ก่อนตั้งคณะรัฐมนตรี (ครม.) “อนุทิน 1” เดือน ก.ย.68 มีกระแสข่าวว่านายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายกฎหมาย ยื่นเงื่อนไข 3 ข้อกับนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ก่อนตอบรับตำแหน่ง ได้แก่ 1.ไม่เป็นสมาชิกพรรคภูมิใจไทย 2.ไม่ยุ่งเกี่ยวคดีเขากระโดง–ฮั้ว สว. หรือการแทรกแซงองค์กรอิสระ 3. สามารถเสนอความเห็นทางกฎหมายได้อย่างอิสระ โดยให้นายกฯ เป็นผู้ตัดสินใจว่าจะดำเนินการตามข้อเสนอหรือไม่
พอมาเป็น ครม. “อนุทิน 2” เดือน มี.ค. 69 เปลี่ยนตัวรองนายกฯ ฝ่ายกฎหมาย มาเป็นนายปกรณ์ นิลประพันธ์ ก็ตั้งการ์ดสูงในมาตรฐานเดียวกับนายบวรศักดิ์
คือไม่ขอเป็นสมาชิกพรรคภูมิใจไทย เพราะส่วนตัวไม่อยากยุ่งเกี่ยวกับการเมือง จึงเข้ามาเป็นข้าราชการการเมืองเพียงอย่างเดียว ไม่สังกัดพรรค ต้องการทำงานสนองอย่างเดียวคือประเทศชาติ ไม่ได้สนองการเมือง ส่วนเรื่องคดีฮั้ว สว. คดีเขากระโดง เรื่องเหล่านี้อยู่ในกระบวนการยุติธรรมอยู่แล้ว และหน้าที่ของนายปกรณ์ไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องคดีใด ๆ
คือลึก ๆ แล้ว มือระดับเซียนกฎหมายอย่าง “บวรศักดิ์-ปกรณ์” รู้เหมือนอย่างที่คอการเมืองไทยทราบว่าเรื่องที่ดินเขากระโดง จ.บุรีรัมย์ และคดี “ฮั้วสว.” เป็น “เผือกร้อน” ทดสอบกระบวนการยุติธรรมในประเทศไทยได้ในหลาย ๆ มิติ
ศาลฎีกาตัดสินไปตั้งแต่ปี 60 ว่าที่ดินผืนนี้ 5,083 ไร่ บริเวณเขากระโดง อ.เมืองบุรีรัมย์ เป็นที่ดินของการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ได้มาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 6 เพื่อขนหินแกรนิตในบริเวณนี้ไปสร้าง–ซ่อมทางรถไฟสายนครราชสีมา–อุบลราชธานี
ต่อมามีการบุกรุก ครอบครอง และออกเอกสารสิทธิจำนวน 995 ราย มีทั้งครอบครัวนักการเมืองใหญ่ในบุรีรัมย์ และประชาชนทั่วไป บนที่ดิน 5,083 ไร่ แล้วใจคอของผู้บริหารกรมที่ดินไม่ยอมเพิกถอนโฉนด แต่ให้ รฟท. เสียเวลาและงบประมาณไปฟ้องขับไล่ผู้บุกรุกครอบครองทำประโยชน์ พร้อมเรียกค่าเสียหายทั้ง 995 ราย เอาเองว่าอย่างนั้นเถอะ!
ในส่วนของคดีฮั้ว สว. ต้องวัดใจคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) 7 คน ว่าเสียงส่วนใหญ่จะให้ “ปล่อยผี” ผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 229 คน หรือว่าจะส่งฟ้องไปยังศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง
ปัจจุบัน กกต. 7 คน มีที่มาจาก 2 สาย โดยสายแรกมาจาก สว. ชุดก่อน (250 คน) คือ นายฐิติเชฏฐ์ นุชนาฏ นายชาย นครชัย และ นายสิทธิโชติ อินทรวิเศษ
สายที่สอง มาจาก สว. ชุดปัจจุบัน (200 คน) ประกอบด้วย นายณรงค์ กลั่นวารินทร์ (ประธาน กกต.) นายอนันต์ สุวรรณรัตน์ นายณรงค์ รักร้อย และ นายจิรุตม์ วิศาลจิตร
โดยปกติทั้งคดีเล็ก คดีน้อย ของ สส.-สว. และผู้สมัครที่สอบตก กกต.จะส่งสำนวนไปให้ศาลตัดสิน แต่คดี “ฮั้วสว.” ทำเป็นขบวนการใหญ่ มีการวางแผนอย่างเป็นขั้นเป็นตอน ใช้เงินทุนหลายร้อยล้านบาท เป็นเรื่องร้ายแรงในระบอบประชาธิปไตย ไม่ต่างอะไรกับการทำ “รัฐประหาร” โดยมี สว. 138 คน ถูกแจ้งดำเนินคดี รวมทั้งคนของพรรคการเมืองอีกเพียบ!
กกต.บางส่วนถูกมองว่ามีผลประโยชน์ทับซ้อนกับ สว.สีเทา ๆ ประเภทที่ว่า “ผลัดกันเกาหลัง” จะกล้าเป่าคดีเอง หรือจะส่งไปให้ศาลชี้ขาด!!.
พยัคฆ์น้อย



