ในช่วงเลือกตั้ง การแข่งขันด้านข้อมูลข่าวสารมีสูงมาก หรือพูดง่ายๆ คือ “แต่ละพรรคต่างก็อยากเป็นข่าว”โดยเฉพาะข่าวในแง่ดี ข่าวประชาสัมพันธ์ ขณะเดียวกัน “ความเป็นกลาง” ของสื่อมวลชนก็ถูกตั้งคำถาม ว่า “ใช้อคติในการเลือกเสนอข่าวให้พรรคไหนเป็นพิเศษหรือไม่ ?” ในช่วงนี้คำถามยิ่งแรงเข้าไปอีก เพราะการเมืองไทยแบ่งเป็นสองขั้วความคิด ซึ่งมันก็ล้อไปกับกระแสโลก คือเสรีนิยมและอนุรักษ์นิยม แนวคิดทั้งสองขั้วพร้อมตั้งคำถามกับสื่อ

ความคาดหวัง “สื่อเป็นกลาง ”คืออะไร ? บ้างก็ว่า มันคือการนำเสนอข่าวของแต่ละฝ่ายอย่างเท่าเทียมกัน อย่างเช่น ถ้าคุณพูดถึงพรรค ก. ยาวขนาดนี้ ก็ต้องพูดถึงพรรค ข. ในพื้นที่ที่ใกล้กัน ให้โอกาสในข่าวที่ไม่ใช่หมายถึงพื้นที่เท่านั้น เช่น หากพรรค ข.โจมตีพรรค ก. ก็ต้องให้มีข่าวพรรค ก.ตอบโต้ในวันเดียวกันให้จบ

ความเป็นกลาง อาจหมายถึงการนำเสนอข่าวทุกอย่างโดยไม่มีน้ำเสียง ( หรือที่ศัพท์สูงเขาเรียกเป็นภววิสัย ) แหล่งข่าวพูดมาอย่างไรเขียนไปอย่างนั้น ไม่มีการใช้คำชี้นำในพาดหัวหรือโปรยข่าว หรือการเน้นเนื้อหาใดจากการให้พื้นที่เนื้อหาส่วนนั้นเป็นพิเศษ .. แต่เรื่องภววิสัยมันเป็นนามธรรมสุด ๆ เพราะถ้าคนเราเลือกใช้แว่นแบบไหนจับจ้องสื่อ ก็ประเมินสิ่งที่เห็นไปตามที่เชื่อว่าเห็น ไม่ได้คิดไปว่า นี่คือการทำงานอย่างเป็นภววิสัยของสื่อมวลชนแล้ว

ตัวอย่างเช่น ถ้าคุณเป็นกองเชียร์พรรค ก. คุณรู้สึกว่า ทำไมสื่อถึงชอบเสนอภาพพรรค ก.อย่างเลวร้าย คุณก็ว่าสื่อไม่เป็นกลางได้ แม้ว่า สื่อจะเสนอในสิ่งที่คนของพรรคพูดเองก็ตาม ..มีคนว่า ความเป็นภววิสัยไม่มีจริง เนื่องจากในการทำงานของสื่อ แต่ละสื่อมี“กรอบ”ในการคิดต่อข่าวสารนั้น และเลือกมุมนำเสนอ เป็นพื้นฐานอยู่ก่อน กรอบ มาจากทัศนคติหรืออุดมการณ์ของคนในกองบรรณาธิการ หรืออาจเป็นจุดยืนของสื่อทั้งองค์กร.. และเมื่อเข้ากระบวนการคัดกรองข่าวสาร กระบวนการเน้นย้ำให้ข่าวสารมีความเด่น ก็จะเอาสิ่งที่สอดคล้องกับกรอบที่มีมาใช้

อย่างเช่น ถ้าคุณมีแนวคิดมนุษยนิยมสุดโต่ง ที่มองมนุษย์ด้วยแว่นของพื้นฐานความเป็นมนุษย์ ไม่ใส่สีของความเป็นรัฐชาติที่ทำให้คนแตกต่างกันเข้าไปด้วย เมื่อเกิดเหตุการณ์ประทะไทย-เขมร ไม่ว่าเขมรจะปากดีขนาดไหน หาเรื่องไทยขนาดไหน ฟ้องโลกขนาดไหน คุณก็จะยังเชื่อว่า “ถ้าได้เข้าสู่กระบวนการพูดคุยอย่างเป็นทางการ จะทำให้คนเหล่านี้กลับมาเข้าใจและเป็นมิตรได้” และเมื่อทำงานสื่อมวลชน คุณจะเลือกข่าวที่เอนจีโอ ต่างชาติ เรียกร้องให้เจรจาเป็นกรอบหลัก ให้คนรับรู้ด้านนี้เยอะๆ  ไม่ใช่กรอบที่เล่าถึงเรื่องความสูญเสีย หรือกรอบที่มีภาพเป็นบวกกับปฏิบัติการทางทหาร

เมื่อพูดถึงความเป็นกลาง อาจต้องมองมันในมุมที่ว่า “ไม่มีความเป็นกลางที่แท้จริงหรอก” มันขึ้นอยู่กับโดยภาพรวม ผู้รับสารจะพอใจกับการทำงาน การเสนอข่าวของสื่ออย่างไร การวิจารณ์สื่อยุคนี้ทำได้เสรีมากขึ้น เพราะมีช่องทางสื่อสารถึงกองบรรณาธิการได้ง่าย นั่นคือการเขียน feedback ลงไปในแพลตฟอร์มออนไลน์ของสื่อมวลชน

ย้อนกลับมาที่ช่วงเลือกตั้ง สังคมก็ยิ่งคาดหวังความเป็นกลางของสื่อ เพราะหวังว่า จะทำให้การเลือกตั้งสุจริตและเป็นธรรม  แต่อยู่ๆ ไม่กี่วันก่อน ก็เกิดเหตุการณ์“ไลน์หลุดสะท้านวงการสื่อ” เมื่อมีอีโม่งอีแอบบางคน เผลอมือลั่น ส่งข้อความเป็น“อัตราค่าประชาสัมพันธ์” ที่จะให้ลงข่าวในสื่อได้ โดยคิดชิ้นละ 2,000 บาท แล้วเสือกไปอวดอุตริอ้างว่ามีรายชื่อสื่อในมือเป็นจำนวนมาก ติดต่อระดับสื่อหนังสือพิมพ์หัวใหญ่ได้หมด

ซึ่งมันจริงซะที่ไหน ขอลงข่าวสองพัน ??  สิ่งที่เขาคิดเงินคือ“โฆษณา” ให้ไปเปิดเรทอัตราโฆษณาสื่อที่ไหนดูก็ได้ไม่มีหรอก ยิ่งพวกสื่อดังๆ มียอดผู้ติดตามสูง ที่เขาเรียกว่า Tier A ต่ำๆ ค่าขอลงแค่ในเวบไซด์ก็เริ่มที่ 4-5 หมื่นแล้ว .. นี่เหมือนการอวดอ้างของนางมิจฉาชีพว่าจะดีลสื่อให้ลงได้ ทั้งที่ผู้บริหารองค์กรเขาไม่รู้ไม่เห็นกับมันด้วย

สิ่งที่ตามมาคือความไม่รู้และวิจารณ์กันกระฉ่อนอินเทอร์เนต บ้างก็เย้ยหยันไยไพ ว่า “ตกลงว่า นี่สื่อหลายๆ สื่อรับเงินโจมตีพรรค- นี่จริงใช่ไหม” “สื่อรับเงินโจมตีพรรค จ่ายชิ้นละสองพันเอง ?? ถูกจัง??” มันลามไปว่าสื่อรับเงินมาเคลื่อนไหวทางการเมือง ซึ่งย้ำว่า “ผู้บริหารองค์กรที่ถูกแอบอ้างเขาไม่รู้เรื่อง” ข่าวว่าหลายองค์กรเรียกสอบกันพัลวัน ..ใครรู้จักอีตัวต้นเรื่อง จนปล่อยให้มันเอาชื่อหัวสื่อไปอ้าง

สิ่งที่เกิดขึ้น เป็นการทำธุรกิจแบบนอนกิน ของคนบางจำพวก ที่ไปหลอก-แอบอ้างกับพรรคการเมือง หรือใคร หรือองค์กรไหนก็ได้ ว่า สามารถลงข่าวในสื่อนี้ได้ ..อาจไปตีหัวพวกผู้สมัคร สส. ให้จ้างลง บางที ข่าวที่เอาไปตีหัวเขา มันก็คือข่าวที่สื่อทั่วไปไปทำ หรือคือข่าวแจกของพรรค ที่สื่อก็หยิบมาลงให้ เนื่องจากต้องการให้พื้นที่ข่าวสำหรับแต่ละพรรคการเมืองให้เท่าเทียมกัน  พอกองบรรณาธิการแต่ละสื่อลงให้ตามดุลยพินิจ ก็ไปอวดอ้างว่า ฝีมือมันขอได้ กินเงินไปเปล่าๆ แถมยังจะขายแพคเกจรายเดือนอีก

ดีแล้วที่เรื่องนี้เหม็นโฉ่ขึ้นมา เพื่อจะได้จัดการขว้างปลาเน่าตัวนึงออกจากวงจรสื่อ ให้เกิดความเข้าใจเรื่อง ข่าว และ โฆษณาประชาสัมพันธ์  ไม่ให้ภาพลักษณ์สื่ออาชีพแย่ ไม่ให้ใครถูกหลอก ยิ่งไอ้ที่อ้าง “นี่เรทไม่มีใบเสร็จ” ก็สำแดงความเป็นมิจฉาชีพว่า ไม่ให้มีหลักฐานการรับเงิน เพื่อจะเลี่ยงภาษี  .. ได้ข่าวว่า ไปเสนอกันในห้องแชทไลน์กรุ๊ปของพรรคการเมืองหนึ่ง ก็ขอให้ทุกพรรคช่วยเตือนลูกพรรคอย่าเที่ยวไปซื้อ เนื่องจากจะโดนใบแดงข้อหาปกปิดค่าใช้จ่ายหาเสียง

สื่อมวลชนแก้ครหาเรื่องมีคนตบทรัพย์ขอลงข่าว ก็จะมีอีกเรื่อง คือความเห็นในอินเทอร์เนตสงสัยว่า “มีการส่งข่าวเป็นแพคเกจหรือไม่ เพราะบางครั้งเนื้อข่าวกับรูปมันเหมือนกันหลายสื่อ ?” ก็ต้องบอกว่า ในช่วงเลือกตั้ง ทีมสื่อติดตามขบวนหาเสียงของแต่ละพรรคไม่พอ  บางพรรคก็ใช้ทีมสื่อของตัวเองทำข่าวแล้วส่งให้องค์กรสื่อมวลชนพิจารณาอีกทีหนึ่ง ภาพ-ข่าว มาจากแหล่งเดียวกัน สื่อแต่ละสื่อก็ลงเหมือนกัน  

สื่อรับเงินมาโจมตีพรรคการเมือง&นักการเมืองหรือไม่ ? คงไปการันตีแทนใครไม่ได้ แต่การทำงานสื่อในยุคปัจจุบัน นักข่าว พิธีกรข่าวบางคนก็กลายเป็นเซเล่บออนไลน์ ยอดคนติดตามหลักแสนหลักล้าน เขาก็ใช้สิทธิในพื้นที่ของเขาเชิญคนที่เขาเชียร์มาสัมภาษณ์ก็ได้ …หรือตัวองค์กรสื่อ ผู้บริหารสื่ออาจมองคนที่มีกระแส ณ ขณะนั้น และเชิญมาก็ได้ มันมีปัจจัยตั้งเยอะแยะมากมายในการที่สื่อจะให้หรือไม่ให้แสงกับใคร มีไปจนถึงว่า แหล่งข่าวบางคนไม่ชอบสื่อหัวใดหัวหนึ่ง เขาเชิญก็ไม่ไปออก ซึ่งนั่นก็คือสิทธิของแหล่งข่าว ในขณะที่สื่อก็ทำหน้าที่บาลานซ์ข่าวเท่าที่ทำได้

ถ้ามีเรื่องอะไรให้เป็นที่ครหา “สื่อรับเงิน” สื่อมวลชนต้องช่วยกันกำจัดปลาเน่าตัวต้นเรื่องทิ้ง ..อย่างไรก็ตาม ที่อยากบอกคือเรื่องความเป็นกลางมันวัดยาก เพราะทั้งสื่อและผู้เสพสื่อ ก็มีแว่นในการมองโลกและความพอใจต่างกัน.

………………………………………………………
คอลัมน์ : ที่เห็นและเป็นอยู่
โดย “บุหงาตันหยง”

คลิกอ่านบทความทั้งหมดได้ที่นี่