อย่างไรก็ตาม เรื่อง “แรงงานไทยไปทำงานเก็บเบอร์รีป่าในต่างประเทศ” นั้น เนิ่นนานมาก ๆ แล้วที่ดูเหมือน “มีกระแสเชิงลบเกิดขึ้นอยู่ตลอด??” มีทั้งกระแสกรณี ถูกหักค่าหัวคิวแบบไม่เป็นธรรม?? มีทั้งกระแสกรณี ถูกหลอกไปทำงาน?? แต่กระนั้น “งานเก็บเบอร์รีป่า” ในต่างแดน อย่างที่ฟินแลนด์ ก็ดูจะ “ยังคงเป็นงานที่แรงงานไทยอยากไปทำ”
ก็ยัง “มีคนไทยไม่น้อยตัดสินใจไปทำ”
โดยที่ “มองเป็นโอกาสพลิกชีวิตได้??”
ทั้งนี้ กับ “งานเก็บเบอร์รีป่า” ที่เป็นอีกหนึ่งงานในต่างแดนที่แรงงานไทยใฝ่ฝันอยากได้บินไปทำกันไม่น้อย แม้จะมีข่าวการถูกหลอกลวงเกิดขึ้นเป็นระยะ ๆ แต่หลายคนก็ “ยอมเสี่ยง” เพราะมองเป็น “โอกาสชีวิต” โดย “ชีวิตนักรบแรงงานไทยในต่า
แดน” ในส่วนนี้…ทางวิชาการก็ให้ความสนใจชีวิต โดยข้อมูลที่ทาง “ทีมสกู๊ปเดลินิวส์” จะสะท้อนต่อนี่เป็นงานศึกษาวิจัยที่มีชื่อว่า “การศึกษาวิจัยเชิงประจักษ์เพื่อให้การส่งคนไทยไปเก็บผลไม้ป่าในฟินแลนด์เป็นไปอย่างถูกต้องและเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย” จัดทำไว้โดย ดร.อุกฤษฎ์ มูสิกพันธุ์ นักวิชาการคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยทักษิณ และคณะ

ในรายงานวิจัยชิ้นดังกล่าว ผู้วิจัยได้ชี้แจงวัตถุประสงค์การศึกษาวิจัยไว้ว่า…เพื่อให้ความรู้ด้านกฎหมาย และสิทธิการคุ้มครองแรงงาน ในการส่ง “แรงงานไทยไปทำงานเก็บผลไม้ป่าในฟินแลนด์” และเป็นข้อมูลพื้นฐานการกำหนดรูปแบบการจ้างงานที่เหมาะสมกับกฎหมายไทยและฟินแลนด์ เพื่อกำหนดท่าทีของไทยในการคุ้มครองสิทธิประโยชน์แรงงานกลุ่มนี้ โดยในรายงาน “ฉายภาพ” ถึง “พัฒนาการการไปทำงานเก็บเบอร์รีป่าในฟินแลนด์” ของ “กลุ่มแรงงานไทย” โดยระบุไว้ว่า…
ปี 2548 การจัดส่งแรงงานไทยเดินทางไปเก็บผล เบอร์รีป่า (wild berry) ตามฤดูกาลในฟินแลนด์ ได้เริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการ ซึ่งเป็นผลมาจากการขยายตัวเชิงอุตสาหกรรม ทำให้ความต้องการผลเบอร์รีป่าในตลาดขยายตัวเพิ่มขึ้น โดยจุดมุ่งหมายการเก็บเบอร์รีป่าที่เคยเป็นการเก็บเพื่อบริโภคในท้องถิ่นได้เปลี่ยนเป็นการผลิตเชิงพาณิชยกรรม และก็มีรูปแบบฟาร์ม หากแต่ “ตลาดเบอร์รีโลก” ที่ขยายตัว “นิยมผลเบอร์รีป่ามากกว่าฟาร์ม”จน “มีความต้องการแรงงานทำงานนี้”
และจากการที่การ “เก็บเบอร์รีป่า” เป็นไปใน “เชิงพาณิชย์” มากขึ้น จากความต้องการของตลาดที่มีเพิ่มขึ้น เป็นจุดเริ่มต้นในการนำแรงงานต่างชาติเข้าไปทำงานเก็บเบอร์รีป่า โดยข้อมูลของฟินแลนด์ในปี 2554 มีแรงงานต่างชาติทำงานเก็บเบอร์รีป่าในเชิงพาณิชย์สูงราว 4,000 คน และรูปแบบการเข้าไปทำอาชีพเก็บเบอร์รีป่าก็เปลี่ยนไป จากเดิมที่มีรูปแบบเป็นการชักชวนจากคนในครอบครัวหรือญาติมิตรที่มีหลักแหล่งในฟินแลนด์ ก็พัฒนาเป็นรูปแบบองค์กรภายใต้ความร่วมมือระหว่างผู้จัดเก็บ ผู้จัดจำหน่าย ผู้แปรรูป ผู้ส่งออก และ มีธุรกิจนายหน้าแรงงาน จัดหาแรงงานต่างชาติไปทำงานนี้ …นี่เป็น “ไทม์ไลน์”
แล้ว “แรงงานไทยที่ไปทำงานเก็บเบอร์รีป่าในฟินแลนด์คือกลุ่มใด?”… ประเด็นนี้ชุดข้อมูลงานวิจัยได้ฉายภาพไว้ว่า… แรงงานไทยที่เดินทางไปเก็บผลไม้ป่าหรือเบอร์รีป่าในฟินแลนด์ ส่วนใหญ่เป็นแรงงานอิสระในภาคเกษตรกรรม ที่ประกอบอาชีพหลักทำไร่ทำนาตามฤดูกาลเพื่อการยังชีพ ในหลายจังหวัดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งส่วนมากมีการศึกษาในระดับไม่สูง ไม่สามารถสื่อสารภาษาต่างประเทศ-ภาษาประเทศที่ไปทำงานได้ ที่สำคัญเมื่อพิจารณา “หนี้สินครัวเรือน” ของแรงงานกลุ่มนี้ ผลศึกษาพบว่า… “ส่วนใหญ่เป็นคนที่มีข้อจำกัดทางเศรษฐกิจ”ที่ “มีรายได้จากอาชีพหลักไม่เพียงพอ”
จากข้อจำกัดทางเศรษฐกิจนี้เอง จึงเป็นปัจจัยทำให้ แรงงานไทยที่ “ไปทำงานเก็บเบอร์รีป่า” จำนวนไม่น้อย “เริ่มต้นทำงานไปพร้อมด้วยหนี้สิน”เพราะไม่ได้มีฐานะทางเศรษฐกิจเพียงพอ ทำให้ “ต้องกู้ยืมเงินเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายที่ต้องจ่ายให้กับคนกลาง” เพราะแรงงานส่วนใหญ่ไม่สามารถดำเนินการขั้นตอนต่าง ๆ ได้ด้วยตัวเอง แม้แต่การเจรจาข้อตกลงการทำงาน การต่อรองสัญญา และอีกสาเหตุที่แรงงานกลุ่มนี้ยอมเป็นหนี้เพื่อใช้เป็นค่าบริการของคนกลาง เพราะ ส่วนใหญ่มีความหวังด้านรายได้จากการเดินทางไปทำงานต่างประเทศช่วงสั้น ๆ แม้จะรู้ดีว่า “มีสถานะเป็นแค่แรงงานชั่วคราว”
ทั้งนี้ “สภาพความเป็นอยู่” ของ “แรงงานไทยเก็บเบอร์รีป่า” นั้น ในงานวิจัยก็ได้มีการฉายภาพไว้ว่า… เมื่อแรงงานไทยเดินทางถึงฟินแลนด์จะมีคนมารับไป ซึ่ง ที่พักอาศัยส่วนใหญ่เป็นอาคารเก่าที่ไม่ได้ใช้งานแล้ว ที่รองรับคนได้ 30-100 คน ตามแต่ขนาดและความต้องการคนงานของแต่ละพื้นที่ โดย แรงงานไทยจะไปพักอาศัยเป็นระยะเวลาประมาณ 50 วัน
ขณะที่ “รูปแบบการทำงาน” นั้น การเก็บเบอร์รีในป่า ที่อาจมีระยะทางไกลจากที่พักนับร้อยกิโลเมตร ไม่เหมือนเก็บในฟาร์ม โดยแรงงานไทยต้องเข้าไปเก็บในป่าตามธรรมชาติ และต้องใช้วิธีเดินเท้าเข้าป่าไปเก็บ ซึ่งก็เป็นระยะทางไกล ประกอบกับการเก็บเบอร์รีป่าต้องระวังไม่ให้ผลเบอร์รีช้ำ ทำให้ไม่อาจจะเร่งรีบได้ จึงจำเป็นต้องใช้เวลา และเพื่อให้มีเวลาทำงานเพียงพอ บางครั้งต้องออกเดินทางจากที่พักตี 2 เพื่อให้ถึงพื้นที่ทำงานก่อน 6 โมงเช้า และเดินทางกลับเวลา 2 ทุ่ม ถึงที่พักก็หลัง 5 ทุ่ม ซึ่งการต้องเดินทางไกล มีชั่วโมงทำงานยาวนาน… “งานเก็บเบอร์รีป่าเป็นงานเหนื่อยหนัก” ไม่น้อยเลย
กระนั้น “งานเก็บเบอร์รีป่ายังเป็นฝัน”
แต่ “ฝันนี้มีค่าหัวคิว–มีหนี้ที่จะต้องใช้”
ถ้า “เจอรีดเจอลวง…ก็เป็นฝันร้าย!!”.
ทีมสกู๊ปเดลินิวส์



