เธอคนนี้ “หลงใหลการวิ่ง” ถึงขั้น “เคยร่วมแข่งวิ่งวิบาก” รายการที่ได้ชื่อว่าทั้งโหด-ทั้งหิน จนผู้ชายหลายคนยอมแพ้มาแล้ว ซึ่งอะไรที่ทำให้สาวคนนี้หลงใหลการวิ่งขนาดนี้? วันนี้ “ทีมวิถีชีวิต” จะพาไปพูดคุยกับสาวผมสั้นคนนี้กัน…

“บิว-สิรีธร” อินฟลูฯ สาวนักวิ่ง เจ้าของเฟซบุ๊ก “Sireethorn Mangkhala” และอินสตาแกรม “bbewsiree” เล่าประวัติให้ “ทีมวิถีชีวิต” ฟังโดยสังเขปว่า เธอเป็นสาวเหนือ เกิดและเติบโตเป็น “สาวเชียงใหม่” ซึ่งเธอเป็นลูกสาวคนสุดท้องของ คุณพ่อสิงคำ-คุณแม่กัลยา มังคลา โดยมีพี่สาวหนึ่งคนชื่อ อภิชญา ส่วนเรื่องการเรียนนั้นเธอเรียนอยู่ที่เชียงใหม่จนจบชั้นมัธยมปลายที่โรงเรียนยุพราชวิทยาลัย จากนั้นจึงไปเรียนปริญญาตรีที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์ลำปาง คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ โดยหลังจบปริญญาตรีเธอก็ได้งานเป็น Project Manager มีหน้าที่ดูแลจัดทำเว็บไซต์ในบริษัทไอทีแห่งหนึ่ง
ส่วนการเข้าสู่ “เส้นทางการวิ่ง” เรื่องนี้ บิว บอกว่า จริง ๆ เธอก็ชอบออกกำลังกายและเล่นกีฬาวิ่งแข่งมาตั้งแต่เด็ก ๆ แล้ว โดยตอนที่เรียนอยู่ชั้นประถมศึกษาเธอมักได้รับเลือกเป็นตัวแทนประจำสีเพื่อลงแข่งวิ่งระยะสั้นในงานกีฬาสีโรงเรียนเป็นประจำ โดยมีคุณพ่อทำหน้าที่เป็นโค้ชให้ ต่อมาเมื่อเข้าเรียนมหาวิทยาลัยที่ จ.ลำปาง เธอก็ห่างหายจากการออกกำลังกายไป

“ช่วงเรียนมหาวิทยาลัย บิวต้องโฟกัสเรื่องเรียน แถมตอนนั้นทำงานส่งตัวเองเรียนด้วย ทั้งเป็นพนักงานร้านสะดวกซื้อ รับงานฟรีแลนซ์ รับงานเชียร์สินค้าในห้าง ทำให้บิวถึงห่างจากการวิ่งและการออกกำลังกายไปเลย”
อินฟลูฯ สาวเล่าถึงเหตุผลที่เธอต้องถอยจากการวิ่งไปในช่วงเข้าเรียนมหาวิทยาลัย โดยเธอเล่าให้ฟังอีกว่า นอกจากจะไม่ค่อยได้วิ่งและออกกำลังกายแล้ว ช่วงนั้นยังเป็นช่วงที่เธอใช้ชีวิตหนักมาก ทั้งกิน ดื่ม เที่ยว แบบชีวิตวัยรุ่น-ชีวิตนักศึกษามหาวิทยาลัย ทำให้ไม่ได้ดูแลตัวเอง จนส่งผลทำให้ตัวบวม หน้าบวม เพราะน้ำหนักพุ่งขึ้น แต่ก็ยังไม่ได้หวนกลับสู่เส้นทางการวิ่งและการออกกำลังกาย จนเมื่อเรียนจบมหาวิทยาลัยแล้วเธอจึงมีเวลาว่างอยู่ประมาณ 1 ปี โดยช่วงนั้นตัดสินใจกลับบ้านที่ จ.เชียงใหม่ และระหว่างที่นั่งเล่นนอนเล่นไปวัน ๆ ก็มีเพื่อนมาชวนให้ไปลงแข่งวิ่ง เพราะเพื่อนคนนี้กำลังอินเรื่องการวิ่งในตอนนั้น
“ก็คิดว่าแค่ไปวิ่งขำ ๆ วิ่งเป็นเพื่อนเท่านั้น ปรากฏเพื่อนลงประเภท 10 กม. ให้เฉยเลย พอบิวรู้ก็ตกใจ จากที่คิดจะไปวิ่งขำ ๆ ก็กลายเป็นความเครียด เพราะไม่เคยซ้อมเลย” เธอเล่าเรื่องนี้แบบขำ ๆ ที่ถูกเพื่อนหลอกให้วิ่ง 10 กม. พร้อมกับพูดถึง “ประสบการณ์ลงแข่งครั้งแรก” ว่า “เพราะไม่เคยวิ่งไม่เคยซ้อมเลย ตอนที่วิ่งนั้น ฮาร์เรต (Heart Rate) เราพุ่งขึ้นไปถึง 180-182 ครั้งต่อนาที ตามมาด้วยอาการจุก เหนื่อย หายใจลำบาก ขนาดเราวิ่ง ๆ เดิน ๆ ยังแย่เลย”

ในลุค “สาวเมืองเชียงใหม่”
บิว เล่าให้ฟังเพิ่มเติมอีกว่า หลังวิ่งรายการแรกครั้งนั้น จำได้เลยว่าร่างกายของเธอแทบแหลกเป็นเสี่ยง ๆ และยังจำได้ด้วยว่าหลังวิ่งเสร็จตอนนั้นถึงกับปฏิญาณกับตัวเองไว้เลยว่า “ไม่เอาแล้ว…ขอไม่วิ่งแล้ว!!” เพราะตอนนั้นไม่ได้รู้สึกมีความสุขกับการวิ่งเลย แต่หลังเวลาผ่านไปสักระยะ ปรากฏร่างกายของเธอเริ่มดีขึ้นเรื่อย ๆ โดยเธอพบว่าร่างกายที่เคยอืดอาดกลับมาคล่องตัวมากขึ้น จึงเกิดความรู้สึก “อยากลองเอาชนะตัวเอง” จึงตัดสินใจหันกลับมาวิ่งและออกกำลังกายจริงจังอีกครั้งหนึ่ง
“ประกอบกับตอนที่ได้วิ่งเข้าเส้นชัย มันทำให้บิวเกิดความรู้สึกดี จึงอยากลองเอาชนะตัวเอง กับอยากทำให้ร่างกายดีขึ้นด้วย ก็เลยตัดสินใจไปซ้อมวิ่งกับเพื่อน จนเป็นจุดเริ่มต้นของการมาเริ่มวิ่งแบบจริงจัง” บิวเล่าไว้
สำหรับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นหลังจากที่หันมาจริงจังกับการวิ่งนั้น เธอบอกว่า ตอนนั้นตัดสินใจเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิตของตัวเองใหม่ทั้งหมด เช่น งดดื่ม ลดเที่ยวลง แต่หันไปตั้งใจฝึกซ้อมอย่างจริงจัง โดยตอนนั้นตารางฝึกซ้อมของเธอคือเธอจะซ้อมวิ่ง 6 วันต่อสัปดาห์ โดยจะวิ่งให้ได้ระยะทางวันละ 5-10 กม. และหลังจากร่างกายเริ่มอยู่ตัว เธอก็ลงแข่งวิ่งในรายการ 10 กม. และก็ลงแข่งด้วยระยะทางการวิ่งเท่านี้มาเรื่อย ๆ ซึ่งเธอบอกว่า 10 กม. เป็นระยะประจำของเธอในการวิ่ง
“ช่วงแรกที่ฝึกซ้อมเหนื่อยมากค่ะ (หัวเราะ) จนแรก ๆ ต้องใช้วิธีวิ่งสลับเดิน บางทีก็หมดแรงท้อใจก็เคย แต่โชคดีที่สังคมนักวิ่งน่ารักมาก (เสียงสูง) เพราะจะมีเพื่อน ๆ พี่ ๆ คอยให้กำลังใจ เราก็ค่อย ๆ ฝึกไปเรื่อย ๆ พยายามไม่กดดันตัวเอง เพราะไม่ได้ต้องการแข่งกับใคร แค่อยากวิ่งให้ดีขึ้น วิ่งเพื่อสุขภาพ ซึ่งก็ได้เทคนิคจากเพื่อนนักวิ่ง ทำให้เริ่มวิ่งได้ดีขึ้น โดยบิวจะไม่ได้วิ่งเร็วมาก แต่ก็พอได้รางวัลอยู่เรื่อย ๆ จากระยะ 10 กม.”อินฟลูฯ สาวผมสั้นกล่าว

มีความสุขกับทุกเทรลที่วิ่ง
และจากการวิ่งระยะ 10 กม. ที่เป็นระยะประจำของเธอ ต่อมาเธอก็อยากท้าทายตัวเอง จึงตัดสินใจลง แข่งขันวิ่งฟูลมาราธอน ระยะ 42.195 กม. เพราะอยากก้าวข้ามขีดจำกัดตัวเอง โดยรายการฟูลมาราธอนครั้งแรกของบิวคือที่ไต้หวัน ซึ่งเธอบอกว่า ไม่เคยคิดว่าตัวเองจะลงฟูลมาราธอนเลย แต่แพ้เสียงในหัวของเพื่อนรอบข้าง อีกอย่างเธอคิดว่าเป็นการชาเลนจ์ตัวเองด้วยว่าจะทำได้ไหม? จะไหวไหม? ก็เลยตัดสินใจขอลองดูสักครั้ง โดยเมื่อตัดสินใจลงแข่งแล้วก็ต้องเตรียมความพร้อมร่างกายให้ดี เพราะมีเวลาซ้อมแค่ 3 เดือน ซึ่ง บิว บอกว่า ช่วงนั้นวันจันทร์ถึงศุกร์ หลักเลิกงาน ก็จะซ้อมวิ่งที่ระยะ 5-10 กม. แต่ถ้าเป็นวันหยุด เสาร์-อาทิตย์ ที่มีเวลามากกว่า เธอจะซ้อมวิ่งที่ระยะ 20-32 กม. ควบคู่ไปกับการเข้าฟิตเนสเพื่อเสริมความแข็งแรงกล้ามเนื้อส่วนต่าง ๆ แต่เพราะต้องทำงานประจำ มีบางครั้งมีบางวันที่เลิกงานเย็นมาก ก็ทำให้ได้ซ้อมบ้าง ไม่ได้ซ้อมบ้าง
“แรก ๆ ก็ไม่ได้ตื่นเต้นอะไรมาก แต่พอถึงวันวิ่งจริง ยอมรับเลยรู้สึกกดดันมาก ซึ่งปกติเวลาลงแข่งวิ่งทุกครั้งเราจะต้องถ่ายรูปถ่ายคลิปทำคอนเทนต์ลงโซเชียล แต่ครั้งนี้แทบไม่ได้ถ่ายเลย เพราะในหัวคิดแต่ว่า 10 กม. แรกของเราจะเป็นยังไง และหลัง 20 กม. ไปแล้วจะไหวอยู่มั้ย หรือพอถึงระยะ 30 กม. เราจะวิ่งต่อได้อีกหรือไม่ คิดแบบนี้อยู่ในหัวตลอด จนเป็นแรงกดดันตัวเองช่วงก่อนวิ่ง แต่พอวิ่งจบรายการ เข้าเส้นชัยที่เวลา 4 ชม. 49 นาที สำหรับบิวรู้สึกพอใจมาก แต่หลังผ่านมาแล้วก็ยังคิดกับตัวเองว่าจะกลับมาวิ่งระยะนี้ได้อีกหรือเปล่า ซึ่งเอาจริง ๆ สำหรับบิวแล้วมองว่าระยะที่ถูกโฉลกน่าจะเป็นฮาล์ฟมาราธอนมากกว่า เพราะวิ่งแล้วยังรู้สึกว่าสนุกอยู่” บิวกล่าว
นอกจาก “ฮาล์ฟมาราธอน–ฟูลมาราธอน” แล้ว เธอยังหลงใหลการ “วิ่งเทรล” หรือ “วิ่งเส้นทางวิบาก” ที่การวิ่งจะเป็นการวิ่งผ่านเส้นทางธรรมชาติ วิ่งผ่านป่าและบนภูเขา ซึ่งบิวบอกว่า ส่วนตัวชอบลองทำอะไรใหม่ ๆ และเป็นคนชอบต้นไม้ ป่าไม้ ชอบธรรมชาติอยู่แล้ว จึงลองไปวิ่งเทรลครั้งแรกเมื่อ 2 ปีก่อน เป็นการวิ่งขึ้น “ขุนช่างเคี่ยน” ระยะทางไปกลับ 20 กม. “ตอนที่เริ่มวิ่งเทรลใหม่ ๆ ก็มีหลาย ๆ คนชอบแซว ว่าแค่ไปวิ่งทำคอนเทนต์หรือเปล่า ก็เลยอยากบอกตรงนี้เลยว่า เราวิ่งจริง ๆ และชอบวิ่งเทรลไม่แพ้การวิ่งถนน”บิวย้ำเรื่องนี้ฝากถึงคนที่ชอบแซวเธอ


ลงแข่งรายการ SPARTAN RACE
และนอกจากวิ่งเทรลแล้ว ด้วยความที่ชอบทำอะไรใหม่ ๆ เป็นคนซน ๆ แรงเยอะ เธอก็เลยตัดสินใจไปหาประสบการณ์ใหม่ด้วยการไปลงแข่งรายการ “SPARTAN RACE” ที่เป็นการแข่งขันวิ่งวิบาก ซึ่งมีทั้งการวิ่งและต้องผ่านด่านอุปสรรคต่าง ๆ โดยเธอพูดถึงความรู้สึกที่ได้ลงวิ่งรายการที่ทั้งโหดและหินรายการนี้ว่า “สนุกมาก มันเข้ากับสไตล์ของบิวเลย เพราะมีทั้งลุยโคลน ลุยน้ำ แบกของ ซึ่งก่อนไปแข่งรายการนี้บิวต้องฝึกซ้อมร่างกายเพิ่มขึ้น แต่ก็ไม่ได้ฟิตแบบเอาเป็นเอาตาย เพราะเป้าหมายที่ไปแข่งรายการนี้ก็คือ เอาสนุก พอผ่านมาได้ แม้จะไม่ชนะ แต่ก็ทำให้รู้สึกดีใจ ที่ผ่านชาเลนจ์นี้”
“ทีมวิถีชีวิต” ถามเธอเกี่ยวกับ “จุดเริ่มต้นการมาเป็นอินฟลูฯ” โดยเรื่องนี้ บิว บอกว่า เริ่มมาพร้อมกับเริ่มวิ่ง แต่งานที่ทำให้คนรู้จักเธอมากขึ้นนั้น น่าจะเป็นรายการวิ่งที่ จ.ลำพูน โดยตอนนั้น “พี่แมน” ซึ่งเป็นพี่ช่างภาพคนหนึ่ง ได้ถ่ายรูปให้เธอ ซึ่งหลังงานวิ่งจบก็มีการแลกคอนแทคติดต่อกัน เผื่อมีเรื่องงานให้แลกเปลี่ยนกันได้ จนต่อมาพี่แมนก็มาชวนเธอไปถ่ายแบบ ก็เลยไปถ่าย และพี่แมนก็ได้นำภาพที่ถ่ายเธอไปโพสต์ลงในเพจกลุ่มช่างภาพ ปรากฏภาพชุดนั้นทำให้คนสนใจมาก

“ตื่นเช้าขึ้นมาก็งงเลย เพราะมียอดฟอลโลว์เราเพิ่มขึ้นจาก 3 พันคน เป็นกว่า 8 พัน จากนั้นก็มีคนเข้ามาติดตามเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งบิวต้องขอบคุณพี่เขาจริง ๆ เพราะถ้าไม่ได้ถ่ายรูปกับพี่เขาก็ไม่รู้ว่าคนจะรู้จักเราขนาดนี้ไหม ซึ่งการที่ทำให้เป็นที่รู้จักมากขึ้นเกิดจากพี่เขา แต่หลังจากนั้นก็เป็นหน้าที่ของเราที่ต้องแอคทีฟให้คนติดตามเรามากขึ้น ซึ่งพอเราไปลงวิ่งที่ไหน เราก็ถ่ายรูปถ่ายคลิป แล้วก็โพสต์ลงโซเชียลด้วย” บิวบอกเรื่องนี้
ก่อนจบบทสนทนากับเธอ “บิว-สิรีธร มังคลา” พูดถึง “เป้าหมายชีวิต” ว่า ก็คงดำเนินชีวิตแบบนี้ไปเรื่อย ๆ เพราะยังมีความสุข การวิ่งก็คงเน้นแค่การหาความสุขจากการวิ่ง โดยเน้นใช้ชีวิตให้มีความสุขเท่าที่จะทำได้ โดยไม่กดดันตัวเองเกินไป ส่วนเส้นทาง “อินฟลูเอนเซอร์สายวิ่ง” นั้น ก็คงทำต่อไปเรื่อย ๆ เพราะเป็นอีกด้านที่ยังรู้สึกสนุกและมีความสุขอยู่… “จริง ๆ เราก็แค่อยากลงรูป ส่วนที่ทำทุกวัน ลงทุกวัน ก็เพราะเราวิ่งทุกวัน เราจึงไม่เก็บคำที่มีคนพูดคนแซวว่าวิ่งเอาคอนเทนต์มาคิด มาเครียด เพราะคอนเทนต์แนวของเราก็ยังมีอีกหลายคนที่ชอบ แถมบางครั้งเรายังไปสร้างแรงบันดาลใจให้กับบางคนโดยไม่รู้ตัวก็มี เช่น มีแฟนคลับทักมาบอกว่า วิ่งตามบิว เพราะเห็นเราวิ่งแล้วทำให้อยากทำให้ได้บ้าง ซึ่งเรารู้สึกดีใจมาก ๆ ที่มีพี่ ๆ เพื่อน ๆ ผู้หญิงที่ทักเข้ามาแล้วบอกว่า…เราเป็นแรงบันดาลใจของเขา”.

‘ดีท็อกซ์ชีวิต’ ได้ ‘ด้วยการวิ่ง’
“บิว–สิรีธร มังคลา” อินฟลูฯ สาวสายนักวิ่ง ตอบคำถาม“ได้อะไรจากการวิ่ง?” ไว้ว่าเธอคิดว่าการวิ่งทำให้ได้อะไรดี ๆ เยอะมาก เช่น อันดับแรก “วินัย” จากการที่นักวิ่งต้องซ้อม ต้องวางแผนชีวิต อันดับต่อมาคือ “สมาธิ” โดยการวิ่งทำให้ได้อยู่กับตัวเอง จึงเป็นเวลาที่ไม่ต้องเจอกับความคิดของคนอื่น ทำให้เกิดสมาธิ “ทุกครั้งที่วิ่งเป็นเหมือนการดีท็อกซ์ชีวิต บางครั้งเราเจอผู้คนมาเยอะ เจอเรื่องอะไรต่าง ๆ มามากมาย การวิ่งทำให้ได้อยู่กับตัวเอง ได้ทบทวนตัวเอง ได้ตอบคำถามตัวเอง” …บิวบอกข้อดีที่เธอได้จากการวิ่ง และสำหรับ “คนที่จะเริ่มต้นวิ่ง” หรือ “จะเริ่มออกกำลังกาย” นั้น ทาง บิว ก็มีคำแนะนำว่า “ต้องฝืนตัวเอง” โดยถ้ายังรู้สึกไม่อยาก การเริ่มต้นก็จะยาก ดังนั้น ถ้าอยากทำ ก็ต้องฝืนความรู้สึกตัวเองให้ได้ โดยช่วงแรก ๆ อาจยากสักหน่อย พอทำบ่อย ๆ ก็จะชิน แต่ก็ไม่อยากให้กดดันเกินไป ให้ทำเท่าที่ไหวก่อน… “ค่อย ๆ เริ่มจากทีละนิด…ทีละนิด จนค่อย ๆ เพิ่มจำนวนขึ้น และต้องคิดว่า ที่เราทำเพราะดีกับตัวเราเองจริง ๆ เราทำเพื่อตัวเอง ไม่ได้ทำเพื่อใคร เพราะนี่อาจเป็นอีกวิธีหนึ่งที่เราใช้แสดงความรักกับตัวเอง”.
บดินทร์ ศักดาเยี่ยงยงค์ : รายงาน



