ความทะเยอทะยานในการขยายอำนาจของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ ดึงความสนใจทั่วโลกมายังภูมิภาคอาร์กติก ซึ่งมีผลประโยชน์ทางภูมิยุทธศาสตร์และการเงินมากขึ้น
“อาร์กติกไม่ใช่มุมสงบบนแผนที่อีกต่อไป มันกลายเป็นแนวหน้าของการแข่งขันอำนาจระดับโลก” นางคาจา คัลลัส ผู้แทนระดับสูงด้านนโยบายต่างประเทศของสหภาพยุโรป (อียู) กล่าวในการประชุมที่เมืองทรุมเซอ ทางตอนเหนือของนอร์เวย์ เมื่อช่วงต้นเดือนก.พ. ที่ผ่านมา
ผู้สังเกตการณ์ทางการเมืองบางคนชี้ให้เห็นว่า ความปรารถนาของทรัมป์ที่จะควบคุมอาร์กติก อาจขยายไปไกลกว่ากรีนแลนด์ จนถึงสฟาลบาร์ หรือรัสเซียอาจต้องการเข้าครอบครองหมู่เกาะแห่งนี้เช่นกัน
นอกจากทรัพยากรที่เชื่อกันว่าอยู่ใต้ท้องทะเลแล้ว หมู่เกาะสฟาลบาร์ ซึ่งมีขนาดใหญ่กว่าเบลเยียม 2 เท่า ยังตั้งอยู่ในตำแหน่งทางยุทธศาสตร์ที่สำคัญ โดยนางบาร์บารา คุนซ์ ผู้อำนวยการโครงการความมั่นคงแห่งยุโรป จากสถาบันวิจัยสันติภาพนานาชาติ
สตอกโฮล์ม (เอสไอพีอาร์ไอ) กล่าวว่า ความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ของสฟาลบาร์ ไม่ได้อยู่ที่ตัวหมู่เกาะ แต่เป็นน่านน้ำโดยรอบ
“รัสเซียต้องการปกป้องการป้องปรามด้วยอาวุธนิวเคลียร์ของตนเอง จึงพยายามทำให้แน่ใจว่า ไม่มีใครสามารถเข้าใกล้ชายฝั่งทางเหนือได้ ขณะที่สหรัฐต้องการป้องกันไม่ให้เรือดำน้ำของรัสเซีย เข้าถึงมหาสมุทรแอตแลนติก” คุนซ์ กล่าวเพิ่มเติม
อนึ่ง สนธิสัญญาที่ได้รับการลงนามในปี 2463 รับรองอำนาจอธิปไตย “อย่างสมบูรณ์และเด็ดขาด” ของนอร์เวย์ เหนือหมู่เกาะสฟาลบาร์ และมอบสิทธิที่เท่าเทียมกันให้กับพลเมืองของประเทศผู้ลงนามเกือบ 50 ประเทศ ซึ่งรวมถึงจีน รัสเซีย และสหรัฐ ในการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรของสฟาลบาร์
นับตั้งแต่รัสเซียผนวกคาบสมุทรไครเมีย ทางตอนใต้ของยูเครน เมื่อปี 2557 นอร์เวย์ก็พยายามกระชับการควบคุมหมู่เกาะสฟาลบาร์ เช่น การระงับการขายที่ดินให้กับชาวต่างชาติ และการลดสิทธิในการออกเสียงอย่างมาก ส่งผลให้รัฐบาลมอสโกกล่าวอ้างว่า รัฐบาลออสโลไม่เคารพสนธิสัญญาสฟาลบาร์ และเพิ่มการยั่วยุในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา
อย่างไรก็ตาม นายมิคา บลูจอน-เมเรด นักวิจัยด้านภูมิรัฐศาสตร์ขั้วโลก กล่าวว่า รัสเซียมีลำดับความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์อื่น ๆ ที่สำคัญยิ่งกว่าในตอนนี้ และไม่มีความสนใจที่จะยกระดับสถานการณ์ไปมากกว่า “การดำเนินการแบบผสมผสาน” ที่ทำมาเป็นเวลานานแล้ว
“สำหรับนอร์เวย์ สหรัฐเป็นเรื่องที่น่ากังวลมากกว่าในขณะนี้ เมื่อพูดถึงหมู่เกาะสฟาลบาร์ เนื่องจากสหรัฐมีแนวโน้มที่จะดำเนินปฏิบัติการ ซึ่งอาจทำให้สมดุลที่เปราะบางของดินแดนแห่งนี้ไม่มั่นคง อีกทั้งภายใต้รัฐบาลของทรัมป์ในปัจจุบัน อะไรก็เกิดขึ้นได้” บลูจอน-เมเรด กล่าวเสริม
ตลอดช่วงเวลาที่ยาวนาน บรรดาผู้สันทัดกรณีกล่าวถึง “ความพิเศษของอาร์กติก” ซึ่งเป็นแนวคิดที่ว่า ภูมิภาคนี้มีกฎระเบียบความร่วมมือที่ไม่เป็นลายลักษณ์อักษร และเป็น “เขตแห่งสันติภาพ” ที่ไม่ได้รับผลกระทบจากการแข่งขันทางภูมิรัฐศาสตร์ แต่ถึงอย่างนั้น คุนซ์กล่าวว่าในตอนนี้ ยุคของอาร์กติกที่มีความตึงเครียดต่ำ “สิ้นสุดลงแล้ว”.
เลนซ์ซูม
เครดิตภาพ : AFP



