ขอให้ข้อมูลเพื่อความเข้าใจมากขึ้นดังนี้
อังกฤษเป็นประเทศแรกที่ประกาศว่า การสูบบุหรี่ทำให้เป็นมะเร็งปอดในปี พ.ศ.2505 ก่อนที่สหรัฐอเมริกาจะยอมรับตามในปี พ.ศ.2507
พ.ศ.2519 มีการตั้งกลุ่มสมาชิกรัฐสภาว่าด้วยการสูบบุหรี่และสุขภาพจากทุกพรรคการเมือง All Party Parliamentary Group (APPG) on Smoking and Health เพื่อติดตามผลกระทบต่อสุขภาพและสังคมของการสูบบุหรี่ ทบทวน ปรับปรุงกฎหมายควบคุมยาสูบ การช่วยเหลือให้เลิกสูบบุหรี่ฯลฯ
กลุ่มสมาชิกรัฐสภานี้ มีสำนักงานเลขาที่ชื่อ Action on Smoking and Health (คล้ายกับมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่บ้านเรา) โดยสำนักงานนี้ได้รับงบประมาณสนับสนุนจากรัฐสภา
อังกฤษได้รับการประเมินมาตรการควบคุมยาสูบที่ได้คะแนนสูงสุดในสหภาพยุโรป
•การบังคับใช้กฎหมายห้ามสูบบุหรี่ในที่สาธารณะได้คะแนนเต็ม 10
•อัตราภาษีบุหรี่ที่สูงและเก็บเท่ากันทั้งบุหรี่มวนและบุหรี่ยาเส้น
•มีระบบการควบคุมบุหรี่หนีภาษีที่มีประสิทธิภาพ (กรมสรรพสามิตไทยเคยพาคณะไปดูงาน) มีระบบการรักษาเลิกบุหรี่ที่จริงจัง
•มีการออกกฎเกณฑ์ที่ป้องการแทรกแซงนโยบายควบคุมยาสูบผ่านสมาชิกรัฐสภา
•อังกฤษไม่มีกิจการยาสูบของรัฐ ไม่มีชาวไร่ยาสูบที่เขาต้องกังวลเวลากำหนดนโยบายควบคุมยาสูบ
•กลุ่มสมาชิกรัฐสภาว่าด้วยการสูบบุหรี่และสุขภาพ ได้ประกาศแผน Smokefree 2030 เมื่อปี 2021 ที่เห็นชอบโดยรัฐสภา กำหนดมาตรการต่างๆที่ต้องทำ โดยจะมีการตั้งกองทุน Smokefree Fund 2030 งบประมาณต่อปีที่ต้องใช้ 266 ล้านปอนด์สำหรับอังกฤษ และ 315 ล้านปอนด์สำหรับ

สหราชอาณาจักร
งบประมาณนี้จะมาจากการออกกฎหมายกำหนดเพดานกำไรของบริษัทบุหรี่ ที่มีกำไรถึง 900 ล้านปอนด์ต่อปีในอังกฤษ
นั่นคือแผนของสมาชิกรัฐสภา ที่จะทำให้คนสูบบุหรี่ลดเหลือน้อยที่สุดในปี 2030
และตอนนี้ เพิ่มกฎหมาย ห้ามคนที่เกิดหลัง ปีพ.ศ.2552 ซื้อบุหรี่ไปตลอดชีวิต เพื่อเป็น End game สู่สังคมปลอดบุหรี่ที่แท้จริง
หากดูนโยบายควบคุมยาสูบต่างๆที่ประเทศอังกฤษทำได้ดี จะเห็นว่าประเทศไทยยังมีปัญหาในทุกๆด้าน ย้ำทุกๆด้าน
•การบังคับใช้กฎหมายห้ามสูบบุหรี่ในที่สาธารณะ ห้ามโฆษณา ห้ามขายผ่านออนไลน์ ไม่มีประสิทธิภาพ
•บุหรี่เถื่อนยังมีอยู่สูง ระบบภาษียาสูบยังอยู่อันดับที่ 100 จาก 174 ประเทศ
•โครงสร้างการควบคุมยาสูบภาครัฐยังอ่อนแอมาก โดยเฉพาะในระดับจังหวัด มีบุคลากรและงบประมาณสนับสนุนน้อยมากๆ
•ล๊อบบี้ยิสต์บริษัทบุหรี่ยังได้รับการแต่งตั้งให้เป็นกรรมาธิการพิจารณานโยบายควบคุมยาสูบในสภา
•เวลารัฐบาลจะกำหนดนโยบายควบคุมยาสูบ ต้องพยายามไม่ให้ หรือให้เกิดผลกระทบต่อโรงงานยาสูบ ชาวไร่ยาสูบให้น้อยที่สุด
นักการเมือง กรรมาธิการในสภาฯ จึงควรช่วยกันแก้ปัญหาจุดอ่อนต่างๆในการควบคุมยาสูบของประเทศไทยให้ดีกว่าที่เป็นอยู่ แทนที่จะสนใจแต่จะเรียกร้องให้ยกเลิกการห้ามขายบุหรี่ไฟฟ้าแต่เพียงเรื่องเดียว เหมือนในหลายปีที่ผ่านมา
เพราะถ้าเปิดให้บุหรี่ไฟฟ้าขายได้ถูกกฎหมาย ในบริบทที่ประเทศไทยเป็นอยู่ บุหรี่ไฟฟ้าจะยิ่งระบาดหนักในเด็กและเยาวชนมากกว่านี้หลายเท่า รวมทั้งการสูบบุหรี่มวนก็จะกลับเพิ่มขึ้นอีกด้วย
ข้อมูลจาก ศ.นพ ประกิต วาทีสาธกกิจ ประธานมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่
อ้างอิง https://www.thecoverage.info/news/content/6699
นายแพทย์สุรพงศ์ อำพันวงษ์



