วันที่ 8 ก.พ.69 เป็นวันสำคัญของคนไทยที่จะต้องออกไปใช้สิทธิตามระบอบประชาธิปไตย โดยจะต้องออกเสียงลงในบัตร 3 ใบ
โดย 2 ใบแรก เป็นบัตรเลือกตั้งสส.เขต ในจังหวัดนั้นๆ และบัตรเลือกตั้งสส.บัญชีรายชื่อ (ชอบแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีคนไหน หรือชอบพรรคไหนก็กากบาทให้พรรคนั้น) และใบที่ 3 เป็นบัตรลงคะแนนออกเสียงประชามติ ว่า “เห็นชอบว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญใหม่หรือไม่”
“พยัคฆ์น้อย” ฝากเป็นข้อคิดกับคนไทย ให้มอง “การเมือง” เป็นเรื่องใกล้ตัว การเมืองคือเรื่องของปากท้อง และการเมืองคือผลประโยชน์ของเราด้วย (จากงบประมาณแผ่นดิน) ดังนั้นเมื่อเข้าไปในหน่วยเลือกตั้งวันที่ 8 ก.พ.69 ต้องกากบาทอย่างมีเหตุมีผล และมียุทธศาสตร์ ดังนี้
1.บ้านเมืองไทยที่ยังไม่ไปไหน ส่วนหนึ่งเพราะเราเลือกพรรคการเมืองแบบ “เบี้ยหัวแตก” หรือไม่?
เลือกมาทำไม? พรรคที่ได้สส. 1-3 คน (เลือกตั้งปี 66 มีถึง 9 พรรค) เลือกเข้ามาทำอะไร? เสนอชื่อนายกฯไม่ได้, เป็นรัฐมนตรีก็ไม่ได้ เพราะถ้าได้ร่วมรัฐบาลต้องมีสส. 9-10 คน จึงจะได้ 1 เก้าอี้รัฐมนตรี, อยากเสนอกฎหมายอะไร พรรคใหญ่ๆเขาไม่ฟังหรอก! สุดท้ายเป็นได้แค่ตัวประกอบของพรรคร่วมรัฐบาล
2.ประชาธิปไตย คือ การเคารพในกฎของเสียงข้างมาก ที่อยู่ตามวาระ 4 ปี ส่วนพรรคการเมืองแม้จะประกอบด้วยผู้คนร้อยพ่อ พันแม่! แต่ถึงอย่างไรรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน ก็ดีกว่ารัฐบาลที่มาจากการ “รัฐประหาร” และดีกว่า “รัฐราชการ” แน่นอน!
ดังนั้นจึงต้องเฟ้นหาคุณภาพ มาตรฐาน และประสบการณ์การทำงานของแต่ละพรรคการเมืองให้เจอ! แล้วต้อง “คิด-วิเคราะห์-แยกแยะ” ให้ออกว่า พรรคไหนมีแต่โจร! พรรคไหน “ทุนเทา” ไม่มีกระแส แต่มีเงินซื้อเสียงหัวละ 500-2,000 บาท พรรคไหนอ่อนประสบการณ์ ถนัดเล่นลิเก-ละคร ถ้าได้บริหารประเทศจะถูกข้าราชการขี่คอหรือไม่? พรรคไหนมีแค่ราคาคุย ประดิดประดอยวาทกรรม แต่ผลงานไม่มี และพรรคไหนพอที่จะฝากเรื่องปากท้อง ฝากผี ฝาก
ไข้ได้
3.เรื่องสำคัญมาก คือ การออกเสียงประชามติ ว่า “เห็นชอบว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญใหม่หรือไม่” หลังจาก “รัฐธรรมนูญ ปี 60” ซึ่งถือว่าเป็นมรดกของการทำรัฐประหารเมื่อปี 57 และใช้งานมาแล้ว 8 ปี
รัฐธรรมนูญ ฉบับปี 60 เขียนขึ้นมาเพื่อให้คนทำรัฐประหารสืบทอดอำนาจอย่างน้อย 2 สมัย (8 ปี) โดยให้สมาชิกวุฒิสภา (สว.) 250 คน ที่มาจากการแต่งตั้งโดยคณะรัฐประหารมีอำนาจเลือกนายกฯ เหมือนกับสส.ที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน
เมื่อ สว. 250 คนหมดวาระ ก็ได้ สว.ที่เลือกกันเองจาก 20 กลุ่มอาชีพอีก 200 คน ปัจจุบันมี 138 สว. ถูกแจ้งดำเนินคดี “ฮั้ว สว.” แต่ก็ยังโหวตตั้ง “องค์กรอิสระ” กันอย่างไม่เหนียมอาย แล้วองค์กรอิสระก็มาล้มพรรคการเมือง ล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง แค่ 2 ปีครึ่ง เปลี่ยนนายกฯ ไป 3 คน การบริหารประเทศจึงไม่ต่อเนื่อง ประเทศจึงไม่ต้องไปไหนกัน เศรษฐกิจซบเซา “จีดีพี” จึงขยายตัวต่ำต่อเนื่องมาเป็น 10 ปี
ตอนนี้ “พี่น้อง 3 ป.” ไปหมดแล้ว! แต่ยังเหลือรัฐธรรมนูญปี 60 ที่ให้อำนาจองค์กรอิสระไว้มากกว่าอำนาจของประชาชน
ดังนั้นจึงต้องทำประชามติ เพื่อแก้รัฐธรรมนูญ แก้กฎหมายต่าง ๆ ให้ชัดเจน ไม่คลุมเครือ ไม่ให้เป็นสมบัติของ “นักตีความ” เพื่อให้ “องค์กรอิสระ” มีที่มาอย่างสง่างาม! ไม่มีอำนาจมากกว่าฝ่ายบริหาร-นิติบัญญัติ!!.



