ทบทวนแผนแม่บทและปรับปรุงเนื้องานเสร็จสิ้นแล้ว สำหรับ 2 โครงการขนาดใหญ่ในโหมดอากาศ การพัฒนาท่าอากาศยานสุวรรณภูมิและท่าอากาศยานดอนเมือง ระยะ(เฟส) 3 วงเงินลงทุน กว่า 2.6 แสนล้านบาท พร้อมขับเคลื่อนการพัฒนาโครงการในปี 2569


นส.ปวีณา จริยฐิติพงศ์ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. (AOT) บอกว่า แผนแม่บทการพัฒนาท่าอากาศยานสุวรรณภูมิเฟส 3 วงเงินลงทุน 2 แสนล้านบาท เพิ่มพื้นที่ใช้สอยจากประมาณ 5 แสนตารางเมตร (ตร.ม.) เป็น 1.5 ล้านตร.ม. รองรับผู้โดยสาร 120 ล้านคนต่อปี
พร้อมเป็นศูนย์กลาง(ฮับ)การบินของภูมิภาค (และติดอันดับ 1 ใน 20 ของสนามบินที่ดีที่สุดในโลกปี 2572 ตามเป้าหมาย โดยเมื่อปี 2568 ติดอันดับที่ 39 จากการสำรวจของ Skytrax


แผนลงทุนใช้กรอบเวลา 12 ปี แบ่งเป็น 3 เฟส ให้สอดคล้องกับกระแสเงินสด และความต้องการใช้งานจริง เริ่มจากเฟสแรก โครงการก่อสร้างอาคารผู้โดยสารส่วนต่อขยายด้านตะวันออก (East Expansion) วงเงิน 1.2 หมื่นล้านบาท ได้นำเสนอกระทรวงคมนาคม นำเสนอคณะรัฐมนตรี(ครม.) รักษาการทบทวนมติครม.เดิมปี 2559 ที่อนุมัติวงเงิน 9 พันล้านบาท
เนื่องจากได้ขยายพื้นที่เป็น 8,800 ตารางเมตร (ตรม.) จากเดิม 6,000 ตร.ม. คาดว่าไม่มีปัญหาเนื่องจากเป็นโครงการเดิม ไม่ใช่โครงการใหม่ และอยู่ในกรอบวงเงินเดิมของแผนแม่บทฯ หากได้รับความเห็นชอบจะเริ่มประมูลได้ภายในเดือนมี.ค. รองรับผู้โดยสารจาก60- 62 ล้านคนต่อปี เป็น 70 ล้านคนต่อปี


เฟส 2 โครงการอาคารผู้โดยสารด้านทิศใต้ (South Terminal) พื้นที่ประมาณ 4 แสนตร.ม. หลุมจอดประชิดอาคาร และเฟส 3 การก่อสร้างทางวิ่ง (รันเวย์) ที่ 4 เพิ่มศักยภาพรองรับเที่ยวบินจาก 94 เที่ยวบินต่อชม.เป็น 120 เที่ยวบินต่อชม. ตัดอาคารเทียบเครื่องบินรองหลังที่2 (SAT-2) ออก เนื่องจากรวมพื้นที่เป็นอาคารผู้โดยสารด้านทิศใต้ และยังคงใช้รถไฟฟ้าไร้คนขับ APM เป็นตัวเชื่อมการเดินทางระหว่างอาคารผู้โดยสารหลังปัจจุบัน อาคาร SAT-1 เป็นต้น เฟส2-3 ต้องรอนำเสนอครม.ชุดใหม่อนุมัติโครงการ
ส่วนแผนพัฒนาท่าอากาศยานดอนเมือง เฟส3 วงเงิน 36,829 ล้านบาท มีการปรับปรุงเนื้องานและเพิ่มงบลงทุนเป็นประมาณ 6 หมื่นล้านบาท เพื่อรองรับผู้โดยสารจาก30 ล้านคนต่อปี เป็น 40-50 ล้านคนต่อปี แบ่งเป็น ผู้โดยสารภายในประเทศ 27 ล้านคนต่อปี และระหว่างประเทศ 23 ล้านคนต่อปี


ได้ปรับแบบพัฒนาเป็นจุดเชื่อมต่อการเดินทางทางอากาศกับระบบขนส่งมวลชนอื่นๆ ด้วย อาทิ รถไฟฟ้าสายสีแดง และบัสสเตชั่น ประกอบกับวงเงินเดิมออกแบบมานานกว่า 8 ปี ค่าวัสดุก่อสร้างเพิ่มขึ้นตามกลไกราคา ต้องรอนำเสนอครม.ชุดใหม่ พิจารณาเช่นกัน เพื่อเพิ่มศักยภาพเป็นฮับการบินทั้งภายในประเทศเต็มรูปแบบและฮับสายการบินต้นทุนต่ำระหว่างประเทศ
สำหรับเนื้องานหลักๆ อาทิ ทุบอาคารภายในประเทศหลังเก่าอายุ40ปี ที่ปิดใช้งาน สร้างเป็นอาคารผู้โดยสารหลังที่ 3 เป็นอาคารผู้โดยสารระหว่างประเทศหลังใหม่ ปรับปรุงอาคารผู้โดยสาร หลังที่ 1 (ระหว่างประเทศ) รวมพื้นที่เข้ากับอาคารผู้โดยสารหลังที่ 2 (ภายในประเทศ) เป็นอาคารผู้โดยสารภายในประเทศ 4 แสนตร.ม. สร้างอาคารที่จอดรถยนต์ รองรับได้เพิ่มขึ้นอีก 4 พันคัน จากเดิม 2 พันคัน เป็นต้น


นอกจากนี้จะเดินหน้าโครงการก่อสร้างท่าอากาศยานใหม่ 2 แห่ง สนามบินอันดามัน ต.โคกกลอย อ.ตะกั่วทุ่ง จ.พังงา และท่าอากาศยานล้านนา อ.บ้านธิ จ.ลำพูน ด้วยพื้นที่ก่อสร้าง 5-6 พันไร่ ศึกษาความเป็นไปได้ และความคุ้มค่าในการลงทุนเสร็จเรียบร้อยแล้ว งบประมาณก่อสร้างแห่งละประมาณ 8 หมื่นล้านบาท เพื่อแบ่งเบาผู้โดยสารท่าอากาศยานภูเก็ต และท่าอากาศยานเชียงใหม่ ปีนี้จะเข้าสู่ขั้นตอนการจ้างที่ปรึกษาออกแบบรายละเอียดและจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ใช้เวลาประมาณ 1-2 ปี รายละเอียดและแผนงานที่ชัดเจนต้องรอผลการศึกษาออกแบบก่อน
จะเร่งผลักดันการขยายโครงสร้างพื้นฐานให้ได้ตามแผนงาน เพื่อเพิ่มขีดความสามารถรองรับผู้โดยสาร มุ่งสู่การเป็นศูนย์กลางการบิน อันจะนำมาซึ่งรายได้ และสร้างความยั่งยืนให้กับวงการการบินต่อไป


นส.ปวีณา บอกด้วยว่า ช่วง 4 ปีที่ดำรงตำแหน่ง จะมุ่งมั่นทำให้ ทอท. กลับมาเป็นบริษัทที่ได้รับความเชื่อมั่นจากนักลงทุน และผู้โดยสาร ลบภาพความเชื่องช้า ปรับภาพลักษณ์การทำงานใหม่ อยากให้การทำงานของพนักงานทุกคน มีความใส่ใจ และรวดเร็วมากขึ้น ที่ผ่านมาการทำงานออกเป็นแนวรัฐ ทั้งที่สามารถทำได้เร็วกว่านี้ ทอท. อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ ควรสมาร์ท ทันสมัย มีชีวิตชีวา กระฉับกระเฉง ควบคู่กับการมีธรรมาภิบาล โปร่งใส และตรวจสอบได้

แผนพัฒนาถูกพูดถึงมานานแล้ว ฉบับล่าสุดของผู้นำหญิงคนแรกของทอท.จะสามารถแปลงแผนงานสู่การปฎิบัติ… Action Plan….ลงมือก่อสร้างได้จริงๆหรือไม่…. ต้องติดตาม
นายสปีด
……………………………………………….
นายสปีด
***ห้ามคัดลอกเนื้อหาและภาพในบทความนำไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต



