ท่ามกลางความตึงเครียดของชายแดนในวันที่เสียงปืนใหญ่ยังดังเป็นระยะ มีร้านปะยางเล็กๆ แห่งหนึ่งที่ไม่ปิด ไม่หนี และไม่ทิ้งพื้นที่

ร้านนั้นชื่อ “กาบเชิงยางยนต์” และเจ้าของร้านคือชายวัย 36 ปี ผู้เลือกจะอพยพครอบครัวไปยังที่ปลอดภัย แต่ตัวเองกลับย้อนกลับมา นอนเฝ้าร้านอยู่คนเดียว เพื่อรอ “ช่วยคนอื่น”

เขารู้ดีว่าเสี่ยง รู้ดีว่ากระสุนปืนใหญ่ไม่ได้เลือกเป้า แต่เขาก็รู้ดีเช่นกันว่า หากแนวหน้าต้องรบ ยางรถที่รั่วเพียงเส้นเดียว อาจหมายถึงภารกิจที่ชะงัก หรือชีวิตที่ตกอยู่ในอันตราย

เมื่อได้ยินเสียงปืน เขาไม่มีกำแพงหลบภัย มีเพียงร่องน้ำข้างร้าน ที่ใช้เป็นที่กำบังชั่วคราว รอให้เสียงระเบิดเงียบลง แล้วกลับมานั่งเฝ้าร้านต่อ เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

รถทหาร รถ ชรบ. รถพยาบาล รถกู้ชีพ คันไหนเข้ามา เขาปะให้ฟรีทั้งหมด ไม่ถาม ไม่คิดเงิน

บางคันพอซ่อมได้ก็ซ่อม บางคันต้องเปลี่ยนยางก็เปลี่ยนให้ เพราะเขาคิดแค่อย่างเดียวว่า “แค่เขาได้ไปทำหน้าที่ต่อ ก็พอแล้ว”

เขาบอกว่า ทหารแนวหน้าหนักกว่าเขามาก เสียงปืนที่เขาได้ยิน ยังไม่เท่ากับสิ่งที่ทหารต้องเผชิญ ถ้าเขาช่วยแบ่งเบาได้เพียงนิดเดียว เขาก็เต็มใจทำ

ไม่ใช่เพราะอยากได้คำชม ไม่ใช่เพราะอยากเป็นข่าว แต่เพราะหัวใจมันบอกว่า ควรทำ

ในร้านปะยางแห่งนี้ ยังมีตะปูเรือใบล้มลุก ที่ถูกเก็บออกมาจากยางรถทหาร เหล็กขึ้นสนิม บอกให้รู้ว่ามันถูกวางไว้เนิ่นนาน เพื่อสกัดกั้นใครบางคน

แต่น่าแปลกของแหลมคมเหล่านั้น กลับยิ่งสะท้อนให้เห็นความแหลมคมของ “น้ำใจ” คนไทย ที่ไม่ยอมให้ความกลัวมาหยุดความดี

เขาไม่อยากให้มีการปะทะ ไม่อยากให้ใครต้องสูญเสีย และดีใจทุกครั้งที่พื้นที่ของประเทศ ยังคงได้รับการปกป้อง

สิ่งที่เขาทำอาจไม่ปรากฏในแผนที่ยุทธการ แต่อยู่ในหัวใจของทหารทุกนาย ที่เคยจอดรถหน้าร้านเล็กๆ แห่งนี้

บางครั้งการปกป้องประเทศ ไม่ได้เริ่มจากปืนในมือ แต่อาจเริ่มจากประแจปะยาง กับหัวใจที่ไม่เคยคิดจะถอย.
……………………………………….
คอลัมน์ “เรื่องราวดีๆ ของสังคม”
โดย “เสือสมุทร”
ข้อมูล-ภาพ “นพรัตน์ กิ่งแก้ว” ผู้สื่อข่าวเดลินิวส์ จ.สุรินทร์
อ่านเรื่องราวดีๆ ของสังคม ได้ที่นี่..