ฟินแลนด์กำลังสร้างกองเรือตัดน้ำแข็งชุดใหม่ให้กับสหรัฐ แต่แผนการสำหรับกรีนแลนด์ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ และความสัมพันธ์ที่ตึงเครียดระหว่างสหรัฐกับสหภาพยุโรป (อียู) ทำให้เกิดความกังวลเกี่ยวกับข้อตกลงนี้
ข้อมูลจากบริษัท อาร์กเทีย (Arctia) ซึ่งบริหารจัดการกองเรือตัดน้ำแข็งของฟินแลนด์ เผยให้เห็นว่า 60% ของเรือตัดน้ำแข็งทั่วโลก ผลิตโดยฟินแลนด์ และ 80% ออกแบบโดยบริษัทฟินแลนด์ ซึ่งนายยุกกา วีทาเนน ผู้อำนวยการฝ่ายความยั่งยืนและการสื่อสารของอาร์กเทีย กล่าวว่า ความเชี่ยวชาญของฟินแลนด์เกิดขึ้นจากความจำเป็น
“ฟินแลนด์เป็นประเทศเดียวในโลกที่ท่าเรือทุกแห่งสามารถกลายเป็นน้ำแข็งได้ในฤดูหนาว ซึ่งเราจำเป็นต้องส่งออกและนำเข้าสินค้า เพื่อดำรงชีวิตอยู่ในประเทศ นั่นคือเหตุผลที่เราต้องการเรือตัดน้ำแข็ง” วีทาเนน กล่าวเพิ่มเติม
ประเทศต่าง ๆ เช่น จีน รัสเซีย และสหรัฐ ต่างเร่งหาฐานที่มั่นในภูมิภาคอาร์กติก ด้วยเหตุผลทางยุทธศาสตร์ และเพื่อเข้าถึงแหล่งทรัพยากรธรรมชาติขนาดใหญ่ ซึ่งในตอนนี้ หลายประเทศพยายามเสริมกำลังกองเรือตัดน้ำแข็งของตัวเอง
เมื่อเดือน ต.ค. ปีที่แล้ว ทรัมป์และรัฐบาลเฮลซิงกิ ประกาศว่า หน่วยยามชายฝั่งของสหรัฐจะจัดซื้อเรือตัดน้ำแข็ง 11 ลำ โดยในปัจจุบัน หน่วยยามชายฝั่งสหรัฐมีเรือเก่าที่ใช้งานอยู่ 3 ลำ ส่วนเรือ 4 ลำ จะถูกสร้างขึ้นในอู่ต่อเรือของฟินแลนด์ และอีก 7 ลำที่เหลือจะสร้างในสหรัฐ
ด้านวีทาเนนกล่าวว่า การเดินเรือในทะเลอาร์กติกโดยปราศจากเรือตัดน้ำแข็งนั้น “เป็นไปไม่ได้” และประเทศใหญ่หลายประเทศ ต่างมีผลประโยชน์ในภูมิภาคอาร์กติก ณ ตอนนี้
อนึ่ง คำสั่งซื้อจากสหรัฐ ซึ่งมีมูลค่าประมาณ 6,100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 193,000 ล้านบาท) ตามรายงานของสื่อ ถือเป็นเรื่องดีสำหรับฟินแลนด์ เนื่องจากประเทศมีอัตราการว่างงานสูงเป็นประวัติการณ์ และประสบกับภาวะเศรษฐกิจซบเซา
“อย่างไรก็ตาม ความปรารถนาของทรัมป์ที่ต้องการครอบครองเกาะกรีนแลนด์ ซึ่งตั้งอยู่ในจุดยุทธศาสตร์สำคัญ ทำให้เกิดความสงสัยเกี่ยวกับข้อตกลงนี้มากขึ้นเรื่อย ๆ” นางซานนา โคปรา ศาสตราจารย์ด้านภูมิรัฐศาสตร์และความมั่นคงในอาร์กติก จากมหาวิทยาลัยแลปแลนด์ กล่าว
แผนการของทรัมป์ในการยึดครองกรีนแลนด์ ซึ่งเป็นดินแดนปกครองตนเองของเดนมาร์ก ก่อให้เกิดวิกฤติร้ายแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ขององค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ (นาโต) ซึ่งเป็นกลุ่มพันธมิตรที่นำโดยสหรัฐ
แม้ทรัมป์ยอมผ่อนคลายท่าทีในที่สุด ที่จะใช้กำลังทหารเพื่อยึดครองกรีนแลนด์ และเริ่มเจรจากับรัฐบาลโคเปนเฮเกนของเดนมาร์ก และรัฐบาลนุกของกรีนแลนด์ แต่โคปราชี้ให้เห็นว่า หากทรัมป์เปลี่ยนใจในเรื่องนี้ และเริ่มพูดถึงการยึดครองกรีนแลนด์อีกครั้ง มันจะทำให้เกิดคำถามว่า การดำเนินการต่อไปนั้นฉลาดหรือไม่ อีกทั้งคำถามเกี่ยวกับการยกเลิกข้อตกลงเหล่านี้ อาจกลายเป็นประเด็นทางการเมืองที่สำคัญมาก
ขณะเดียวกัน นายชาร์ลี ซาโลนิอุส-ปาสเตอร์นัค ผู้สันทัดกรณีด้านภูมิรัฐศาสตร์ และประธานคณะเจ้าหน้าที่บริหาร (ซีอีโอ) ของคลังสมอง “นอร์ดิก เวสต์ ออฟฟิศ” ของฟินแลนด์ ตั้งข้อสงสัยว่า การข่มขู่ของทรัมป์จะทำให้ข้อตกลงข้างต้นตกอยู่ในอันตรายหรือไม่
“แม้จะมีเสียงคัดค้าน แต่คนเหล่านั้นไม่มีอิทธิพลในเรื่องนี้ และเรื่องราวของกรีนแลนด์ยังไม่จบ” ซาโลนิอุส-ปาสเตอร์นัค กล่าวทิ้งท้าย.
เลนซ์ซูม
เครดิตภาพ : AFP



