“เมื่อ ‘มนุษย์’ น่ากลัวกว่า ‘อุกกาบาต’ ในมหากาพย์การเอาตัวรอดที่ดิบ เถื่อน และบีบหัวใจกว่าเดิม”
หากคุณเคยประทับใจกับ Greenland (2020) ภาคแรก ที่ฉีกกฎหนังภัยพิบัติเกรด B ด้วยการใส่ดราม่าครอบครัวที่เข้มข้น จนนักวิจารณ์ทั่วโลกยกนิ้วให้ การกลับมาในภาคต่อ “Migration” นี้ ไม่ใช่แค่การทำซ้ำสูตรเดิม แต่มันคือการยกระดับความสิ้นหวังไปอีกขั้น

จากกระแสวิจารณ์ในฝั่งอเมริกา หลายสำนักมองตรงกันว่า นี่คือตัวอย่างที่หาได้ยากของ “ภาคต่อที่จำเป็นต้องมี” ไม่ใช่แค่สร้างมาเพื่อโกยเงิน เพราะมันพาเราไปสำรวจคำถามที่ค้างคาใจ “หลังจากโลกล่มสลาย… เราจะอยู่อย่างไรกันต่อ?”
หนังเล่าเหตุการณ์ 5 ปีให้หลัง จากที่ดาวหางคลาร์กถล่มโลกย่อยยับ ครอบครัวการ์ริตี้ (เจอราร์ด บัตเลอร์ และ โมเรนา แบคคาริน) ที่รอดชีวิตมาได้ ต้องเผชิญความจริงที่โหดร้ายว่า บังเกอร์ในกรีนแลนด์ไม่ใช่ “บ้าน” ที่ปลอดภัยอีกต่อไป เมื่อเสบียงร่อยหรอ และระบบเริ่มล้มเหลว พวกเขาจึงต้องพาลูกชาย (โรมัน กริฟฟิน เดวิส) ออกเดินทางฝ่าทวีปยุโรปที่กลายเป็นเศษซาก เพื่อตามหาความหวังใหม่

สื่อตะวันตกชื่นชมการเปลี่ยนบรรยากาศ จากความโกลาหลในเมือง มาเป็น “Wasteland” หรือดินแดนรกร้าง ที่ถูกปกคลุมด้วยความหนาวเหน็บ และซากปรักหักพัง งานภาพ (Cinematography) สอบผ่านฉลุย ในการเนรมิตยุโรปที่ล่มสลายให้ดูสวยงามแบบหดหู่ และน่าสะพรึงกลัวไปพร้อมกัน
สิ่งที่ทำให้ Greenland ต่างจากหนังหายนะอย่าง 2012 หรือ Geostorm คือ “ความติดดิน” ภัยธรรมชาติเป็นแค่ตัวประกอบ แม้จะมีฉากสึนามิ หรือเศษดาวหางตกใส่ แต่ “ตัวร้าย” ที่แท้จริงในภาคนี้คือ “สัญชาตญาณดิบของมนุษย์” หนังเล่นประเด็น Moral Dilemma (ภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกทางศีลธรรม) ได้หนักหน่วงมาก เมื่อกฎหมายไม่มีความหมาย เพื่อนมนุษย์อาจน่ากลัวกว่าพายุ

เคมีครอบครัวที่แข็งแรง เจอราร์ด บัตเลอร์ ในบท “จอห์น” พิสูจน์อีกครั้ง ว่าเขาคือนักแสดงสายดราม่าที่ยอดเยี่ยม (ไม่ใช่แค่ถือปืนบู๊ล้างผลาญ) การแสดงของเขา และโมเรนา แบคคาริน ทำให้เราเชื่อจริงๆ ว่านี่คือคู่รักที่ผ่านนรกมาด้วยกัน ส่วน โรมัน กริฟฟิน เดวิส (จาก Jojo Rabbit) ที่โตขึ้น รับบทลูกชายที่ต้องแบกรับความโหดร้ายของโลกใหม่ได้อย่างน่าทึ่ง
แน่นอนว่าไม่มีหนังเรื่องไหนสมบูรณ์แบบ สื่อบางสำนักติติงเรื่อง “จังหวะการเดินเรื่อง (Pacing)” ในช่วงกลางที่อาจจะดูเนือยไปบ้าง เมื่อเทียบกับความระทึกในภาคแรกที่แข่งกับเวลา และมีความรู้สึกว่าสถานการณ์บางอย่างดู “จงใจ” ใส่เข้ามา เพื่อบีบคั้นตัวละครมากเกินไป จนเกือบจะดูยัดเยียดในบางซีน
Greenland 2 โดดเด่นที่ความสมจริง บรรยากาศหลังโลกแตกทำได้ถึงอารมณ์ กดดัน และน่าเชื่อถือ ซีจียุโรปที่ล่มสลายสวยงาม และแปลกตากว่าหนังเรื่องอื่น นักแสดงชุดเดิมแบกหนังได้สบาย รับส่งอารมณ์ได้ดีเยี่ยม แต่ซ้ำซากเรื่องพล็อตหนีตาย อาจเดาทางได้ง่ายสำหรับคอหนังแนวนี้ และมีความเนือยช่วงกลางเรื่อง ที่เน้นดราม่าและการเดินทาง อาจไม่ถูกใจสายแอ็คชั่นจ๋า อีกทั้งหนังยังมีโทนที่หนักหน่วง และตึงเครียดตลอดเวลา มีได้ผ่อนคลายแค่ช่วงกลางเรื่องเท่านั้น

4.5/5
หากคุณคาดหวังหนังระเบิดภูเขาเผากระท่อมแบบ Michael Bay คุณอาจจะผิดหวัง… แต่ถ้าคุณกำลังมองหาหนัง Survival Thriller ที่มีหัวใจ มีเลือดเนื้อ และทำให้คุณนั่งลุ้นจนเล็บจิกเบาะพร้อมน้ำตาซึม Greenland 2: Migration คือหนังที่คุณ “ต้องดู” มันคือเครื่องพิสูจน์ว่า แม้โลกจะแตกสลาย แต่สิ่งที่ทำให้เรายังเป็นมนุษย์ คือการไม่ยอมแพ้ที่จะปกป้องคนที่เรารัก
หมีเช


