ขณะเดียวกันก็เป็นการเปิดโปง เป็นการชี้ให้เห็นถึง “ศักยภาพ” ของผู้ที่เกี่ยวข้อง เพราะ…อย่าลืมว่า กองทุนประกันสังคม นั้นคือชีวิต คืออนาคต ของผู้ประกันตนกว่า 24 ล้านคน
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง… ท่ามกลางสถานการณ์ที่ค่าครองชีพ ยังแพงขึ้นอย่างต่อเนื่อง รายได้ที่ได้รับเข้ามาในแต่ละวัน แต่ละเดือนของผู้ประกันตน ก็โตไม่เท่าทันกับเงินเฟ้อ จึงทำให้คนทำงานเหล่านี้ต่างไม่มั่นใจว่า… สุดท้ายแล้ว! ในบั้นปลายของชีวิต จะยังมีหลักประกันเพื่อยังชีพอยู่หรือไม่? ทั้ง ๆ ที่ยอมกระเบียดกระเสียนเจียดรายได้แต่ละเดือนมากถึง 750 บาทเพื่อนำเงินส่งเข้ากองทุนประกันสังคม ฯ ทุกเดือน โดยมุ่งหวังว่าจะได้รับสิทธิประโยชน์ ใน 7 กรณี ทั้งเจ็บป่วย คลอดบุตร ทุพพลภาพ ตาย ว่างงาน สงเคราะห์บุตร และชราภาพ ที่สำคัญ พอเริ่มต้นปี 69 ยังต้องเพิ่มเงินนำส่งเป็นเดือนละ 875 บาท เพื่อรับสิทธิประโยชน์ในกรณีต่าง ๆ เพิ่มขึ้นตามฐานเงินเดือนที่แท้จริง
ในเมื่อมนุษย์เงินเดือน ผู้ใช้แรงงาน ที่เป็นผู้ประกันตน ต้องถูกหักเงินนำส่งให้กับกองทุนประกันสังคม เพิ่มมากขึ้น ท่ามกลางกระแสการบริหารงานของกองทุนฯ ที่เต็มไปด้วยความสงสัย ว่าเป็นไปอย่างซื้อสัตย์สุจริตหรือไม่ โดยเฉพาะการนำเงินของผู้ประกันตนไปลงทุนในสินทรัพย์ต่าง ๆ รวมไปถึงการนำเงินไปใช้จ่ายที่เกินเลย เมื่อเทียบกับผลประโยชน์ที่ผู้ประกันตนควรได้รับ
ด้วยเหตุนี้… “ทีมเศรษฐกิจ เดลินิวส์” จึงขอนำเสนอข้อคิดเห็น ความรู้สึก ของบรรดาผู้ประกันตน นักวิชาการ กูรู ต่างๆ เพื่อสะท้อนมุมมอง ให้ผู้ที่เกี่ยวข้องรวมถึงการเรียกร้องให้รัฐบาลชุดใหม่ เข้ามาดำเนินการในทางใดทางหนึ่ง โดยเฉพาะ “การปฎิรูป” กองทุนฯ เพื่อให้ผู้ประกันตนเหล่านี้มั่นใจได้ว่า “หลักประกัน” ในอนาคต ยังคงมีอยู่อย่างมั่นคง
สิทธิประโยชน์ต้องสะสมได้
เริ่มจากผู้ประกันตนตัวจริงเสียงจัง ตามมาตรา 33 อย่าง “จุฑามาศ ควรคนอง” พนักงานเอกชน ที่เป็นตัวแทนของคนรุ่นใหม่ บอกว่า ตัวเองเรียนจบมา ก็เข้าทำงานเป็นพนักงานบริษัท และเป็นสมาชิกประกันสังคมมาประมาณ 5 ปี โดยเริ่มส่งเงินสมทบตั้งแต่เรียนจบ แต่แม้ส่งเงินสมทบทุกเดือน แต่กลับไม่ค่อยได้ใช้สิทธิเท่าใดนัก ทั้งการรักษาพยาบาล หรือการบริการอื่น ซึ่งสิทธิประโยชน์ของการเป็นสมาชิกของกองทุนประกันสังคม ที่รู้จัก เช่น ค่าทำฟัน 900 บาทต่อปี ก็ไม่เคยใช้ แต่เคยใช้สิทธิรักษาพยาบาลครั้งหนึ่ง และรู้สึกว่าคุณภาพของยาที่ได้รับจากสถานพยาบาล ที่ใช้สิทธิ ไม่มีคุณภาพมากนัก จึงไม่ได้เข้าไปใช้บริการอีก แต่มีความเห็นว่าหากใครไม่ได้ใช้สิทธิส่วนนี้ควรถูกเก็บสะสมไว้ได้ หรือนำไปใช้ในรูปแบบอื่นได้ แทนการปล่อยให้หายไปเฉย ๆ และถูกตัดสิทธิทุกปี
“ทุกวันนี้ เมื่อมีอาการเจ็บป่วย มักเลือกจ่ายเงินค่ารักษาเองมากกว่าการใช้สิทธิประกันสังคม เนื่องจากมีความรู้สึกว่าการจ่ายเงินเองจะได้รับยาที่ดีกว่าและไม่ต้องเผชิญกับปัญหาการรอคิวนาน ซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญสำหรับคนป่วย”
“จุฑามาศ” ได้แสดงความคาดหวังไว้ด้วยว่า ในเรื่องของเงินออมและการใช้ชีวิตหลังเกษียณนั้น โดยส่วนตัวแล้ว แม้เป็นผู้ส่งเงินสมทบมาสักพัก แต่ยอมรับว่ายังไม่ทราบรายละเอียดที่ชัดเจนว่า ตัวเองมีสิทธิ์ได้รับเงินเกษียณจำนวนเท่าใด หรือสามารถเข้าไปตรวจสอบข้อมูลเหล่านี้ได้อย่างไร อย่างไรก็ตาม มีความคาดหวังว่าหลังส่งเงินสมทบทุกเดือนจนถึงอายุ 60 ปีแล้วจะมีเป็นเงินสำรองไว้ใช้ในอนาคตเพียงพอเป็นการเก็บสะสมเพื่อความมั่นคงในยามที่ไม่ได้ทำงานแล้ว ขณะเดียวกันยังต้องการ นอกจากนี้ ต้องการให้กองทุนฯ เพิ่มสวัสดิการให้มากขึ้นกว่านี้ เช่น เพิ่มวงเงินค่าทำฟันจากเดิม 900 บาทต่อปี เนื่องจากในปัจจุบันวงเงินนี้ใช้ไม่นานก็หมด หรือคุณภาพการบริการและตัวยา โดยส่วนตัวมีความยินดีที่จ่ายเงินสมทบเพิ่มขึ้นหากระบบสามารถปรับปรุงให้มีตัวยาที่มีประสิทธิภาพดีขึ้น มีบริการที่รวดเร็ว และมีความมั่นคงมากกว่าเดิม
เพิ่มสิทธิ-เลิกฟุ่มเฟือย
ส่วนกรณีมีกระแสข่าวเชิงลบเกี่ยวกับการบริหารจัดการเงินของกองทุนประกันสังคม นั้น มองว่า… ส่งผลกระทบต่อความรู้สึกของผู้ประกันตน เนื่องจากทุกคนยอมจ่ายเงินส่วนนี้ไปเพื่อหวังได้รับสิ่งที่ดีตอบแทนกลับมา โดยมีข้อเสนอแนะในการปรับปรุงการบริหารจัดการ ได้แก่ ความสมเหตุสมผลในการใช้จ่ายงบประมาณ โดยกองทุนฯควรใช้อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ควรนำเงินไปใช้อย่างฟุ่มเฟือย เช่น การเดินทางไปต่างประเทศที่ดูหรูหราเกินความจำเป็น ขณะเดียวกันควรลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็นเพื่อให้มั่นใจว่า จะมีเงินเพียงพอสำหรับดูแลผู้ประกันตนในอนาคตหลังเกษียณ ตลอดจนคาดหวังว่าผู้บริหารควรมีการปรับปรุงแนวคิดให้มีความทันสมัยและมองการณ์ไกลเพื่อพัฒนาสวัสดิการให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อผู้ประกันตนอย่างแท้จริง
ใช้เทคโนโลยีช่วยบริหาร
ขณะที่ “ธนาวัฒน์ มาลาบุปผา” ซีอีโอ และ ผู้ร่วมก่อตั้ง ไพรซ์ซ่า และ ที่ปรึกษาและนายกกิตติมศักดิ์สมาคมผู้ประกอบการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ไทย (THECA) มองว่า ในมุมมองของคนสายเทคโนโลยีแล้ว สามารถนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วย ในการให้บริการผู้ประกันตน และ การบริหารกองทุนฯให้มีประสิทธิภาพได้ ทั้งการนำเทคโนโลยีมาช่วยพัฒนาดิจิทัลแพลตฟอร์ม ของ ประกันสังคม เพื่อให้ผู้ประกันตนเข้าให้ใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งจะช่วยให้ผู้ประกันตนไม่ต้องเดินทางไปติดต่อ และยื่นเอกสารต่างๆ ที่สำนักงานประกันสังคม ทำให้ประหยัดเวลา และค่าเดินทางได้ เพราะเป็นขั้นตอนที่ไม่เสียเวลาใด ๆ ทั้งเจ้าหน้าที่และผู้ประกันตน เพียงแค่พัฒนาแพลตฟอร์มให้มีข้อมูล หรือดาต้า ที่ใช้งานได้ง่าย เหมือนกับแอปพลิเคชั่น “เป๋าตัง”ที่ทุกคนคุ้นเคยและใช้เป็น หากพัฒนาให้ดีจะช่วยลดขั้นตอนได้มาก
ส่วนเรื่องการบริหารกองทุน พอร์ตการลงทุน ที่นำเงินของผู้ประกันตนไปลงทุนนั้น จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องมีข้อมูลที่โปร่งใส สามารถตรวจสอบได้ โดยเฉพาะผู้บริหารกองทุน ที่ต้องโปร่งใสให้มากเช่นเดียวกับบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ที่ต้องมีการเปิดเผยข้อมูลอย่างชัดเจนว่าได้กระจายการลงทุนอย่างไร สัดส่วนเท่าใด ลงทุนอะไร ที่ไหน เป็นต้น ซึ่งการบริหารพอร์ต ลงทุน หรือการประเมินความเสี่ยงต่าง ๆ นั้น ก็สามารถนำเทคโนโลยีมาช่วย เนื่องจากปัจจุบันมี Robo Advisor หรือ บริการวางแผนและบริหารการลงทุนแบบดิจิทัลอัตโนมัติ โดยใช้ เอไอ และอัลกอริทึม แทนที่ปรึกษามนุษย์ มาใช้ช่วยบริหารการจัดการ ที่จะช่วยลดต้นทุน ได้เป็นอย่างดีไม่ต้องไปจ้างคนมาคอยนั่งมอนิเตอร์ และทำให้การบริหารมีประสิทธิภาพมากขึ้นได้
ออกจากระบบราชการ
“ในความเห็นส่วนตัวแล้ว หากเป็นไปได้ กองทุนประกันสังคม ควรออกจากระบบราชการ หรือ ให้เป็นองค์กรอิสระ และควรนำผู้ที่มีความเชี่ยวชาญในการจัดการการลงทุนเข้าไปบริหารจัดการ เพื่อให้เกิดความโปร่งใสที่สุด ตรวจสอบได้ และเป็นอิสระ ซึ่งน่าจะเป็นผลดีกับทุกฝ่าย รวมถึงเงินของผู้ประกันตนทุกคนด้วย”

ต้องใช้มืออาชีพบริหาร
ด้านผู้บริหารแบงก์ อย่าง “ดร.นงนุช ตันติสันติวงศ์” ผู้อำนวยการอาวุโส ผู้บริหารกลุ่มงาน เอ็นเตอร์ไพรซ์ ริสก์ แอนด์อินฟราสตรัคเจอร์ สายงานบริหารความเสี่ยง ธนาคารซีไอเอ็มบีไทย มองว่า กองทุนประกันสังคมแตกต่างจากกองทุนทั่วไป ตรงที่ คุณสมบัติ “การประกัน” เช่น ประกันสังคม มีการจ่ายเงินเอาประกันให้แก่ลูกจ้างที่ส่งเบี้ยประกันหากมีการเลิกจ้างและเหตุอื่นที่เกี่ยวกับจ้างงาน คล้ายกับประกันแบบสะสมทรัพย์ คือ จ่ายเบี้ยไปเรื่อย ๆ จนเกษียณ และได้รับเงินคืนหลังเกษียณ แต่ที่ต่าง คือ ระหว่างทางสามารถเบิกใช้สิทธิรักษาพยาบาล สิทธิการว่างงาน ตามที่สัญญาประกันระบุไว้
เงินกองทุนหลักล้านๆ บาทแบบนี้ โดยปกติต้องอาศัยมืออาชีพอันดับต้น ๆ ไม่ใช่มือสมัครเล่น และยังต้องมีทีมบริหารความเสี่ยงที่มีทักษะและความรู้ในการวิเคราะห์ความเสี่ยงเชิงปริมาณ ไม่ว่าจะเป็นด้านตลาด ราคา อัตราแลกเปลี่ยน สภาพคล่อง รวมไปถึงความเสี่ยงด้านการลงทุน เพราะฉะนั้นบอร์ดกองทุนประกันสังคมจำเป็นต้องเป็นผู้ที่มีคุณสมบัติเป็นนักลงทุนหรือนักบริหารความเสี่ยงที่เชี่ยวชาญ ไม่ใช่แค่ใครก็ได้ที่เป็นตัวแทนจาก 3 ฝ่ายของผู้สมทบกองทุน เพราะเงินของกองทุน คือ เงินสะสมของลูกจ้าง และช่วยลดค่าใช้จ่ายของนายจ้างและรัฐในการช่วยเหลือลูกจ้าง
“เพื่อความชัดเจน ไม่ได้สนับสนุนให้กองทุนประกันสังคมเป็นอิสระ แต่ก็ไม่อยากให้เป็นหน่วยงานหนึ่งของกระทรวงใดกระทรวงหนึ่ง อยากให้เป็นหน่วยงานแยกจากกระทรวงที่บริหารร่วมกัน 3 ฝ่าย ด้วยผู้บริหารมืออาชีพที่มีประสบการณ์ ความรู้ ความชำนาญที่เหมาะสมสำหรับหน่วยงานที่บริหารกองทุนขนาดใหญ่”
โดยส่วนตัวอยากให้มีการคนจากภายนอกมาบริหารการลงทุน และมีบอร์ดการลงทุนที่มีคณะกรรมการที่เชี่ยวชาญด้านการลงทุนและการบริหารความเสี่ยง เพื่อให้กองทุนเติบโตด้วยผลตอบแทนที่ไม่ต่ำไปกว่าค่าเฉลี่ยในตลาด หากกองทุนมีกำไรเพียงพอจะสามารถนำกำไรที่เกิดขึ้นมาจ่ายให้กับเจ้าของเงินตามสิทธิประโยชน์อันพึงได้รับได้อย่างเพียงพอ เช่น ค่าชดเชยการว่างงาน การเจ็บป่วย เงินหลังเกษียณ เป็นต้น จึงจะสอดคล้องกับความเป็น “เซฟตี้ เน็ต” ของกองทุน
แยกการบริหารให้ชัด
“การบริหารการลงทุน การบริหารงบ การบริหารสภาพคล่องและความเสี่ยง ควรแยกให้ชัด มีบอร์ดหรือคณะกรรมการแยกที่เหมาะสม ไม่ใช่แต่จะเอาบอร์ดที่มีสมาชิกให้ครบ 3 ฝ่าย อีกอย่างคือ คณะกรรมการจากแต่ละฝ่าย ขอให้มีการคัดสรรผู้ที่เหมาะสมกับหน้าที่ มีความรู้ความเชี่ยวชาญที่พิสูจน์ได้ มีประสบการณ์ที่เกี่ยวข้อง ไม่ใช่ใครก็ได้ เพราะเงินกองทุนนี้ใหญ่มาก หากเกิดความเสียหายขึ้นก็จะใหญ่มากเช่นกัน”
รัฐ-เอกชนต้องถ่วงดุล
ส่วนผู้ประกอบธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับเอสเอ็มอีโดยตรง “แสงชัย ธีรกุลวาณิช” ประธานยุทธศาสตร์สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย มองว่า เวลานี้ บอร์ดกองทุนประกันสังคม ดูแลผู้ประกันตนกว่า 24.8 ล้านคน แยกเป็น และดูการลงทุนกว่า 2.859 ล้านล้านบาท ควรมาจากภาครัฐ และเอกชนที่มีความเชี่ยวชาญ เป็นมืออาชีพผสมผสานกัน เพื่อถ่วงดุล ให้เกิดความโปร่งใสมากที่สุด
ทั้งนี้ยุทธศาสตร์และกลยุทธ์เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตผู้ประกันตน นั้น จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องสร้างความแตกต่างกับระบบประกันสุขภาพอื่นอย่างสร้างสรรค์ และมีคุณค่าต่อผู้ประกันตนอย่างแท้จริง ส่งเสริมการจ้างงานและสวัสดิการที่เหมาะสมของผู้ประกอบการและช่วยภาครัฐในการลดปัญหาทางเศรษฐกิจและสังคม ขณะที่สถานการณ์สังคมสูงวัยของประเทศไทยกำลังเผชิญความท้าทายกับโครงสร้างประชากรอัตราการเกิดต่ำ อัตราการตายน้อย
ทั้งนี้สภาวะสังคมไทยที่ “ชราไปยังจน ชราจนหนี้ท่วมท้นจนแก่ตาย” หากภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่เร่งแก้ไข ป้องกันปัญหาจะเกิดเป็นระเบิดเวลาดังเช่น สหรัฐอเมริกา ฝรั่งเศส เป็นต้น เริ่มต้นลีนก่อนสายและเพิ่มผลิตภาพ คุณภาพ สปีดก่อนเกินแก้ อีกทั้งการถอดบทเรียนประกันสังคมและระบบบำนาญของประเทศชั้นนำ เช่น เนเธอแลนด์ ไอซ์แลนด์ เดนมาร์ค สิงคโปร์ อิสราเอลที่เข้มแข็งในโลกจะเป็นการหาความแตกต่าง แนวทางการยกระดับมาตรฐานและสร้างปัจจัย ตัวชี้วัดที่จะทำให้ดีขึ้นกว่าเดิมดังนี้
ใช้ดิจิทัลบอคเชนตรวจสอบ
ด้านการลงทุนของกองทุนประกันสังคม ปี 68 มูลค่าประมาณ 2.859 ล้านล้านบาท ผลตอบแทน 6.1% ต้องสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ประกันตน ผู้ประกอบการและภาคประชาชนในการบริหารจัดการที่โปร่งใสอย่างมีธรรมาภิบาล มีประสิทธิภาพ ประสิทธิผลและสามารถตรวจสอบได้ ซึ่งอาจนำ “ดิจิทัล บล็อกเชน” เข้ามาใช้ในกระบวนการบริหารจัดการการลงทุนและรายงานรายการการซื้อ-ขาย ผลตอบแทนการลงทุนด้วยแดชบอร์ด แบบเรียล ไทม์ ทุกรายการ การเผยแพร่กลยุทธ์การลงทุนและเหตุผลเพื่อให้ผู้มีส่วนได้เสียรับรู้และมีส่วนร่วมในการลงทุน การประเมินและพยากรณ์ฉากทัศน์การเงินของกองทุนในอนาคตที่เพียงพอสร้างความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืนให้ผู้ประกันตน “เพื่อเปลี่ยนความลึกลับลวงพรางให้เป็นความรักและศรัทธาในประกันสังคม”
ควรใช้มืออาชีพบริหาร
เช่นเดียวกับ “ประเสริฐ แต่ดุลยสาธิต” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายงานธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ บมจ. อนันดา ดีเวลลอปเม้นท์ มองว่า กองทุนประกันสังคมถือเป็นนิติบุคคลที่มีขนาดใหญ่มาก โดยมีมูลค่าทรัพย์สินสูงถึง 2.8 ล้านล้านบาท ซึ่งมีขนาดเทียบเท่ากับธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ นอกจากนี้ยังมีกระแสเงินสดรับเพิ่มเข้ามาในกองทุนปีละหลายหมื่นล้านบาทอย่างต่อเนื่อง ด้วยขนาดสินทรัพย์ที่มหาศาลเช่นนี้ ไม่ควรบริหารจัดการโดยใช้ระบบราชการ เนื่องจากขาดประสบการณ์และความคล่องตัวในการบริหารทรัพย์สินระดับล้านล้าน
ฉะนั้น… ควรมีการปรับปรุงโครงสร้างองค์กรให้มีความเป็นมืออาชีพมากขึ้น โดยนำกองทุนออกจากการกำกับดูแลของระบบราชการโดยตรง และเปลี่ยนไปใช้โครงสร้างการบริหารแบบมืออาชีพ เช่นเดียวกับกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) หรือมีลักษณะคล้ายคลึงกับธนาคารแห่งประเทศไทยหรือแบงก์ชาติ และหน่วยงานราชการควรปรับบทบาทจากการเป็นผู้บริหารโดยตรง มาเป็นเพียงกรรมการบางส่วนเพื่อคอยให้ความเห็นด้านสวัสดิการและสังคมเท่านั้น เพราะข้าราชการระดับสูงบางส่วนอาจขาดความรู้ความเข้าใจในหลักการบริหารจัดการกองทุน (ซึ่งเป็นคนละสายงานกับการทำงานราชการปกติ)
“กองทุนประกันสังคมกำลังเผชิญกับวิกฤตสังคมผู้สูงอายุ ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อเสถียรภาพทางการเงินซึ่งในอนาคตจำนวนผู้รับสวัสดิการจะมีมากกว่าผู้จ่ายเงินสมทบ กองทุนจึงจำเป็นต้องมีผู้เชี่ยวชาญที่มีความสามารถในการสร้างผลตอบแทนระยะยาวที่ชนะตลาด เพื่อให้เพียงพอต่อการดูแลคนหลังเกษียณที่มีจำนวนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ”
อย่างไรก็ตาม หากปัญหาเหล่านี้ไม่ได้รับการแก้ไข ความเสี่ยงที่ใหญ่ที่สุดคือ การล่มสลายของความเชื่อมั่น จากสมาชิกกว่า20 ล้านคน และหากสมาชิกขาดความมั่นใจในระบบกองทุน อาจนำไปสู่การต่อต้านมหาศาลที่รัฐบาลจะไม่สามารถควบคุมได้ ซึ่งมีลักษณะความเสี่ยงคล้ายกับการที่ธนาคารโดนแห่ถอนเงิน จนล้มละลาย สำคัญการบริหารจัดการต้องมีความโปร่งใสและอธิบายได้ในทุกขั้นตอน ไม่ใช่อ้างว่าทำตามระเบียบราชการ แต่ต้องมีความเหมาะสมในเชิงการเงินและธุรกิจด้วย
เหล่านี้… เป็นเพียงข้อคิดเห็น ข้อเสนอแนะ เพื่อให้กองทุนประกันสังคมมีความมั่นคงในระยะยาวและสามารถเป็นหลักประกันให้กับผู้ประกันตนได้อย่างยั่งยืน แต่!! จะเป็นไปได้มากน้อยเพียงใด ก็ต้องรอดูฝีมือของรัฐบาลชุดใหม่ที่จะ “กล้าปฎิรูป” กองทุนฯ แห่งความหวังของผู้ประกันตนนี้ได้แค่ไหน?.
ทีมเศรษฐกิจ



