บรรยากาศทางการเมืองก่อนการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งจะมีขึ้นในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 เริ่มคึกคักอย่างต่อเนื่อง นอกเหนือจากนโยบายด้านเศรษฐกิจ ปากท้อง และคุณภาพชีวิตของประชาชนแล้ว อีกหนึ่งประเด็นที่ถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นนโยบายหาเสียงอย่างชัดเจนในครั้งนี้ คือ “นโยบายด้านการจัดการและสวัสดิภาพสัตว์” ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างทางความคิดของสังคมไทย ที่เริ่มให้ความสำคัญกับสิทธิสัตว์และการอยู่ร่วมกันของคนกับสัตว์ในชุมชนอย่างยั่งยืนมากขึ้น

ผู้สื่อข่าวได้สอบถามมุมมองจาก ดร.สาธิต ปรัชญาอริยะกุล เลขาธิการและผู้อำนวยการสมาคมป้องกันการทารุณสัตว์แห่งประเทศไทย (TSPCA) รวมถึงในฐานะคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ในคณะกรรมการป้องกันการทารุณกรรมและการจัดสวัสดิภาพสัตว์ ซึ่งได้แสดงความคิดเห็นส่วนตัวต่อแนวโน้มดังกล่าวว่า ถือเป็นสัญญาณที่ดีอย่างยิ่งที่ประเด็นเกี่ยวกับสัตว์ได้รับการหยิบยกขึ้นมาพูดในเวทีสาธารณะ และถูกกำหนดเป็นนโยบายของพรรคการเมืองหลายพรรคอย่างเป็นรูปธรรม
ดร.สาธิต ระบุว่า ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ปัญหาสัตว์ โดยเฉพาะสัตว์จรจัด การทารุณกรรมสัตว์ และการขาดระบบสวัสดิภาพสัตว์ที่มีมาตรฐาน มักถูกมองเป็นเรื่องรอง แต่การเลือกตั้งครั้งนี้กลับเห็นได้ชัดว่า พรรคการเมืองจำนวนมากเริ่มตระหนักว่านโยบายด้านสัตว์ไม่ใช่เพียงเรื่องของความเมตตาเท่านั้น หากแต่เกี่ยวข้องโดยตรงกับคุณภาพชีวิตของคน สาธารณสุข สิ่งแวดล้อม และโครงสร้างชุมชนในระยะยาว
จากการติดตามนโยบายของพรรคการเมืองต่าง ๆ พบว่าแต่ละพรรคมีจุดเน้นและแนวทางที่แตกต่างกันออกไป พรรคกรีน (Green Party) เสนอแนวคิดการยกระดับสวัสดิภาพสัตว์เลี้ยงภายใต้กรอบ “เศรษฐกิจสีเขียว” และ “สวัสดิการสัตว์” โดยมีนโยบายเด่นอย่าง “39 บาท รักษาหมา-แมว” หรือ “บัตรทองเพื่อเพื่อนสี่ขา” เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายด้านการรักษาพยาบาลสัตว์เลี้ยงของประชาชน นอกจากนี้ยังเน้นการจัดการอย่างยั่งยืนผ่านการทำหมัน ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพสัตว์เป็นระบบ รวมถึงการจัดโซนนิ่งสัตว์ในชุมชน เพื่อให้คนและสัตว์สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างปลอดภัย โดยเสนอให้ใช้การลงทุนในระบบนิเวศเศรษฐกิจใหม่ แทนการใช้งบประมาณแผ่นดินในลักษณะระยะสั้น

ด้านพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) ชูนโยบาย “ทาสรักสัตว์เลี้ยง” เป็นหัวใจสำคัญ โดยเสนอแนวคิด 1 จังหวัด 1 โรงพยาบาลสัตว์ของรัฐ เพื่อให้การดูแลสุขภาพสัตว์เข้าถึงได้ทั่วประเทศ ควบคู่กับข้อเสนอลดค่ารักษาพยาบาลสัตว์ลง 50% และการจัดตั้งมูลนิธิสัตว์จรจัด เพื่อแก้ไขปัญหาสัตว์ไร้ที่พึ่งอย่างเป็นระบบ
ขณะที่พรรคประชาชน (ปชน.) ให้ความสำคัญกับการจัดการเชิงโครงสร้าง โดยเสนอแนวคิด “การขึ้นทะเบียนสัตว์เลี้ยงและสัตว์จรจัด” เพื่อสร้างฐานข้อมูลกลางของรัฐ ช่วยควบคุมประชากรสัตว์ ตรวจสอบสวัสดิภาพ และเชื่อมโยงการทำงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างเป็นระบบ โดยมองว่านี่คือภารกิจสาธารณะที่รัฐต้องเข้าไปมีบทบาทโดยตรง
พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) เลือกใช้แนวทางการกระจายอำนาจ โดยเน้นความร่วมมือในระดับท้องถิ่น สนับสนุนให้ชุมชนและอาสาสมัครเป็นกลไกหลักในการดูแลสัตว์และขึ้นทะเบียนสัตว์ในพื้นที่ เพื่อสร้างระบบการจัดการสัตว์ระดับชุมชนให้เข้มแข็งและสอดคล้องกับบริบทท้องถิ่น
ในส่วนของพรรคเพื่อไทย นโยบายด้านสัตว์ถูกผนวกเข้าเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายสวัสดิการสังคมในภาพรวม โดยมุ่งเน้นการยกระดับคุณภาพชีวิตในระดับชุมชน มองว่าสวัสดิภาพสัตว์เป็นองค์ประกอบหนึ่งของสังคมที่น่าอยู่ และต้องเชื่อมโยงกับการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน
ขณะที่พรรคปวงชนไทย เสนอนโยบายลดภาระค่าใช้จ่ายให้กับเจ้าของสัตว์เลี้ยงกว่า 6 ล้านครัวเรือนทั่วประเทศ ผ่านสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ เช่น การฉีดวัคซีนฟรี การรักษาพยาบาลเบื้องต้นฟรี จุดรับฝากเลี้ยงสัตว์ฟรี และการผลักดันคลินิกสัตว์ชุมชน เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงบริการด้านสัตวแพทย์ได้สะดวกมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม ดร.สาธิต ย้ำว่า ในฐานะผู้ทำงานด้านองค์กรสาธารณกุศล ไม่สามารถวิจารณ์หรือตัดสินว่านโยบายของพรรคใดดีกว่ากัน และไม่ขอชี้นำทางการเมือง แต่ขอสนับสนุนและให้กำลังใจทุกพรรคการเมืองที่เห็นความสำคัญของการป้องกันการทารุณกรรมและการจัดสวัสดิภาพสัตว์ พร้อมเน้นย้ำว่านโยบายเหล่านี้ควรต้อง “แก้ปัญหาได้จริง” และสามารถนำไปปฏิบัติได้อย่างเป็นรูปธรรม
ดร.สาธิต กล่าวทิ้งท้ายว่า เชื่อว่าประชาชนจำนวนมากที่มีความเมตตาต่อสัตว์จะติดตามและใช้ข้อมูลนโยบายด้านสัตว์เป็นส่วนหนึ่งในการตัดสินใจเลือกผู้แทน และที่สำคัญคือจะจับตาดูว่าหลังการเลือกตั้งแล้ว นโยบายที่ถูกใช้หาเสียงจะถูกผลักดันสู่การปฏิบัติอย่างจริงจังเพียงใด เพื่อให้การคุ้มครองสัตว์และการอยู่ร่วมกันของคนกับสัตว์ในสังคมไทยก้าวไปข้างหน้าอย่างยั่งยืน.



