โดยประเทศไทยได้รับการจัดอันดับเป็นผู้ส่งออกอาหารในลำดับที่ 11 ของโลก จากการผลิตสินค้าเกษตรและอาหาร และการแปรรูปผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร
อย่างไรก็ตามยังมีเกษตรกรที่ยังคงประสบปัญหาต้นทุนการเพาะปลูกต่อไร่สูง การขาดแคลนแรงงาน การขาดทักษะและโอกาสการเข้าถึงเทคโนโลยีดิจิทัล ทางกระทรวงดีอีจึงได้เร่งเข้าช่วยแก้ปัญหาผ่านการส่งเสริมจากโครงการต่าง ๆ

ล่าสุด ทางนายพชร อนันตศิลป์ ปลัดกระทรวงดีอีพร้อมด้วย น.ส.ชมภารี ชมภูรัตน์ รองปลัดกระทรวงดีอี และ ผศ.(พิเศษ) ดร.นพ.พลวรรธน์ วิทูรกลชิต ผู้ตรวจราชการกระทรวงดีอี ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมการดำเนินโครงการ 1 ตำบล 1 ดิจิทัล (One Tambon One Digital: OTOD#2) ณ วิสาหกิจชุมชนแปรรูปสินค้าทางการเกษตรบ้านสุขเจริญ อ.เมือง จ.นครพนม และศูนย์ดิจิทัลชุมชนวิทยาลัยธาตุพนม อ.ธาตุพนม จ.นครพนม
นายพชร กล่าวว่า กระทรวงดีอีให้ความสำคัญกับการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน ลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม ผ่านการสนับสนุนการเข้าถึงเทคโนโลยีขั้นพื้นฐาน อินเทอร์เน็ต เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ข้อมูลและบริการต่าง ๆ ด้านดิจิทัล รวมทั้งการสร้างความเชื่อมั่นในการใช้งานดิจิทัลของประชาชนอย่างมีประสิทธิภาพ ในทุกพื้นที่ทั่วประเทศ โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างเศรษฐกิจและสังคมดิจิทัลอย่างปลอดภัย

“การส่งเสริมและสนับสนุนให้เกิดการใช้งานเทคโนโลยีและนวัตกรรมดิจิทัลด้านการเกษตร หรือ Digital Argiculture ตลอดจนการพัฒนาส่งเสริมเกษตรกร กลุ่มชุมชนด้านการเกษตร และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยการให้มีความรู้ทักษะด้านเทคโนโลยีและดิจิทัลการเกษตร มีเป้าหมายเพื่อการพัฒนาและยกระดับการเกษตรกรรมของประเทศ ที่จะช่วยส่งผลให้เกษตรกรสามารถเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสูงขึ้น อีกทั้งลดต้นทุนการผลิตให้ต่ำลง ซึ่งจะนำไปสู่การเพิ่มรายได้ของครัวเรือนเกษตรกร ช่วยลดความเหลื่อมล้ำ และสามารถพึ่งพาตนเองได้”
สำหรับในส่วนของพื้นที่ จ.นครพนม กระทรวงดีอี โดย สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล หรือ ดีป้า ได้ให้การสนับสนุนด้านเกษตรอัจฉริยะผ่านการส่งเสริมการใช้งานระบบบริหารจัดการแปลงเกษตรอัตโนมัติ ซึ่งประกอบด้วย IoT Smart Farm และโรงเรือนมุ้งกันแมลง ขนาด 6×20 เมตรในโครงการโรงเพาะหน่อกล้วยบ้านสุขเจริญ ของวิสาหกิจชุมชนแปรรูปสินค้าทางการเกษตรบ้านสุขเจริญ ภายใต้โครงการ 1 ตำบล 1 ดิจิทัล (One Tambon One Digital: OTOD#2) เพื่อยกระดับการปลูกและเพาะหน่อกล้วย แก้ไขปัญหาด้านโรคพืช แมลง และสภาพอากาศที่แปรปรวน เพื่อให้สามารถจำหน่ายผลผลิตได้ตลอดทั้งปี

ซึ่งระบบบริหารจัดการแปลงเกษตรอัตโนมัติได้รับการพัฒนาโดย บริษัท น้องหมีใหญ่ โปรดักชั่น จำกัด ผู้ให้บริการดิจิทัล ที่ได้รับเครื่องหมาย dSURE และขึ้นทะเบียนบนบัญชีบริการดิจิทัล จาก ดีป้า
ทั้งนี้โครงการ OTOD#2 เป็นโครงการที่มุ่งกระตุ้นให้เกิดการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในระดับชุมชนอย่างยั่งยืน ภายใต้แนวคิด “ชุมชนคิดเอง เลือกเอง ใช้เองอย่างเข้าใจ” ครอบคลุมตั้งแต่การยกระดับทักษะด้านเทคโนโลยีการเกษตรแก่กลุ่มเกษตรกร ชุมชน และกลุ่มอื่น ๆ ทักษะการบริหารจัดการกระบวนการการผลิตให้มีประสิทธิภาพ ลดต้นทุน เพิ่มรายได้
พร้อมสนับสนุนเทคโนโลยีที่ผ่านการรับรองมาตรฐานสากลและได้รับเครื่องหมาย dSURE และขึ้นทะเบียนบนบัญชีบริการดิจิทัล โดยโครงการมีการประมาณการผลกระทบทางเศรษฐกิจไว้ที่ 500 ล้านบาท จากการส่งเสริมและพัฒนาทักษะให้ เกษตรกร และธุรกิจ

“ปวีณา อ้วนจี”ผู้แทนประธาน วิสาหกิจชุมชนแปรรูปสินค้าทางการเกษตรบ้านสุขเจริญ บอกว่านครพนม มีการใช้ผลิตตากกล้วยมาก โดยเฉพาะกล้วยน้ำว้า เช่น ใบตอง ใช้สำหรับบรรจุภัณฑ์หมูยอ กาละแม ฯลฯ แต่ที่ผ่านมาเกษตรพบปัญหาหารเพาะปลูก เพาะหน่อกล้วย โดยมีปัญหา แมลงศัตรูพืช เมื่อได้ทราบข่าวโครงการ OTOD#2 ของทางดีป้า จึงสมัครเข้าร่วมโครงการและได้รับการคัดเลือก ซึ่งการนำ IoT Smart Farm มาช่วยในเรื่องการตั้งเวลารดน้ำ และติดตามการเพาะปลูก
ส่วน โรงเรือนมุ้งกันแมลง ได้นำมาใช้ช่วยลดปัญหาเรื่องแมลง และศัตรูพืืช ช่วยให้ผลผลิต การเพาะ ไม่เสียหาย เมื่อผลผลิตที่ได้มาสามารถนำออกสู่ตลาดได้ตามความต้องการของตลาด ขณะที่ผลิตภัณฑ์ที่เหลือก็นำมาแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่าได้
นอกจากการลงพื้นที่วิสาหกิจชุมชนแปรรูปสินค้าทางการเกษตรบ้านสุขเจริญแล้ว กระทรวงดีอี ยังได้ตรวจเยี่ยมการดำเนินงานของศูนย์ดิจิทัลชุมชนวิทยาลัยธาตุพนม อ.ธาตุพนม จ.นครพนม ที่ดำเนินการโดย สำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สดช.) หรือ BDE ซึ่งจัดตั้งขึ้นเพื่อส่งเสริมการเข้าถึงและสร้างความเชื่อมั่นการใช้งานเทคโนโลยีดิจิทัลของประชาชน ยกระดับคุณภาพชีวิต และลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงเทคโนโลยี โดยเป็นแหล่งเรียนรู้ทักษะดิจิทัล เสริมสร้างความรู้เท่าทันเทคโนโลยี รวมถึงเป็นจุดให้บริการข้อมูลข่าวสารและบริการของภาครัฐให้นักศึกษา และประชาชน พร้อมทั้งรองรับการใช้งานด้านการอบรมส่งเสริมความรู้ด้านดิจิทัลให้กับประชาชน

สำหรับ ภาพรวมของศูนย์ดิจิทัลชุมชนทั่วประเทศ ปัจจุบันมีจำนวนศูนย์ดิจิทัลชุมชนในพื้นที่ 77 จังหวัด ทั้งหมด 2,222 ศูนย์ มีผู้เข้าใช้บริการเป็นจำนวนทั้งหมดกว่า 15 ล้านครั้ง
สุดท้าย นายพชร บอกว่า กระทรวงดีอี เชื่อมั่นว่าการใช้งานเทคโนโลยีดิจิทัลให้กับประชาชน เพื่อการประกอบอาชีพ ยกระดับคุณภาพชีวิต และลดความเหลื่อมล้ำของประชาชน
โดยมีเป้าหมายเพื่อการสร้างเศรษฐกิจและสังคมดิจิทัลของประเทศอย่างมั่นคงและยั่งยืน.
จิราวัฒน์ จารุพันธ์



