ต้องยอมรับว่า โรคภัยไข้เจ็บ โดยเฉพาะกลุ่มโรคไม่ติดต่อ (NCDs) เป็นผลมาจากพฤติกรรมของคน ทั้งการอยู่ การกิน ซึ่งบางคนอาจมีข้อจำกัดบางประการ ดังนั้น หากมีมาตรการจากภาครัฐเข้ามาช่วยเหลือก็จะเพิ่มโอกาสในการมีสุขภาพดี ลดการเจ็บป่วยลงได้ ที่มีการพูดถึงกันมากคือ “ภาษี” ซึ่งที่ผ่านมาประเทศไทยได้มีการเพิ่มภาษีความหวานไปแล้วถือว่าได้ผล เพราะทำให้ผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ มีการปรับสูตรอาหารลดลง คนไทยบริโภคหวานลดลง ความเสี่ยงโรคจากน้ำตาลก็ลดลงด้วย
ล่าสุดนำมาสู่การผลักดัน “ภาษีโซเดียม” โดยศูนย์ศึกษานโยบายเพื่อการพัฒนา คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ภาคีเครือข่ายด้านสุขภาพ ก็ได้จัดเวทีเสวนา “ภาษีโซเดียม…ประโยชน์ต่อสุขภาพที่มองไม่เห็น” เพื่อเผยแพร่ผลการศึกษาทางวิชาการและแลกเปลี่ยนข้อเสนอเชิงนโยบายในการใช้มาตรการภาษีเป็นเครื่องมือสำคัญในการลดการบริโภคโซเดียมของคนไทย และป้องกันโรคไม่ติดต่อ

ดร.นพ.ไพโรจน์ เสาน่วม รองผู้จัดการกองทุน สสส. ระบุว่า ข้อมูลจาก รายงานการสำรวจสุขภาพประชาชนไทย โดยการตรวจร่างกาย ครั้งที่ 7 (ปี 2567-2568) พบว่า คนไทยบริโภคโซเดียมเฉลี่ยสูงถึง 3,650 มิลลิกรัมต่อวัน สูงกว่าคำแนะนำขององค์การอนามัยโลก ที่ไม่ควรเกิน 2,000 มิลลิกรัมต่อวัน เกือบสองเท่า
“การบริโภคโซเดียมสูง ส่งผลให้โรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจและหลอดเลือด และโรคไตเรื้อรัง ยังคงเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับต้น ๆ ของประเทศ โดยก่อให้เกิดความสูญเสียทางเศรษฐกิจกว่า 78,000 ล้านบาทต่อปี แต่ประสบการณ์จากมาตรการภาษีสุขภาพในหลายประเทศ รวมถึงภาษีเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลของไทย สามารถเปลี่ยนพฤติกรรมผู้บริโภค กระตุ้นการปรับสูตรของผู้ผลิต และสร้างผลลัพธ์เชิงบวกต่อสุขภาพประชาชนได้จริง”
สสส. จึงเดินหน้าขับเคลื่อนงาน “ลดเค็ม ลดโรค” ร่วมกับภาคีทุกภาคส่วน ทั้งการรณรงค์สร้างความรอบรู้ให้ประชาชนปรับพฤติกรรมการกินเค็ม การสนับสนุนเครื่องมือและนวัตกรรมในพื้นที่ เช่น เครื่องตรวจวัดความเค็มในอาหาร (Salt Meter) เพื่อให้เห็นปริมาณโซเดียมจริงและปรับลดได้ง่ายขึ้น ขับเคลื่อนมาตรการด้านข้อมูลและทางเลือกของผู้บริโภคผ่าน ฉลากสัญลักษณ์ “ทางเลือกสุขภาพ” เพื่อให้เลือกซื้ออาหารที่เหมาะสม นอกจากนี้ ร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องขยายผลโครงการชุมชนลดเค็ม ให้ครอบคลุมทั่วประเทศ ทำโครงการปรับสูตรเมนูอาหารสุขภาพ ลดหวานมันเค็ม และ Street Food Good Health ร่วมกับกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ตลอดจนสนับสนุนองค์ความรู้และแนวทางอาหารลดเค็ม เช่น ตำรับอาหารลดเค็มและ SIAM Diet ควบคู่กับมาตรการในสถานศึกษาเพื่อจำกัดการเข้าถึงอาหารและเครื่องดื่มที่ไม่เอื้อต่อสุขภาพ ทั้งหมดนี้เป็นการทำงานบูรณาการเพื่อให้การลดเค็มเกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม ลดความเสี่ยงโรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจและหลอดเลือด และโรคไตเรื้อรังอย่างยั่งยืน

รศ.ดร.สิรินทร์ยา พูลเกิด นักวิจัยจากสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า การบริโภคอาหารแปรรูป เช่น บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ขนมถุงรสเค็ม อาหารหมักดอง และซอสปรุงรส เพียงหนึ่งมื้อหรือหนึ่งหน่วยบริโภค อาจทำให้ได้รับโซเดียมใกล้เคียงหรือเกินปริมาณที่แนะนำต่อมื้ออาหาร ซึ่งเราศึกษาพบว่า กลุ่มประชากรที่มีโรคไม่ติดต่อ หรือกลุ่มที่ยังไม่เป็นโรค มีพฤติกรรมบริโภคโซเดียมสูงในระดับน่ากังวล สะท้อนความจำเป็นในการปรับ “สภาพแวดล้อมทางอาหาร” ผ่านมาตรการเชิงระบบ เช่น การลดโซเดียมในผลิตภัณฑ์ การกำกับมาตรฐาน การติดฉลากที่เข้าใจง่าย และการเพิ่มทางเลือกอาหารโซเดียมต่ำ มากกว่าการมุ่งเปลี่ยนพฤติกรรมรายบุคคลเพียงอย่างเดียว
ผศ.ดร.พจนา หันจางสิทธิ์ นักวิจัยจากสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า มาตรการภาษีโซเดียมมีความสำคัญต่อการปกป้องสุขภาพเด็กและเยาวชน ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีพฤติกรรมบริโภคขนมขบเคี้ยวและอาหารสำเร็จรูปสูงอย่างต่อเนื่อง โดยผลการศึกษา เรื่องการคาดประมาณผลของการดำเนินมาตรการจัดเก็บภาษีตามปริมาณโซเดียม ปี 2567 จากสถาบันวิจัยประชากรและสังคม พบว่า หากดำเนินมาตรการภาษีโซเดียมในขนมขบเคี้ยวที่มีปริมาณโซเดียมสูง ควบคู่กับการกำหนดเกณฑ์ให้ผู้ผลิตปรับสูตรลดโซเดียมตามสัญลักษณ์โภชนาการ “ทางเลือกสุขภาพ” จะช่วยลดการบริโภคโซเดียมในเด็กและเยาวชนได้อย่างมีนัยสำคัญ และสามารถลดจำนวนผู้ป่วยความดันโลหิตสูงในภาพรวมได้กว่า 31,000 ราย จากกลุ่มขนมขบเคี้ยวเพียงอย่างเดียว จากปัจจุบันพบผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงกว่า 84,000 คน
นอกจากนี้ หากมีการจัดเก็บภาษีตามปริมาณโซเดียมใน 10 ปีแรก ประมาณการว่าจะป้องกันการเกิดโรคหลอดเลือดสมองได้ 54,000 คน ป้องกันการเสียชีวิต 5,000 คน ป้องกันคนป่วยโรคไตเรื้อรัง 51,000 คน ป้องกันการเสียชีวิต 2,500 คน และป้องกันการเกิดโรคหัวใจ 49,000 คน ป้องกันการเสียชีวิต 2,800 คน ขณะเดียวกัน คาดการณ์ภาครัฐประหยัดค่าใช้จ่ายในการรักษาโรคได้ถึง 3.1 พันล้านบาท
“แม้ความดันโลหิตสูงจะถูกมองว่าเป็นโรคของผู้ใหญ่ แต่ปัจจุบันพบแนวโน้มความดันโลหิตสูงและภาวะเสี่ยงในเด็กและเยาวชนเพิ่มขึ้น ซึ่งเชื่อมโยงกับพฤติกรรมการกินเค็มตั้งแต่วัยเด็ก หากไม่เริ่มป้องกันตั้งแต่วันนี้ เด็กกลุ่มนี้จะกลายเป็นผู้ที่มีภาวะความดันโลหิตสูง และเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นโรคไม่ติดต่อในอนาคต”

ผศ.ดร.ปภัศร ชัยวัฒน์ นักวิชาการจากศูนย์ศึกษานโยบายเพื่อการพัฒนา คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ผลการศึกษาความยืดหยุ่นของอุปสงค์ของอาหารที่มีโซเดียมสูงในตลาดประเทศไทย ปี 2568 พบว่า บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปและขนมขบเคี้ยวเป็นกลุ่มสินค้าที่ผู้บริโภคมีความอ่อนไหวต่อราคา เมื่อราคาสูงขึ้นจากมาตรการภาษี ผู้บริโภคมีแนวโน้มลดการบริโภคอย่างมีนัยสำคัญ จึงเป็นแรงจูงใจให้ผู้ผลิตปรับสูตรเพื่อลดภาระภาษี การออกแบบภาษีโซเดียมอย่างเหมาะสม จะช่วยลดการบริโภคเค็มโดยไม่สร้างภาระเกินจำเป็น และยังป้องกันการผลักภาระไปยังผู้บริโภคกลุ่มเปราะบางได้ เวทีเสวนาครั้งนี้มุ่งหวังให้เกิดข้อเสนอเชิงนโยบายที่ตั้งอยู่บนหลักฐานทางวิชาการ สนับสนุนการใช้มาตรการภาษีควบคู่กับมาตรการอื่น ๆ เช่น การปรับสูตรอาหาร การติดฉลาก และการสื่อสารสาธารณะ เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนสังคมไทยสู่การ “ลดเค็ม ลดโรค” อย่างยั่งยืน
ดร.มณีขวัญ จันทรศร ผอ.ส่วนนโยบายภาษีศุลกากร ย้ำว่า การจัดเก็บภาษีความเค็มนอกจากทำให้มีรายได้เพิ่มขึ้นแล้ว สิ่งสำคัญคือจะช่วยปรับพฤติกรรมการกินเค็มลดลงในระยะยาว ลดปัญหาโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง ประชาชนสุขภาพดีขึ้น ค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพก็ลดลงด้วย ทั้งนี้การเก็บภาษีโซเดียมจะเกิดได้ต้องดำเนินการดังนี้ 1.มีเกณฑ์สุขภาพที่ชัดเจน เหมาะสม มีฉลากอาหารที่อ่านง่าย เข้าใจง่าย 2.ออกแบบโครงสร้างภาษีแบบขั้นบันได เค็มมากเก็บมาก เค็มน้อย เก็บน้อย ส่วนเค็มตามเกณฑ์ที่ปลอดภัยก็ไม่เก็บภาษี 3.สื่อสารต้นทุนสุขภาพ 4.สร้างทางเลือกที่เข้าถึงได้สินค้าที่มีโซเดียมต่ำในราคา
ไม่แพง 5.สื่อสารว่ารายได้ที่เพิ่มจากภาษีตรงนี้ทำให้เกิดประโยชน์กับประเทศ งบทางด้านสาธารณสุขเพิ่มขึ้น 6. ติดตาม และรณรงค์ต่อเนื่อง ว่ามีผลิตภัณฑ์โซเดียมน้อยลดลงหรือไม่ คนสุขภาพดีหรือไม่ เพื่อนำมาปรับอัตราโครงสร้างภาษีต่อไป 7. ความร่วมมือของภาคีต่าง ๆ
ดร.สุชีรา บรรลือศิลป์ ผู้แทนองค์การอนามัยโลกประจำประเทศไทย กล่าวว่า ภาษีสุขภาพส่วนหนึ่งเพื่อปกป้อง ป้องกันโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง ซึ่งมีผลกระทบกับค่าใช้จ่ายสุขภาพบ้านเรา กว่า 50% ทั้งทางตรงคือค่ารักษา และทางอ้อมคือการสูญเสียผลิตภาพจากการไม่สามารถทำงาน หรือใช้ชีวิตปกติได้ ญาติพี่น้องต้องดูแล ยิ่งปัจจุบันสังคมผู้สูงวัยเยอะ คนเกิดน้อย โรคเอ็นซีดียิ่งมากขึ้น ดังนั้นประเทศจะทำอย่างไรให้อยู่ได้อย่างยั่งยืน ประชาชนสุขภาพดี “ภาษีสุขภาพ” จึงเข้ามามีบทบาทเพื่อลดผลเสียจากสินค้าที่กระทบสุขภาพ และการสูญเสียของประเทศ อย่าง “ภาษีน้ำตาล ไขมัน โซเดียมสูง” ปัจจุบันมีกว่า 40 ประเทศที่เริ่มพิจารณาเรื่องการเก็บภาษีอาหารที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพ
“ภาษีสินค้าที่มีผลกระทบกับสุขภาพนั้นถือเป็นมาตรการที่มีประสิทธิภาพมากสุดในการลดปัจจัยเสี่ยง รวมถึงภาษีหวาน คุ้มค่าที่ประเทศจะดำเนินการจัดการกับโรคไม่ติดต่อ และเป็นเทรนด์ที่กำลังมา ซึ่งธนาคารโลกก็ยืนยันโดยมีการศึกษาว่า เก็บภาษีสินค้าที่กระทบกับสุขภาพจะเป็นทางเลือกหนึ่งที่ทำให้เกิดความยั่งยืนของระบบการเงินการคลังของประเทศนั้น ๆ ขณะที่องค์การอนามัยโลกก็มีพาร์ตเนอร์เพิ่มมากขึ้นในการใช้เครื่องมือทางภาษีสร้างรายได้ของภาครัฐ และลดการบริโภคสินค้าที่เป็นอันตรายกับสุขภาพ” ดร.สุชีรา ระบุ
น.ส.รัชฎา วานิชกร ผอ.สำนักแผนภาษี กรมสรรพสามิต กล่าวว่า ภาษีบาปจากเหล้า บุหรี่เราเน้นว่าไม่อยากให้บริโภค จึงต้องเก็บภาษีแรง ส่วนเก็บ “ภาษีน้ำตาล” แตกต่างกัน เพราะต้องการจูงใจให้กินพอเหมาะ ไม่กินเยอะจนก่อโรค ซึ่งการเปลี่ยนพฤติกรรมการกินก็ต้องใช้เวลา ไม่ใช่บังคับเปลี่ยนโดยการเก็บภาษีสูงมาก ดังนั้นการออกแบบนโยบายจึงต้องคุยกันให้ 2 ฝ่ายยินยอมพร้อมใจในการปรับรสนิยมการบริโภค และเมื่อพูดถึง “ภาษีโซเดียม” ก็เช่นเดียวกัน ต้องค่อย ๆ เป็นค่อย ๆ ไป เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาราคาสูงแล้วทำให้คนหันไปใช้ของเถื่อน ไม่เช่นนั้นสรรพสามิตก็จะต้องมีอีกบทบาทที่มากขึ้นคือการเฝ้าระวังและปราบสินค้าเถื่อน.



