพื้นบ้านของเมืองนี้ มีอยู่ 5 ตำนานเฮี้ยนที่คนท้องถิ่นยืนยันว่า “เป็นเรื่องจริง”
1. หญิงสาวผู้สั่นระฆัง 19 ครั้ง
ในปีค.ศ. 1902 ลีเดีย แมคกินสัน ฟ็อกซ์ แม่ม่ายสาวขังตัวเองและลูกๆ ไว้ในห้องใต้หลังคาเพื่อหนีโรคไข้เหลืองระบาด แต่สุดท้ายทุกคนก็เสียชีวิต ศพของเธอถูกพบพร้อมระฆังทองเหลืองในมือ
หลายสัปดาห์หลังจากนั้น ชาวเมืองหลายคนอ้างว่าพบเห็นเงาร่างของแม่ม่ายสาวเวลาเดียวกับที่มีการพบศพท่ามกลางเสียงระฆังที่ดังซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ปัจจุบันได้มีการเก็บระฆังใบนั้นไว้ในโดมแก้ว แต่ก็เคยมีผู้บันทึกเสียงจากระฆังใบนี้ได้ โดยแต่ละครั้ง จะดัง 19 ครั้งเสมอในช่วงเวลาใกล้รุ่งสาง และกล้องตรวจจับความร้อนเคยบันทึกภาพเงาประหลาดที่เดินอยู่บนระเบียงบ้านของแม่ม่ายสาวได้
2. รถรางมรณะที่เวลา 02:14 น.
ในปีค.ศ. 1921 เกิดอุบัติเหตุสลิงรถรางไต่เขาขาด รถรางหมายเลข 7 ตกสู่หุบเหว คร่าชีวิตคนงานไป 8 ศพ หลังจากนั้นก็เชื่อกันว่าเหตุการณ์นี้ยังคง “ฉายซ้ำ” ทุกปีในนาทีที่เกิดเหตุ

ในปี 2561 มีรายงานว่ากล้องวงจรปิดเคยจับภาพสลิงเปล่าที่เคลื่อนที่เองในทิศทางมุ่งขึ้นสู่ยอดเขา และด้วยความเร็วเท่ากับคืนที่เกิดโศกนาฏกรรม หลังจากนั้นยังมีวิศวกรหลายคนรายงานถึงเสียงคนร้องตะโกนคำพูดที่ใช้กันในยุคที่เมืองยังรุ่งเรือง ก่อนที่ทุกอย่างจะเงียบกริบอย่างกะทันหัน
3. เจ้าสาวแห่งม่านหมอก
ตำนานนี้เเกิดจากความรักต้องห้ามระหว่างลูกชายของวิศวกรชาวอังกฤษและลูกสาวคนงาน ในวันแต่งงาน เจ้าบ่าวถูกคนที่บ้านจับขังเพื่อไม่ให้มาร่วมพิธี ส่วนเจ้าสาวเสียใจมาก เธอออกจากโบสถ์แล้วขึ้นรถไฟ เมื่อรถแล่นถึงสะพานสูงข้ามหุบเขา เธอก็กระโดดลงมาจากรถเพื่อจบชีวิตตัวเองทั้งที่ยังอยู่ในชุดเจ้าสาว
ทุกวันนี้หมอกหนาที่ปกคลุมหมู่บ้านถูกเรียกว่า “ผ้าคลุมหน้าเจ้าสาว” ซึ่งชาวบ้านเชื่อว่าเป็นเธอกำลังออกตามหาคนรักที่ไม่ได้พบกัน

4. อุโมงค์วิญญาณ
ในปีค.ศ. 1954 เคยมีอุบัติเหตุรถไฟตกรางในอุโมงค์ยาว 1.2 กิโลเมตร ซึ่งทำให้คนงานเสียชีวิตไปหลายสิบคนเพราะติดอยู่ข้างในเป็นเวลานานถึง 36 ชั่วโมง
หลังจากนั้น คนต่างถิ่นที่เคยเดินผ่านอุโมงค์ในยามค่ำคืนต่างเล่าว่า เห็นตะเกียงน้ำมันก๊าดจุดสว่างทิ้งไว้ข้างใน ตัวไส้ตะเกียงถูกตัดแต่งและเติมน้ำมันไว้อย่างประณีต เหมือนกับที่คนงานรถไฟในยุค 1950 เคยดูแลรักษาไม่มีผิดเพี้ยน
ยังมีคนขับรถหลายคนอ้างว่า ขณะขับรถผ่านอุโมงค์ เคยพบชายในชุดเอี๊ยมยีนส์เข็นรถลากอยู่ข้างใน แต่พอแสงไฟหน้ารถส่องไปถึง ร่างนั้นกลับกลายเป็นฝุ่นผงและหายไปต่อหน้าต่อตา
ชาวบ้านหลายรายก็อ้างว่า กล้องหน้ารถเคยบันทึกเงาร่างที่ค่อยๆ เลือนหายไปทีละร่าง ทิ้งไว้เพียงสัญญาณภาพรบกวนและเสียงแปลกๆ ที่ฟังไม่ได้ศัพท์
5. ปริศนาเข็มนาฬิกา
ใจกลางเมืองคือหอนาฬิกาโบราณซึ่งเข็มบอกเวลาชี้ค้างอยู่ที่ 11:47 น. มาตั้งแต่ปีค.ศ. 1932 ซึ่งเป็นปีที่คนดูแลนาฬิกาปลิดชีพตัวเอง หลังจากที่เขาสูญเสียคนทั้งครอบครัวไปกับเหตุการณ์ดินถล่มครั้งใหญ่
ไม่ว่าจะซ่อมแซมหรือเปลี่ยนเป็นระบบดิจิทัล นาฬิกาก็จะหยุดเดินที่เวลานี้เสมอ

ในวันที่ 17 ตุลาคม 2564 ซึ่งเป็นวันครบรอบ 100 ปีเหตุการณ์รถรางไต่เขาตกเหว ก็เกิดปรากฏการณ์ “ประจวบเหมาะ” ที่น่าขนลุก ชาวเมืองอ้างว่า พวกเขาได้ยินเสียงระฆังทองเหลืองดังขึ้น สายสลิงลากรถรางเคลื่อนที่ ไฟในอุโมงค์สว่างวาบ และหอนาฬิกาที่ตายไปแล้วกลับตีระฆังออกมาเอง 1 ครั้ง ก่อนที่ระบบไฟฟ้าทั้งหมู่บ้านจะดับลงและนาฬิกาทุกเรือน…รวมถึงนาฬิกาในโทรศัพท์มือถือของนักท่องเที่ยว โชว์เวลา 11:47 น. พร้อมกัน เป็นเวลา 1 นาทีเต็ม

ทุกวันนี้ เมืองปารานาปิอากาบามีประชากรเหลืออยู่ประมาณ 1,000 คน ครอบครัวส่วนใหญ่เป็นผู้สืบเชื้อสาย ทั้งชาวอังกฤษ ชาวแอฟโฟร-บราซิลเลียน พักอาศัยอยู่ในอาคารที่พังลงไปเรื่อยๆ บางกลุ่มยังคงพูดภาษาผสมของยุคที่เมืองยังรุ่งเรือง พวกเขายินดีต้อนรับนักท่องเที่ยวเสมอ โดยเฉพาะช่วงฤดูหนาวที่จะมีงานเทศกาล ท่ามกลางหมอกหนาทึบและตำนานที่ยังคงหลอกหลอน
ที่มา : thesun.co.uk
เครดิตภาพ : GETTY IMAGES



