ท่ามกลางกระแสความผันผวนของโลกที่ไม่ว่าจะเป็นสงครามการค้าหรือความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ทวีความรุนแรงขึ้น ล่าสุดเมื่อวันที่ 1 ม.ค.69 ประวัติศาสตร์การค้าโลกได้พลิกโฉมหน้าอีกครั้ง เมื่อสหภาพยุโรป หรืออียู เริ่มบังคับใช้มาตรการปรับราคาคาร์บอนข้ามพรมแดน (CBAM) หรือซีแบม อย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งนับเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้การทำธุรกิจไม่ได้วัดกันที่ผลกำไรเพียงอย่างเดียว แต่ต้องคำนึงถึงต้นทุนด้านสิ่งแวดล้อมที่เป็นตัวกำหนดชะตากรรมทางการค้าในเวทีโลก
กระทบ2.8หมื่นล้านบ.
เป้าหมายของซีแบม คือ การสร้าง การแข่งขันทางการค้าอย่างเท่าเทียม เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ผลิตในสหภาพยุโรปเสียเปรียบจากการย้ายฐานการผลิตไปต่างประเทศเพื่อลดการปล่อยคาร์บอน โดยระยะแรก ได้ประเดิมเก็บภาษีสินค้านำเข้า 6 กลุ่มหลักที่มีกระบวนการปล่อยคาร์บอนสูงก่อน ได้แก่ เหล็กและเหล็กกล้า อะลูมิเนียม ซีเมนต์ ปุ๋ย ไฟฟ้า และไฮโดรเจน โดยหากส่งไปขายในอียู ต้องเริ่มจ่ายค่าใบรับรองซีแบมในอัตรา 80 ยูโรต่อตันคาร์บอน ตามปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของสินค้า และหลังจากนั้นจะเพิ่มความเข้มข้น และจำนวนสินค้านำเข้ามากขึ้นเรื่อย ๆ ก่อนมีผลบังคับใช้เต็มรูปแบบภายในปี 77 ซึ่งเป็นปีที่สิทธิการปล่อยคาร์บอนจะเป็นแบบการให้เปล่า
จากการประกาศใช้มาตรการซีแบม ระยะแรก ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่า ซีแบม จะส่งผลกระทบ 3.8% ของสินค้าส่งออกของไทยไปสหภาพยุโรปในปี 69 คิดเป็นมูลค่าประมาณ 28,000 ล้านบาท โดยมาตรการนี้ ได้ทำให้ความได้เปรียบด้านราคาสินค้าของไทยอาจพังทลายลงทันที หากโครงสร้างการผลิตยังไม่ถูกปรับเปลี่ยนให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรมหนักที่มีความเข้มข้นของการปล่อยคาร์บอนสูง ซึ่งต้องยอมรับว่า ไทยมีการพึ่งพาตลาดส่งออกไปกลุ่มชาติยุโรปไม่น้อยทีเดียว
“เหล็ก”กระเทือนหนัก
ดังนั้น ผู้ส่งออกไปยังสหภาพยุโรปอาจจำเป็นต้องปรับตัว เพราะการผลิตในประเทศไทยปล่อยก๊าซคาร์บอนฯ ต่อตันสูงกว่าคู่แข่งในยุโรปสูงสุดถึง 17 เท่า ไม่เช่นนั้น… อาจสูญเสียความสามารถในการแข่งขันในตลาดสหภาพยุโรป เนื่องจากผู้นำเข้าจำเป็นต้องซื้อใบรับรองซีแบม สำหรับปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากกระบวนการผลิตของสินค้า
คราวนี้มาลงลึกในราย 6 อุตสาหกรรม โดยกลุ่มแรกเป็นอุตสาหกรรมเหล็ก เปราะบางที่สุดคือ โดยในปี 67 มูลค่าการส่งออกของไทยไปยังสหภาพยุโรปอยู่ที่ 95.1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็น 5.7% ของมูลค่าส่งออกเหล็กทั้งหมดของไทย ที่สำคัญอุตสาหกรรมเหล็กมีการปล่อยคาร์บอนในระดับที่สูงมาก เนื่องจากต้องใช้เตาถลุงถ่านหินในการผลิต การใช้ใบรับรองซีแบม จะทำให้ต้นทุนเหล็กไทยเพิ่มขึ้นประมาณ 1,300–1,500 บาทต่อตัน หรือคิดเป็น 1.5–1.7% ของมูลค่าสินค้า ซึ่งส่งผลให้ภาระต้นทุนรวมต่อปีจากการซื้อใบรับรองซีแบม อยู่ที่ 167–193 ล้านบาท
ปรับเปลี่ยนการผลิต
ดังนั้น อุตสาหกรรมเหล็กของไทยจำเป็นต้องดำเนินการสำคัญ 2 ประการ ได้แก่ 1.การเปลี่ยนมาใช้เตาหลอมไฟฟ้า ที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานหมุนเวียน และ 2.การพัฒนากระบวนการผลิตเหล็กด้วยไฮโดรเจนสีเขียวเพื่อลดการปล่อยคาร์บอน ไม่เช่นนั้น เหล็กกล้าคาร์บอนสูงของไทยอาจสูญเสียส่วนแบ่งตลาดในสหภาพยุโรปให้กับผู้ผลิตที่มีกระบวนการผลิตที่สะอาดกว่า เช่น เกาหลีใต้ และญี่ปุ่น หรือผู้ผลิตภายในสหภาพยุโรปเอง ซึ่งตรงนี้…คงต้องนำกลับไปคิดคำนวณกันให้ดี
ถัดมาเป็นกลุ่มอุตสาหกรรม อะลูมิเนียม ที่ผ่านมาไทยส่งออกอะลูมิเนียมไปยังสหภาพยุโรปมูลค่า 56.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็น 1.7% ของการส่งออกรวม แม้จะเผชิญความเสี่ยงจากซีแบม น้อยกว่าอุตสาหกรรมเหล็ก แต่การผลิตอะลูมิเนียมมีความเข้มข้นของคาร์บอนต่อหน่วยสูงกว่าเหล็กกล้าอย่างมาก จึงเป็นประเด็นที่ไม่อาจมองข้ามได้ และจำเป็นต้องปรับมาใช้เตาหลอมไฟฟ้าที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานหมุนเวียนสำหรับกระบวนการถลุงอะลูมิเนียม นอกจากนี้ ยังจำเป็นต้องพัฒนาระบบอิเล็กโทรลิซิสแบบวงจรปิดที่ปราศจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจกด้วย

ปูนเริ่มปรับตัว
ด้านปูนซีเมนต์ ในปี 67 ไทยส่งออกปูนซีเมนต์ไปยังสหภาพยุโรปมูลค่า 308,180 ดอลลาร์สหรัฐ และคาดว่าจะไม่ได้รับผลกระทบจากซีแบมของสหภาพยุโรป เพราะอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ของไทยมีการดำเนินการอย่างจริงจังเพื่อลดการปล่อยคาร์บอน โดยสมาคมอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ไทยได้กำหนดเส้นทางสู่ เน็ต ซีโร่ ปี 2593 และบริษัทต่าง ๆ ได้เริ่มผลิตปูนซีเมนต์คาร์บอนต่ำ ซึ่งสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ถึง 38% ถือเป็นเรื่องที่น่าสนใจ นอกจากนี้ หลายบริษัทอยู่ระหว่างการเปลี่ยนจากเตาเผาที่ใช้ถ่านหินมาเป็นเตาเผาชีวมวลแทน
ต่อมา…เป็นกลุ่มปุ๋ย ไทยมีการส่งออกปุ๋ยไปสหภาพยุโรปมูลค่าไม่มาก 630,740 ดอลลาร์สหรัฐ อย่างไรก็ตาม ผู้ผลิตจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนไปสู่การผลิต “แอมโมเนียสีเขียว” ซึ่งเป็นกระบวนการสังเคราะห์แอมโมเนียโดยใช้ไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน แทนการใช้กระบวนการที่ได้จากก๊าซธรรมชาติ หรือกระบวนการฮาเบอร์-บอช ขณะที่กลุ่มไฟฟ้าและไฮโดรเจน ประเทศไทยไม่ได้ส่งออกไฟฟ้าหรือไฮโดรเจนไปยังสหภาพยุโรป จึงไม่เสี่ยงต่อการสูญเสียรายได้จากการส่งออกโดยตรงภายใต้มาตรการซีแบม อย่างไรก็ดี ไฟฟ้าอาจเป็นส่วนหนึ่งของพลังงานที่ใช้ในการผลิตสินค้าเป้าหมายที่ส่งออกไปยังสหภาพยุโรป การเปลี่ยนไปใช้พลังงานหมุนเวียนจึงอาจเป็นส่วนช่วยผู้ผลิตได้
แนวโน้มขยายสินค้า
แม้ภาพรวมจะเห็นได้ว่ามีสินค้าเพียง 2 กลุ่มเท่านั้น ที่อาจได้รับผลกระทบรุนแรงจากมาตรการ ซีแบม แต่สินค้าอื่น ๆ ที่ไทยส่งออกไปยุโรป ก็ไม่อาจนิ่งเฉยได้ เนื่องจาก ซีแบม มีแนวโน้มที่จะขยายขอบเขตไปยังอุตสาหกรรมอื่น ๆ ในอนาคตอันใกล้ โดยมีการคาดการณ์กลุ่มที่เข้าข่ายมีทั้ง อุตสาหกรรมพอลิเมอร์ เคมี แก้ว/เซรามิก เยื่อและกระดาษ รวมถึงการประกอบชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ จึงควรเริ่มวัดการปล่อยก๊าซคาร์บอนต่อหน่วยผลิตภัณฑ์ตั้งแต่เนิ่น ๆ เพราะต่อไป ไม่ใช่มีแค่ซีแบมเพียงอย่างเดียว เพราะยังมีข้อกำหนดอื่น ๆ ที่กำลังจะมีผลบังคับใช้ต่อสินค้า เช่น รายงาน แบบ 56-1 One Report ของไทย หรือระบบซื้อขายสิทธิการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (อีทีเอส) ของญี่ปุ่นและจีนที่กำลังจะเริ่มดำเนินการ
แม้ที่ผ่านมา ภาครัฐไทยได้ดำเนินแนวทางการรับมือกับมาตรการ ซีแบม ในหลายด้าน อาทิ การติดตามพัฒนาการของกฎระเบียบอย่างใกล้ชิด การเผยแพร่ข้อมูลและสร้างความตระหนักรู้ให้แก่ภาคเอกชน การเตรียมความพร้อมด้านข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และการส่งเสริมการลดการปล่อยคาร์บอน ในภาคอุตสาหกรรม โดยเฉพาะการพิจารณาบังคับใช้ พ.ร.บ.การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งมีสาระสำคัญในการวางกรอบการบริหารจัดการการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศอย่างเป็นระบบ
ทำหน้าที่เสมือนกลไกภายในประเทศที่เอื้อต่อการเตรียมความพร้อมของไทยในการปรับตัวต่อมาตรการด้านสภาพภูมิอากาศที่เชื่อมโยงกับการค้า โดยช่วยลดความเสี่ยงจากผลกระทบเชิงลบ และเปิดโอกาสให้การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือในการยกระดับขีดความสามารถทางการแข่งขันในระยะยาว
4 ข้อเสนอยกเครื่อง
แต่ภาคเอกชนควรเร่งดำเนินการในระยะถัดไป เพื่อปรับตัวสู่แนวโน้มการค้าสีเขียว 4 ด้าน ได้แก่ 1.พัฒนาระบบการวัด รายงาน และตรวจสอบการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้สอดคล้องกับข้อกำหนดของซีแบม โดยครอบคลุมคาร์บอนฟุตพรินต์ตามมาตรฐานสากลในสโคป 1–3 มีความถูกต้อง ตรวจสอบย้อนกลับได้ และอาจร่วมมือกับหน่วยงานวิจัยหรือสถาบันการศึกษาเพื่อยกระดับความน่าเชื่อถือของข้อมูล ซึ่งจะช่วยลดการใช้ค่าเริ่มต้นที่สูงและลดต้นทุนในระยะยาว
2.วางแผนลงทุนในเทคโนโลยีและกระบวนการผลิตคาร์บอนต่ำ เช่น การเพิ่มประสิทธิภาพพลังงาน การใช้พลังงานหมุนเวียน และการปรับปรุงกระบวนการผลิต พร้อมจัดทำแผนคาร์บอนเชิงกลยุทธ์ที่ครอบคลุมทั้งองค์กรและซัพพลายเชน เพื่อเสริมความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลก
3.ในด้านการบริหารต้นทุนคาร์บอน ควรนำแนวคิดการจัดซื้อจัดจ้างสีเขียวมาใช้ คัดเลือกคู่ค้าที่มีมาตรฐานสิ่งแวดล้อม ตรวจสอบคาร์บอนฟุตพรินต์ของวัตถุดิบ และใช้ระบบดิจิทัล เพื่อเพิ่มความแม่นยำและความโปร่งใส โดยเฉพาะสำหรับ เอสเอ็มอี รวมถึงการยกระดับสู่ซัพพลายเชนสีเขียวผ่านการลดพลังงาน โลจิสติกส์ที่มีประสิทธิภาพ การจัดการของเสีย พลังงานแสงอาทิตย์ และยานพาหนะไฟฟ้า
4.ควรพัฒนาระบบบัญชีคาร์บอนเพื่อวัดและติดตามการปล่อยอย่างเป็นระบบ และพิจารณาใช้กลไกคาร์บอนเครดิตที่น่าเชื่อถือ เช่น ที-เวอร์ ของไทย เพื่อสนับสนุนการลดการปล่อยจริง สร้างโอกาสรายได้เสริม และเตรียมความพร้อมต่อการกำหนดราคาคาร์บอนหรือระบบซื้อขายสิทธิการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในอนาคต
ทั้งหลายทั้งปวง! จะเห็นได้ว่า การที่สหภาพยุโรปออกมาตรการ “ซีแบม” ออกมาเพื่อลดปัญหาเรื่องโลกร้อนในครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงกฎเกณฑ์ทางการค้าที่เพิ่มภาระต้นทุน แต่เป็นสัญญาณเตือนให้ภาคธุรกิจไทยต้องเร่ง “เปลี่ยนผ่าน” สู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำอย่างจริงจัง เพราะในอนาคตอันใกล้ มาตรการนี้จะใช้ในหลายประเทศ และขยายขอบเขตไปยังสินค้ากลุ่มอื่น ๆ ดังนั้นการปรับเปลี่ยนกระบวนการผลิตเพื่อลดการปล่อยคาร์บอน จึงไม่ใช่เพียงทางเลือก แต่เป็นความอยู่รอด ที่จะช่วยยกระดับขีดความสามารถทางการแข่งขันของไทยให้เติบโตในยุคที่การค้าและสิ่งแวดล้อมถูกหลอมรวมเป็นเนื้อเดียวกันอย่างสมบูรณ์.



