ตามข้อมูลอย่างเป็นทางการ ชาวเนปาลประมาณ 2.5 ล้านคน หรือ 7.5% ของประชากรทั้งหมด ทำงานอยู่ต่างประเทศ โดยส่วนใหญ่พวกเขาทำงานในเขตก่อสร้างของประเทศอ่าวและซาอุดีอาระเบีย หรือในโรงแรมและโรงงานต่าง ๆ ของประเทศเหล่านั้น ขณะที่คนอื่นทำงานในอินเดียและมาเลเซีย
ด้านธนาคารโลก หรือเวิลด์แบงก์ ระบุว่า เงินที่คนงานต่างประเทศส่งกลับมายังเนปาล คิดเป็นมากกว่า 1 ใน 3 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี)
แรงงานข้ามชาติส่วนใหญ่เป็นคนหนุ่มสาวที่ถูกผลักดันให้ทำงานในต่างประเทศ เนื่องจากปัญหาการว่างงานเรื้อรังในเนปาล ซึ่งจุดชนวนการลุกฮือของกลุ่มเจนซี จนนำไปสู่การโค่มล้ม “รัฐบาลเก่า” ของนายเค.พี. ชาร์มา โอลี อดีตนายกรัฐมนตรีเนปาล เมื่อเดือน ก.ย. ปีที่แล้ว
เมืองหลายแห่งของเนปาล พึ่งพาการส่งออกแรงงานอย่างมาก โดยขนาดการอพยพของชาวเนปาล กลายเป็นอุตสาหกรรมในช่วงสิบปีที่ผ่านมา เนื่องจากอุตสาหกรรมการเกษตรและการท่องเที่ยวของประเทศ ประสบกับภาวะซบเซา
เมื่อปี 2559 กรมการจัดหางานต่างประเทศของเนปาล ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐที่ดูแลแรงงานข้ามชาติ ออกใบอนุญาตทำงานในต่างประเทศ 287,519 ใบ ทว่าในปีที่แล้ว หน่วยงานออกใบอนุญาตมากกว่าตัวเลขข้างต้น “เกือบสามเท่า”
นายนิลัมบาร์ บาดาล จากเครือข่ายแห่งชาติเพื่อการอพยพอย่างปลอดภัย (เอ็นเอ็นเอสเอ็ม) ประมาณการว่า ครัวเรือนเนปาลสัดส่วนเกือบ 50% ได้รับเงินที่หามาได้จากต่างประเทศ ซึ่งกลุ่มแรงงานข้ามชาติระบุว่า รัฐบาลกาฐมาณฑุ “เสพติด” เงินเหล่านี้ เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจ
“รัฐบาลเนปาลส่งเสริมการจ้างงานต่างประเทศ แทนที่จะพัฒนาอุตสาหกรรมในประเทศ เพราะพวกเขาหวังว่า ประชาชนจะออกไปทำงานในต่างประเทศและส่งเงินกลับมา เพื่อให้พวกเขาสามารถบริหารประเทศได้ ส่งผลให้เศรษฐกิจของเนปาลพึ่งพาเงินส่งกลับ” บาดาล กล่าวเพิ่มเติม
อย่างไรก็ตาม นางซาริตา กิรี อดีต รมว.แรงงานเนปาล กล่าวว่า รัฐบาลกาฐมาณฑุเป็นต้นตอของ “ระบบที่เน่าเฟะและทุจริต” ซึ่งเอารัดเอาเปรียบแรงงานข้ามชาติและครอบครัวของพวกเขา ตั้งแต่การจ่ายค่าบริการที่สูงกว่าอัตราทางการ 30-40 เท่า และการถูกบังคับให้เป็นหนี้เพื่อวีซ่า ใบอนุญาต และการเดินทาง ไปจนถึงปัญหาสภาพการทำงานซึ่งแตกต่างจากที่สัญญาไว้ หรือกรณีเลวร้ายที่สุดอย่าง “การเสียชีวิตในต่างประเทศ”
ทั้งนี้ ตัวเลขอย่างเป็นทางการเผยให้เห็นว่า ชาวเนปาลประมาณ 14,843 คน เสียชีวิตในต่างประเทศ ระหว่างปี 2551-2568 โดยในปีที่แล้วเพียงปีเดียว มีจำนวนผู้เสียชีวิตมากถึง 1,544 ราย
แม้บริษัทจัดหางานปฏิเสธความผิดฐานการละเมิด โดยกล่าวโทษว่ารัฐบาลขาดการบังคับใช้กฎหมาย แต่องค์กรอิสระ (เอ็นจีโอ) โต้แย้งว่า บริษัทหลายแห่งฝ่าฝืนกฎระเบียบ และเอาเปรียบผู้คนที่ต้องการทำงานในต่างประเทศ
อนึ่ง ชาวเนปาลจะเข้าคูหาลงคะแนนเสียงเลือกตั้งในวันที่ 5 มี.ค. ที่จะถึงนี้ ซึ่งผู้สมัครรับเลือกตั้งหลายคนต่างให้คำมั่นสัญญาว่าจะนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลง แต่น่าเสียดายที่ชาวเนปาลในต่างประเทศ จะไม่สามารถใช้สิทธิออกเสียงได้ เนื่องจากคณะกรรมการการเลือกตั้งของเนปาล ยังไม่ได้จัดการลงคะแนนทางไปรษณีย์สำหรับพวกเขา มิหนำซ้ำ ชาวเนปาลบางคนตัดพ้อว่า ไม่ว่าใครจะชนะการเลือกตั้ง ก็ไม่มีใครทำอะไรเพื่อแรงงานในต่างประเทศเลย.
เลนซ์ซูม
เครดิตภาพ : AFP



