ตามบทบาทการทำงานสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง(สตม.) ใครก็รู้เป็นหน่วยงานที่ มีความสำคัญ ยิ่งไปไล่ดูภารกิจ มีหน้าที่ตรวจบุคคลและพาหนะ ที่เดินทางเข้า–ออก ภายในประเทศไทย พร้อมทั้งตรวจสอบ คนต่างด้าว ที่อาจเข้าเมืองมาอย่างผิดกฎหมาย ดังนั้นทั้งเรื่องบุคลากร และเครื่องมือรวมทั้งอุปกรณ์ที่นำมาใช้งาน ต้องมีประสิทธิภาพ คุ้มค่ามากที่สุด
ที่ผ่านมาเรามักเห็นภาพ “สตม.” สกัดกั้น ตรวจสอบ ระดมจับกุมคนต่างด้าวที่เข้ามาประกอบธุรกิจผิดกฎหมายในประเทศ ไทย รวมทั้งให้ดำเนินการตรวจสอบ ชาวไทย และ ชาวต่างชาติที่มีพฤติกรรมไม่เหมาะสมในขณะที่พำนักอาศัยอยู่ในประเทศไทย กระทำผิดกฎหมาย
รวมทั้งก่อเหตุอันตราย ต่อความสงบสุข และ ความปลอดภัยในชีวิต และทรัพย์สินของประชาชน ทำให้เกิดความเสียหายต่อภาพลักษณ์ของประเทศ หรือกลุ่มคนร้ายข้ามชาติ ที่เข้ามาแฝงตัว ก่อเหตุ หรือใช้ประเทศไทยเป็นฐานในการกระทำความผิด ซึ่งถือว่าเป็นภารกิจที่มีความสำคัญมาก และเกี่ยวข้องกับ ภาพลักษณ์ของประเทศ
แต่หลายคนยังจำได้ “สตม.” เคยมีปัญหา จาก โครงการไบโอเมตริกซ์ ตรวจคนเข้าเมือง มีคนนำเรื่องไปร้องให้ ป.ป.ช. ตรวจสอบ มาถึงวันนี้ยังไม่มีบทสรุป โดยโครงการนี้เริ่มดำเนินการตั้งแต่ประมาณ ปี 2560-2562 ใช้งบประมาณ ร่วม 2,100 ล้านบาท ระบบดังกล่าวใช้สำหรับการตรวจสอบ บุคคลเข้า–ออกประเทศ การจัดเก็บข้อมูลลายนิ้วมือ ใบหน้า และการเปรียบเทียบข้อมูลต่าง ๆ
ขณะที่การตรวจสอบของหน่วยงาน ด้านการ ปราบปรามการทุจริต มุ่งเน้นในเรื่อง กระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง การบริหารสัญญา การแก้ไขเงื่อนไขสัญญา และการส่งมอบ ซึ่งเรื่องยังอยู่ในการพิจารณา ยังไม่มีคำวินิจฉัยว่าบทสรุป จะจบอย่างไร
แต่กลับมีข่าว “สตม.” เตรียมจัดซื้อ ไลเซนส์ (ใบอนุญาตให้ใช้ลิขสิทธิ์) เพิ่มเติม เพื่อนำมาใช้กับระบบเดิมซึ่งเป็นเทคโนโลยีเก่าตั้งแต่ปี 2560 โดยใช้งบประมาณกว่า 500 ล้านบาท ทำให้ถูกตั้งคำถาม ทั้งเรื่อง ความเสี่ยงด้านกฎหมาย และธรรมาภิบาล เนื่องจากโครงการเดิม กำลังถูกตรวจสอบ การขยายสัญญา หรือจัดซื้อเพิ่มเติม อาจถูกตั้งคำถามด้านความเหมาะสม กระทบต่อภาพลักษณ์ ความโปร่งใสของรัฐ อาจสร้างความซ้ำซ้อน ทั้ง ๆ ที่การตรวจสอบยังไม่สิ้นสุด
นอกจากนี้ข้อจำกัดของ ระบบปัจจุบัน จากข้อมูลที่เปิดเผยต่อสาธารณะ และ การชี้แจงต่อสภา ถูกออกแบบให้จำกัด จำนวนไลเซนส์ตามจำนวนบุคคล เริ่มต้น รองรับ 30 ล้านรายการ มีการจัดซื้อเพิ่ม จนรวม 50 ล้านรายการ ปัจจุบันใช้เต็มความจุแล้ว แต่ก็ยังมีวิธีแก้ปัญหานี้ได้อีกตั้งหลายวิธีแทนที่จะต้องไปซื้อของเทคโนโลยีเก่า และมีราคาแพงแบบนี้
อีกทั้งยังทราบมาว่าทาง สตม. กำลังจะจัดทำ ระบบตรวจคนเข้าเมืองใหม่ ทั้งหมด ที่มีประสิทธิภาพและใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยกว่าเดิมในเร็ว ๆ นี้ นั่นหมายความว่า การลงทุนเพิ่มในระบบเดิม เป็นการแก้ไขปัญหา ระยะสั้น ไม่ลดภาระระยะยาว อาจต้อง ใช้งบซ้ำซ้อน และแพงเกินความเป็นจริง อาจส่อไปในทางที่ไม่สุจริตได้
เมื่อมีปมร้อนอย่างนี้เกิดขึ้น อย่าลืมว่า การใช้งบกว่า 500 ล้านบาท เป็นเงินจำนวนไม่ใช่น้อย คำถามคือเหมาะสมหรือไม่ ที่จะมาเร่งรีบผลักดัน โครงการที่ยังมีปัญหาคาใจกันอยู่ ในช่วงนี้ เรื่องนี้ต้องฝากถึง “บิ๊กต่าย” พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร.
ในช่วงนี้กำลังจะมีรัฐบาลชุดใหม่เข้ามาบริหารประเทศ ถ้าหากโครงการ มีคำถาม และ มีปัญหา เชื่อว่าฝ่ายค้านมืออาชีพ อีกทั้งพรรค ปชน. ไม่ปล่อยให้ผ่านไปได้แน่ ๆ นั่นหมายความว่า ปัญหาจะเกิดกับ “นายกฯอนุทิน ชาญวีรกูล” ซึ่งคงทำหน้าที่ดูแล ตร. เมื่อมีปมร้อนอย่างนี้ จะมีใครหยุดการ จัดซื้อไลเซนส์เพิ่มเติม หากยังมีคำถามเรื่องความโปร่งใส ระวังเรื่องดัชนีคอร์รัปชันของประเทศไทยจะร่วงลงไปอีก
ได้แต่หวังว่า เรื่องนี้จะมีบทสรุป ออกมาในทางบวก องค์กรได้เครื่องมือที่มีประสิทธิภาพ ประเทศชาติก็ปลอดจากปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ.
“เขื่อนขันธ์”



