การค้นพบสำคัญเกี่ยวกับ “ยีน” ที่อาจ “มีความเกี่ยวข้องเชื่อมโยงกับโรคซึมเศร้า??” ได้ถูกเผยแพร่ผ่านบทความให้ความรู้โดย ศูนย์จีโนมทางการแพทย์ โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล โดยมีการระบุถึงการค้นพบดังกล่าวนี้ไว้น่าสนใจ พร้อมทั้งยังมีการชี้ไว้ว่า…การค้นพบ “ความเชื่อมโยง” ระหว่าง “รหัสพันธุกรรม” กับ “อาการซึมเศร้า” นี้…

นอกจากช่วย “ไขความลับ” ของโรคนี้

ก็ยัง “เป็นผลดีต่อผู้ป่วยโรคนี้” ที่มีมาก

โดยเฉพาะ…การ “ทำนายความเสี่ยง?”

 ทั้งนี้ ชุดข้อมูลที่น่าสนใจดังกล่าวนี้ ที่ทาง “ทีมสกู๊ปเดลินิวส์” จะสะท้อนต่อ ณ ที่นี้… มาจาก เฟซบุ๊กศูนย์จีโนมทางการแพทย์ โรงพยาบาลรามาธิบดี ที่ได้มีการนำเสนอการค้นพบเรื่องนี้ โดยในบทความได้ระบุถึงข้อมูลงานวิจัยระดับโลก จาก วารสาร Nature Genetics เกี่ยวกับการศึกษาข้อมูลพันธุกรรมของคนมากกว่า 500,000 คน ในประชาชนกลุ่มประเทศนอร์ดิก ที่ทำให้พบข้อมูลสำคัญบางประการ ที่พอจะสามารถบ่งชี้ได้ว่า… “รหัสพันธุกรรม” คือ “ตัวแปรสำคัญที่บงการความเศร้า” และที่ก็น่าสนใจคือยังพบอีกว่า โรคนี้มี 2 รูปแบบที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงตามช่วงอายุที่เริ่มป่วยเป็นซึมเศร้า

ข้อมูลในบทความโดยศูนย์จีโนมทางการแพทย์ ยังได้ระบุถึงผลการศึกษาที่ตีพิมพ์เผยแพร่ลงในวารสารวิชาการระดับโลกดังกล่าวเพิ่มเติมไว้ว่า… จากการศึกษากลุ่มตัวอย่างกว่า 500,000 คนในกลุ่มประเทศนอร์ดิก พบว่า… สามารถแบ่งผู้ป่วยเป็น 2 กลุ่มหลัก ตามช่วงอายุที่เริ่มมีอาการ โดยกลุ่มแรกคือ “ซึมเศร้าวัยเยาว์ (Early-Onset MDD) ที่มักจะ เริ่มแสดงอาการก่อนอายุ 25 ปี โดยเป็นกลุ่มที่มี “ยีน” เป็นตัวขับเคลื่อนหลัก ซึ่งทางทีมวิจัยได้ค้นพบตำแหน่งพันธุกรรมบนจีโนมถึง 12 ตำแหน่งที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาระบบประสาทและการจัดระเบียบเซลล์ประสาท เช่น ยีน BPTF, PAX5, SDK1 และ SORCS3 ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อสมองในส่วนควบคุมอารมณ์และการตัดสินใจที่ยังพัฒนาไม่สมบูรณ์

ผู้ป่วยกลุ่ม “ซึมเศร้าวัยเยาว์” เสี่ยงสูง

กลุ่มนี้ “เสี่ยงสูงกว่ากลุ่มผู้ป่วยผู้ใหญ่”

สำหรับกลุ่มที่สอง กลุ่มผู้ป่วยผู้ใหญ่หรือ “ซึมเศร้าวัยผู้ใหญ่ (Late-Onset MDD) นี่เป็นกลุ่มที่ เริ่มมีอาการหลังอายุ 50 ปี ซึ่งกลับมีอิทธิพลจากยีนเพียง 6.0% เท่านั้น โดยสาเหตุหลักของคนวัยนี้มักมาจากความเสื่อมของร่างกาย ภาวะอักเสบเรื้อรัง และโรคหลอดเลือดสมองตามวัย ซึ่งจากความแตกต่างนี้สะท้อนให้เห็นว่า… การรักษาโรคซึมเศร้าแบบเหมาเข่ง หรือการใช้แนวทางเดียวกับผู้ป่วยทุกราย อาจไม่ใช่คำตอบที่มีประสิทธิภาพสูงสุด ในการรักษาผู้ป่วยโรคซึมเศร้า

ข้อมูลที่เผยแพร่ไว้ทางเฟซบุ๊กศูนย์จีโนมทางการแพทย์ โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ยังได้สะท้อนไว้อีกถึงข้อมูลที่ตีพิมพ์ในวารสาร Nature Genetics ซึ่งเป็นข้อมูลผลการศึกษาจากทีมวิจัยเรื่องดังกล่าวนี้ โดยขยายความไว้ว่า…

“ความน่ากังวลที่สุด” จากการค้นพบดังกล่าวนี้..อยู่ที่ “ความสัมพันธ์ระหว่างยีนซึมเศร้าวัยเยาว์ กับพฤติกรรมการฆ่าตัวตาย” โดยการศึกษาวิจัยได้พบว่า… “ยีนชุดที่ทำให้เกิดโรคซึมเศร้าในวัยรุ่น” นั้นเป็นชุดที่ “มีความเชื่อมโยงกับความหุนหันพลันแล่น และการทำร้ายตัวเอง ในระดับที่สูงถึง 0.89 ซึ่งส่งผลให้ผู้ป่วยในกลุ่มนี้ ในกลุ่มที่มีความเสี่ยงพันธุกรรมสูงสุด 10% แรก มีโอกาสที่จะพยายามฆ่าตัวตายภายใน 10 ปี หลังจากได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคนี้

และยิ่งไปกว่านั้น จากการศึกษาวิจัยเรื่องนี้ยังพบว่า… ผู้ป่วยในกลุ่มนี้มักจะมีภาวะสมาธิสั้น หรือ บางคนอาจจะมีบุคลิกภาพแบบก้ำกึ่งร่วม ที่เป็น “ปัจจัยเสริม” เป็นปัจจัยที่ ทำให้การตัดสินใจช่วงวิกฤติมีความรุนแรงมากขึ้น!!

นี่คือ “การค้นพบสำคัญ” เหตุซึมเศร้า

และเป็น “การค้นพบที่น่าตกใจ” ด้วย

ทั้งนี้ ข้อมูลในบทความใน เฟซบุ๊กศูนย์จีโนมทางการแพทย์ โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ยังได้ระบุไว้ถึงประโยชน์จากการค้นพบ “ความลับ” เกี่ยวกับ “ยีนบงการซึมเศร้า” ว่า… จะช่วยให้รักษาชีวิตผู้ป่วยซึมเศร้าในอนาคตได้แต่เนิ่น ๆ ผ่านความก้าวหน้าทาง การแพทย์จิตเวชแม่นยำ (Precision Psychiatry) ที่มีการ นำคะแนนความเสี่ยงหลายยีน (PRS) มาใช้เป็นเครื่องมือคัดกรองเชิงรุก อาจเป็นความหวังครั้งใหม่ที่ช่วยหยุดยั้งการสูญเสียผู้ที่ป่วยโรคนี้ เช่น วัยรุ่นคนใดมีความเสี่ยงพันธุกรรมสูง แม้อาการเบื้องต้นจะดูไม่รุนแรง ก็ปรับแผนดูแลให้เข้มข้นทันที เพื่อป้องกันเหตุร้ายไม่คาดคิด ส่วนกลุ่มผู้สูงอายุนั้นแพทย์ก็อาจเน้นการดูแลแบบองค์รวม ร่วมกับแพทย์เฉพาะทาง เพื่อเลือกใช้ยาที่ปลอดภัยที่สุด

“การถอดรหัสยีนครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงความสำเร็จในห้องแล็บ แต่คือจุดเปลี่ยนสำคัญในการช่วยชีวิตผู้ป่วย ลดความสูญเสียในอนาคตได้อย่างมีนัยสำคัญ” …ข้อมูลในแหล่งดังกล่าวชี้ไว้ถึงประโยชน์การค้นพบเกี่ยวกับ “ยีนซึมเศร้า”

“ซึมเศร้า” ยุคนี้ “คนไทยก็ป่วยไม่น้อย”

“พบความลับ” กรณี “ยีนก่อซึมเศร้า”

นี่ก็จะ “มีผลต่อชีวิตคนไทยด้วย!!”.

ทีมสกู๊ปเดลินิวส์