ชุดข้อมูลที่น่าสนใจ น่าพิจารณา ที่ทาง “ทีมสกู๊ปเดลินิวส์” นำมาสะท้อนต่อรับปีใหม่ ณ ที่นี้ เป็นข้อมูลแนวทางที่คุณหมอท่านหนึ่งได้มีการให้ “คำแนะนำ” ไว้ ซึ่งเรา ๆ ท่าน ๆน่าพิจารณานำไปใช้เป็น“คู่มือชีวิต” ปี 2569…
น่าทดลอง “ใช้ดำเนินชีวิตในปีใหม่”
เผื่อว่า “แม้จะทุกข์…แต่ก็ยังคงยิ้มได้”
ทั้งนี้ ข้อมูล “คำแนะนำ” ที่ว่านี้ เป็นข้อมูลโดย รศ.พญ.โสมรัชช์ วิไลยุค ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ที่เผยแพร่ไว้ใน “นิตยสารวาไรตี้เพื่อสุขภาพ @Rama” ผ่านบทความ “ข้อคิดจากปีเก่าสู่ปีใหม่” โดยคุณหมอได้นำประสบการณ์มากลั่นกรองเป็น “คำแนะนำ 5 ข้อ” ให้นำไปใช้“สร้างพลังบวก” รับปีใหม่
หลักใหญ่ใจความโดยสังเขปจากที่คุณหมอท่านนี้ได้ระบุไว้ มีว่า… เมื่อผ่านปีเก่าและก้าวเข้าสู่ปีใหม่อีกหนึ่งปี…หลายคนก็คงจะมานั่งทบทวนเหตุการณ์ในอดีตที่ผ่านมา ทั้งที่ทำพลาด ทั้งที่ทำสำเร็จ ซึ่งในปีหนึ่ง ๆ นั้นย่อมจะมีเหตุการณ์ที่ทำให้สุขและทุกข์ปนกันไป ดังนั้นการนั่งทบทวนสิ่งที่ผ่านไปเพื่อตกผลึกความคิดจึงเป็นเรื่องที่ดี เพื่อนำบทเรียนมาแก้ไข ปรับปรุง พัฒนา เพื่อทำสิ่งใหม่ ๆ ให้ดียิ่งขึ้นต่อไป ซึ่งทาง รศ.พญ.โสมรัชช์ ระบุไว้ว่า… จากประสบการณ์ของตนเองนั้น หลังจากนั่งทบทวนชีวิตปีเก่าก็ทำให้ตกผลึกความคิดออกมาเป็น “เทคนิค 5 ข้อที่สำคัญ” เพื่อจะก้าวสู่การเป็นคนใหม่ เพื่อมีชีวิตใหม่ รับปีใหม่ ดังนี้…

เริ่มจากข้อแรก… “ทำดีกับคนที่คุณรักมากขึ้น” โดยเฉพาะคนในครอบครัวและคนใกล้ตัว เพราะบ่อยครั้งเรามักจะมองข้ามคนเหล่านี้ไป ซึ่งหลาย ๆ คนนั้นมักจะมัวแต่เป็นห่วงความรู้สึกคนรอบข้าง หรือแม้แต่คนที่ตัวเราเองก็ไม่รู้จัก เช่น ในโซเชียลฯ ในโลกออนไลน์ แต่กลับลืมเป็นห่วงความรู้สึกคนในครอบครัวหรือคนใกล้ตัว เพราะคนเหล่านี้อยู่ใกล้ตัวของเรามากเสียจนอาจมองข้ามความรู้สึกของคนเหล่านี้ ซึ่งบางคนกว่าจะมารู้ตัว เวลาก็ล่วงเลยผ่านไป หรือไม่มีคนเหล่านี้อยู่เคียงข้างแล้ว
นี่เป็นคำแนะนำข้อแรกเพื่อรับปีใหม่
คำแนะนำข้อที่สองที่มีการแนะนำไว้ก็คือ… “ตั้งใจทำอย่างดีที่สุด” ไม่ว่าผลจะออกมาเป็นเช่นไร แต่ตัวเราก็จะสามารถยอมรับได้ว่า…ได้ทำอย่างดีที่สุดแล้ว ซึ่งหากใจเราเองรู้ว่าได้พยายามอย่างเต็มที่แล้ว ก็ไม่ต้องกังวล หรือเกิดความเครียด โดยปัญหาส่วนใหญ่ที่คนจำนวนมากเป็นกันนั้น คือ กลัวถูกติ กลัวถูกวิจารณ์ แต่ทุกคนเมื่อทำงานแล้วก็ไม่มีใครที่จะทำได้สมบูรณ์แบบ ดังนั้น ขอให้คิดว่าการทำงานทุกอย่างย่อมต้องมีคนติ ต้องมีคนชม เป็นเรื่องธรรมดา ซึ่งถ้าคำตินั้นสร้างสรรค์ หรือนำมาพัฒนาได้ ก็แค่นำมาใช้ปรับปรุง แต่หากเป็นคำติในเชิงไม่สร้างสรรค์ เราก็แค่ปล่อยมันทิ้งไป ก็เท่านั้นเอง
นี่เป็นเทคนิคดี ๆ ข้อสองที่แนะนำไว้
สำหรับข้อที่สาม ได้แก่… “อย่าปล่อยให้ความทุกข์อยู่กับเรานาน” โดยคุณหมอได้ยกตัวอย่างไว้ให้เห็นภาพว่า… เคยสังเกตเวลาที่เด็กร้องไห้หรือไม่ หากเราเอาของเล่นไปดึงดูดความสนใจ เด็กก็จะหยุดร้องไห้ทันที นั่นก็เพราะคนเราสามารถใจจดใจจ่ออยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่งได้เพียงอย่างเดียว ดังนั้น ถ้ามีความทุกข์ ก็ให้เลียนแบบเด็ก ด้วยการย้ายความสนใจไปที่อื่น ซึ่งบางคนเรียกวิธีนี้ว่าการ “ย้ายอารมณ์” เพราะหากเรายังจมอยู่กับอารมณ์นั้น เราก็จะเกิดการปรุงแต่ง จากทุกข์ระดับ 1 ก็จะกลายเป็นทุกข์ระดับ 10 ได้ …นี่เป็นคำแนะนำข้อที่สามที่ทางคุณหมอได้แนะนำไว้ในบทความ เพื่อการ “ลดทุกข์–เพิ่มสุข…รับปีใหม่”
ถัดมาข้อที่สี่ที่มีการแนะนำไว้ คือ… “ฝึกระงับความโกรธ” เพราะบ่อยครั้งที่ความโกรธแผดเผาใจเราให้รุ่มร้อน แถมความโกรธยังส่งผลเสียต่อสุขภาพร่างกายอีกด้วย ดังนั้นเราจำเป็นต้องรู้เท่าทันและรู้จักดับความโกรธ ก่อนที่ความโกรธนั้นจะทำให้เกิดความเสียหายมากมายตามมา เหมือนที่เกิดเป็นตัวอย่างให้เห็นอยู่บ่อย ๆ จากการที่บางคนนั้นขาดสติ จนไปด่าทอ หรือทำร้ายร่างกายกัน จนถึงกับเสียชีวิตก็มี ซึ่งสำหรับเทคนิคระงับความโกรธมีหลักง่าย ๆ คือ หากคิดจะทำอะไรตอนที่โกรธ ขอให้คิดหลาย ๆ รอบก่อน หรือถ้าไม่แน่ใจว่าสิ่งที่กำลังจะทำไปนั้นดีหรือไม่ ก็ให้หยุดทันที และหันไปทำอย่างอื่นแทน
นี่เป็นเทคนิคอีกข้อที่ใช้เปลี่ยนชีวิตได้
และสุดท้ายข้อที่ห้า… “รู้จักให้อภัย” หรือ “อภัยทาน”ซึ่งเป็นสิ่งที่คนมักมองว่าทำยากที่สุดถ้าเทียบกับการให้ทานด้วยเงินทอง ดังนั้น การให้อภัยเป็นสิ่งที่ต้องฝึกจิตใจตัวเอง ให้เย็น ให้มีสติ ให้เมตตา ซึ่งก่อนจะให้อภัยได้ ก็ต้องหายโกรธ และมีสติ เพราะอุปสรรคของการให้อภัยอย่างหนึ่งคือ การมีทิฐิ ซึ่งบ่อยครั้งที่เราคิดว่าเราถูก อีกฝ่ายหนึ่งผิด และเขาต้องขอโทษเราถึงจะถูก แต่ถ้ามองอีกมุม อาจไม่มีใครผิดก็ได้ ดังนั้นการจะให้อภัยใครได้ต้องรู้จักมองหลายมุม ด้วยใจเป็นกลาง ถึงจะให้อภัยกันได้…
“ทุกคนล้วนต้องพัฒนาตัวเองอยู่ทุกวัน ไม่ว่าจะด้านการทำงานหรือการเรียน แต่ก็ต้องไม่ลืมพัฒนาจิตใจด้วย เพราะปัญหาที่เกิดขึ้นทุกวันนี้ ส่วนใหญ่เริ่มต้นจากจิตใจ ถ้าอย่างนั้นเราก็ควรแก้ที่ต้นตอ ซึ่งก็คือใจของเราเอง” …และนี่ก็เป็น “5 เทคนิคสำคัญ” และ “แง่คิดดี ๆ” ที่ รศ.พญ.โสมรัชช์ วิไลยุค แนะนำไว้ ที่น่านำไปปรับใช้เป็นแนวทาง…
เป็นการ “ปลุกพลังใจรับปีใหม่ 2569”
โดย “ปรับความคิดด้วยเทคนิค 5 ข้อ”
เพื่อ “ให้เป็นคนใหม่ที่มีสุขมากขึ้น”.
ทีมสกู๊ปเดลินิวส์



