ทั้งนี้ โฟกัสที่กรณี “นโยบายรัฐใหม่ ๆ ด้านสุขภาพเพื่อประโยชน์ประชาชนคนไทย” กับกรณีนี้กลุ่มภาคีเครือข่ายสาธารณสุขก็ได้จัดทำ “ข้อเสนอเชิงนโยบาย” ไว้แล้ว เพื่อการเสนอรัฐบาลใหม่ เพื่อให้ไทยมีแผนรับมือ-แผนรองรับ“ความท้าทาย”ที่จะเกิดขึ้นใน “ยุคคนไทยอายุยืนเพิ่มขึ้น” เพื่อ…
สกัด “ช่องว่างเหลื่อมล้ำยิ่งถ่างกว้าง”
ไม่ให้ “มีปัญหาเชิงระบบสาธารณสุข”
ที่ “กระทบต่อบริการสุขภาพคนไทย!!”
ทั้งนี้ ไม่ว่าการเลือกตั้งล่าสุด ไม่ว่าการตั้งรัฐบาลใหม่ ที่สุดแล้วจะอย่างไร กับ “นโยบายสุขภาพของประเทศไทย” นั้นก็มีการจัดทำ “ข้อเสนอเชิงนโยบาย”ภายใต้กรอบความท้าทาย “ยุคคนไทยอายุยืนเพิ่มขึ้น” ไว้แล้ว เพื่อเสนอต่อผู้กำหนดนโยบาย รัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องคนใหม่ รัฐบาลใหม่ ซึ่งร่วมจัดทำไว้โดย เครือข่าย 8 องค์กรสุขภาพระดับชาติ ภายใต้ชื่อ “ทีมสุขภาพหนึ่งเดียว”ได้แก่… กระทรวงสาธารณสุข, สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.), สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.), สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.), สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.), สถาบันการแพทย์ฉุกเฉิน (สพฉ.), สถาบันรับรองคุณภาพสถานพยาบาล (สรพ.), สถาบันวัคซีนแห่งชาติ (สวช.)
“ข้อเสนอเชิงนโยบาย” ดังกล่าวนี้เกิดขึ้นจากกิจกรรม “เสียงจากองค์กรสุขภาพ”ที่จัด ณ อาคารรัฐสภา เมื่อวันที่ 16 ม.ค. 2569 ซึ่ง นพ.ศุภกิจ ศิริลักษณ์ ผู้อำนวยการ สวรส. ในฐานะตัวแทนของ 8 องค์กรสุขภาพ ได้แถลงถึงข้อเสนอเชิงนโยบายเรื่องนี้ไว้ว่า… เครือข่ายฯ ต้องการสื่อสารถึงว่าที่รัฐบาลใหม่ และผู้กำหนดนโยบาย ว่า…หากต้องการแก้ปัญหาสุขภาพให้คนไทยจะต้องดำเนินการในประเด็นใดบ้าง ซึ่งข้อเสนอต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นเป็นการประมวลจากองค์ความรู้ ข้อมูลวิชาการ ของทั้ง 8 องค์กรสุขภาพ ภายใต้หลักการสำคัญคือ รัฐต้องทำให้สุขภาพประชาชนดีขึ้น ซึ่งไม่ใช่ภาระงบประมาณของประเทศ…
ควรต้องเป็นการลงทุนที่ถูกทิศถูกทาง
เพื่อที่จะให้ได้รับผลลัพธ์อย่างคุ้มค่า!!

และเกี่ยวกับเรื่องนี้ ก็ได้มีการนำเสนอ “ตัวชี้วัดของระบบสุขภาพ” ที่จะทำให้“ประชาชนไทยมีอายุยืนยาวอย่างมีสุขภาพดี” ภายใต้กรอบแนวคิด “Healthy Adjusted Life Expectancy (HALE)” ที่มุ่งแก้ปัญหาด้วยการมองสุขภาพแบบองค์รวม ไม่แยกส่วน และทำให้ทุกองค์กรสุขภาพเป็นผู้เล่นหลัก เพื่อให้สามารถสานพลังขับเคลื่อนนโยบายได้เป็นเนื้อเดียวกัน
ทั้งนี้ ทางตัวแทนเครือข่ายองค์กรสุขภาพยังได้ระบุไว้อีกว่า… การจัดทำนโยบายของรัฐบาลจะต้องใช้หลักฐานเชิงประจักษ์และการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนเพื่อให้ได้นโยบายที่ดีที่สุด อาทิ รัฐต้องลงทุนกับระบบข้อมูลสุขภาพและเครื่องมือทางวิชาการ ซึ่งแม้ต้องลงทุนสูง แต่จะนำมาซึ่งข้อมูลที่ทันสถานการณ์ ทำให้เห็นแนวโน้มและปัจจัยที่ทำให้เกิดปัญหา รวมไปถึงมองเห็นหนทางแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น เนื่องจาก เวลานี้ไทยมีภาวะที่คุกคามระบบสุขภาพหลายด้าน เช่น การเข้าสู่สังคมสูงอายุเร็วกว่าที่คาด และการเปลี่ยนแปลงภาระโรคไปสู่โรคไม่ติดต่อ (NCDs) ที่แนวโน้มความชุกสูงขึ้นเรื่อย ๆ
ต้องมีแผนสุขภาพที่รัดกุม–ครอบคลุม
เพื่อจะไม่ให้ปัญหายิ่งลุกลาม–ขยายวง
ทางตัวแทน 8 องค์กรสุขภาพระดับประเทศยังระบุถึงสถานการณ์ปัญหาของไทยไว้ว่า… ปัญหาการเปลี่ยนแปลงภาระโรคไปสู่โรคไม่ติดต่อ ที่พบแนวโน้มความชุกสูงขึ้นเรื่อย ๆ ในคนไทยเวลานี้ กรณีนี้ ไม่เพียงจะส่งผลทำให้เกิดโรคแทรกซ้อน แต่ยังส่งผลทำให้เกิดค่าใช้จ่ายที่สูงมากขึ้น จนอาจกระทบต่อการเงินการคลังประเทศอย่างรุนแรง ซึ่งมีการคาดการณ์ไว้ว่า… หากทำเรื่องนี้ไม่ดี ภายใน 10 ปีไทยอาจมีอัตราการฟอกไตเพิ่มขึ้นถึง 4-5 เท่า รัฐจำเป็นจะต้องทำให้ระบบการเงินการคลังสุขภาพยั่งยืน โดยการ ลดการจ่ายให้กับบริการที่มีคุณค่าต่ำ (Low Value Care) พร้อมลงทุนสนับสนุน และเลือกใช้เทคโนโลยีที่ผ่านกระบวนการพิสูจน์ความคุ้มค่า เพื่อสร้างเศรษฐกิจจากระบบประกันสุขภาพ
นอกจากนั้น นพ.ศุภกิจ ยังระบุไว้ว่า… รัฐต้องพัฒนาระบบสุขภาพปฐมภูมิแบบมีส่วนร่วม โดยมุ่งเน้นการสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรคเป็นด่านหน้า ให้ความสำคัญกับทีมผู้ให้บริการสุขภาพปฐมภูมิ และ รัฐต้องคำนึงถึงผู้ปฏิบัติงานที่มีจำนวนเพียงพอ มีสมรรถนะเหมาะสม มีภาระงานที่สมดุล มีคุณค่า มีศักดิ์ศรี รวมถึงมีรายได้ที่เป็นธรรม ด้วย อีกทั้งต้อง ให้ความสำคัญกับระบบบริการที่คำนึงถึงระบบคุณภาพทุกขั้นตอนที่จะคุ้มครองทั้งแพทย์และผู้ป่วยให้มีคุณภาพและปลอดภัย รวมถึงยกระดับบริการการแพทย์ขั้นสูง ระบบบริการที่รองรับภัยพิบัติกับภาวะฉุกเฉินอย่างทันท่วงที ถึงระดับตำบล ทำให้คนไทยเข้าถึงบริการที่จำเป็นอย่างมีคุณภาพได้เท่าเทียมกันทุกจังหวัดทั่วประเทศ
เหล่านี้คือข้อเสนอ “นโยบายสุขภาพ”
นี่อีกกรณี “นโยบายใหม่เพื่อคนไทย”
ที่ “คนไทยคาดหวังแต่ยังต้องลุ้น??”.
ทีมสกู๊ปเดลินิวส์



