แผนงานเพื่อเดินหน้าภารกิจขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลของไทยให้เป็นเครื่องยนต์ตัวใหม่ในการขับเคลื่อนอนาคตของประเทศไทยเป็นอย่างไร?
“เดลินิวส์” ได้มีโอกาสพูดคุยถึงแผนงานในปี 69 ที่จะต้องดำเนินการในยุคดิจิทัลที่เทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงเร็ว ถือเป็นโจทย์ที่ยากที่สุดในรอบทศวรรษ ไม่ใช่แค่เรื่องของการกวดขันปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์อย่างเดียว แต่ยังมีการ “ผ่าตัดใหญ่” รัฐวิสาหกิจยักษ์ใหญ่ในกำกับดูแล อย่าง บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) หรือ NT ที่กำลังเลือดไหลไม่หยุด และที่สำคัญ คือการวางรากฐาน “ทางหลวงดิจิทัล” เพื่อฉุดเศรษฐกิจไทยให้พ้นจากสภาวะชะลอตัว

พชร อนันตศิลป์
“พชร อนันตศิลป์” บอกว่า ในช่วงแรกที่เข้ามารับตำแหน่ง ต้องเร่งดำเนินการปราบปรามแก๊งสแกมเมอร์ ตามนโยบายของรัฐบาล ซึ่งทางกระทรวงดีอี ภายใต้การนำของ นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ก็เร่งทำงานกันอย่างเต็มที่ มีการประชุมคณะกรรมการฯ ที่มีหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกันแทบทุกสัปดาห์ และได้มีการออกมาตรการต่าง ๆ ต่อเนื่อง
อย่างไรก็ตามยังพบปัญหาและอุปสรรค โดยเฉพาะเรื่อง พระราชกำหนดมาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2568 ที่ต้องปรับปรุงแก้ไขเพิ่มเติม เนื่องจากที่ผ่านมา การทำงานร่วมกับทางหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง จะเป็นการแชร์ข้อมูลกัน แต่การทำงานแต่ละเรื่องยังไม่มีเจ้าภาพหลักในการรับผิดชอบ จึงต้องมีการกำหนดเจ้าภาพหลัก หรือการติดตาม โดยมีแนวคิด “แชร์ความรับผิดชอบ ไม่ใช่แค่แชร์ข้อมูล” เพื่อให้หน่วยงานเจ้าของเรื่องต้องรับผิดชอบในการติดตามปัญหา หากไม่ทำอาจมีความผิดตามมาตรา 157 ซึ่งในส่วนนี้อาจต้องเป็นทางกระทรวงดีอีจะเป็นเจ้าภาพในการประสานหน่วยงานต่าง ๆ
ขณะเดียวกันทางกระทรวงดีอีกำลังร่างแผนพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัลฉบับใหม่ จากที่แผนเดิมจะครบกำหนดปี 2570 โดยจะรวมเรื่องกิจการอวกาศและเทคโนโลยีสมัยใหม่ เช่น เอไอ และคลาวด์เข้าไว้ด้วยกัน เพื่อให้ทุกหน่วยงานเดินไปในทิศทางเดียว

“ตัวเลข จีดีพี ของไทยมีการประมาณการว่า ปีนี้จะลดลงมาอยู่ที่ 1.6% ถือว่าต่ำกว่าคู่แข่งประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาคเดียวกัน ทั้ง เวียดนาม มาเลเซีย กระทรวงดีอีจึงเร่งผลักดันแผนพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัลแห่งชาติฉบับใหม่ โดยมองว่าดิจิทัลคือ “ทางหลวงของประเทศ” ไม่ว่าจะเป็นทางบนดิน ใต้น้ำ หรืออากาศ กระทรวงต้องคุมเส้นทางเหล่านี้ให้ได้มาตรฐานและปลอดภัย ซึ่งกระทรวงดีอี หากเปรียบก็เหมือนกับกรมทางหลวง ที่สร้างถนนรองรับการคมนาคม แต่จะเป็นทางหลวงดิจิทัล คือ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางดิจิทัล ให้พร้อมและแข่งขันได้” พชร ระบุ
โดยจากข้อมูลการจัดอันดับความสามารถในการแข่งขันทางดิจิทัล (Digital Competitiveness Ranking – WDCR) ประจำปี
2025 ประเทศไทยอันดับตกลงจาก 37 มาอยู่ที่ 38 และตามหลังมาเลเซีย โดยตั้งเป้าจะขยับอันดับขึ้น ผ่านการทำงานของคณะกรรมการตามกฎหมาย โดย สำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สดช.)
อย่างไรก็ตาม ทางปลัดกระทรวงดีอี ยังมองว่า กระทรวงดีอี ต้องมีการปรับโครงสร้างกระทรวง เพื่อรองรับการทำงานและภารกิจต่าง ๆ โดยปัจจุบันงานบางภารกิจไม่มีหน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรง ต้องไปฝากให้กองงานต่าง ๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องทำ ซึ่งเรื่องนี้ต้องมีการหารือ และนำเสนอกับทาง สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน
(ก.พ.) และ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.)

ขณะที่งานของหน่วยงานในสังกัด คือ สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (สพธอ.) หรือเอ็ตด้า ที่มีภารกิจใหญ่ในการกำกับดูแลเกี่ยวกับ ธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ ถือเป็นงานที่ใหญ่ เมื่อเทียบกับขนาดองค์กร แต่ต้องรับผิดชอบหลายเรื่อง
ซึ่งก็ต้องดูว่า จะต้องมีกฎหมายออกกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องออกมาเพิ่มหรือไม่ ให้มี “อำนาจรัฐ” ที่แข็งแกร่งกว่าเดิม เพื่อควบคุมแพลตฟอร์มข้ามชาติยักษ์ใหญ่ให้ได้ ไม่ใช่แค่การออก “ไกดไลน์” ที่ไม่มีใครฟัง
อีกหนึ่งปมใหญ่คือเรื่อง “รัฐวิสาหกิจ” ในสังกัด คือ บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) หรือ เอ็นที ที่คาดว่าจะมีการขาดทุน 6,000 ล้านบาท นั้น ทาง “พชร อนันตศิลป์” ที่นั่งในตำแหน่งประธานบอร์ดเอ็นทีด้วยนั้น มองว่า คือสัญญาณเตือนภัยระดับสีแดงเข้ม “ถ้าไม่ทำอะไร มันจะขาดทุนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว”
“พชร อนันตศิลป์” ฉายภาพให้เห็นปัญหาของ เอ็นที รายได้ลดลง แต่รายจ่ายประจำพุ่งสูงเกิน 75% ของงบประมาณ สิ่งที่ได้ให้เร่งดำเนินการ คือ ประเมินมูลค่าทรัพย์สินที่มีอยู่ใหม่ เพื่อให้เกิดการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ขณะเดียวกันต้อง “ลดขนาดและเพิ่มความคล่องตัว” เริ่มจากการเปิดโปรแกรม Early Retire ครั้งที่ 3 หลังจากที่ผ่านมาตัวเลขผู้เข้าร่วมโครงการยังน้อย ทั้งที่ให้สิทธิพิเศษจำนวนมาก ซึ่งหากไม่เข้าในรอบนี้ก็จะไม่ได้สิทธิพิเศษแบบนี้แล้ว และทำการยุบรวมฝ่ายปฏิบัติการที่ซ้ำซ้อน แต่หัวใจสำคัญคือการปรับโมเดลธุรกิจไปสู่การตั้ง “บริษัทลูก” ทำธุรกิจใหม่ ๆ เหมือนโมเดลของ ปตท.

“ธุรกิจใหม่ ๆ อย่างจีดีซีซี หรือคลาวด์กลางภาครัฐ เราต้องตั้งเป็นบริษัทลูก หาพันธมิตรเอกชนเข้ามาร่วม และต้องไม่มีสถานะเป็นรัฐวิสาหกิจ เพื่อให้เกิดความคล่องตัว เป้าหมายคือต้องดันเข้าตลาดหลักทรัพย์ให้ได้ภายใน 2-3 ปี”
อย่างไรก็ตามอีกหนึ่งเรื่อง คือ “กิจการอวกาศ” ทาง กระทรวงดีอี ต้องเร่งรีวิวแผนพัฒนากิจการอวกาศใหม่ทั้งหมด เพื่อให้ความต่อเนื่องของการสื่อสารไทยไม่สะดุด หลังจากที่ผ่านมา เรื่องนี้ เกี่ยวข้องกับหลายหน่วยงาน และมีความสับสนระหว่างระบบสัมปทานเดิมและระบบใบอนุญาตใหม่ของ กสทช.
“กระทรวงดีอี จะเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาหารือเรื่องดาวเทียม ที่เอ็นทีรับผิดชอบการบริหารดาวเทียมไทยคม 4 นั้น ดาวเทียมได้หมดอายุแล้วแต่ยังใช้ต่อ จนบริษัทผู้ผลิตเลิกรับประกัน ทำให้มีความเสี่ยง ขณะที่ดาวเทียมดวงใหม่ 9A ก็อาจเลื่อนการยิง
ออกไปอีกอย่างน้อย 6 เดือน ต้องหารือเพื่อป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต จึงต้องรีวิวแผนพัฒนากิจการอวกาศใหม่ทั้งหมด เพื่อให้ความต่อเนื่องของการสื่อสารไทยไม่สะดุด”
ทั้งหมด คือ แผนงานของกระทรวงดีอีปีนี้ ในการขับเคลื่อนแนวทางการทำงานเพื่อเดินหน้าช่วยพัฒนาเศรษฐกิจและดิจิทัลของประเทศให้เดินไปข้างหน้าอย่างต่อเนื่อง.
จิราวัฒน์ จารุพันธ์



