ทั้งนี้ ว่าด้วยเรื่องการ “ขอโทษ” นั้น เรื่องนี้ในทางจิตวิทยาเองก็ให้ความสนใจเกี่ยวกับ “วิธีขอโทษ” โดยได้มีการศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับเรื่องนี้ด้วยเช่นกัน…
กับ “การขอโทษที่แสดงออกมา” นั้น…
มีการศึกษาถึง “วิธีที่ถูกต้องเหมาะสม”
ที่ทำให้สามารถรู้สึกได้ว่า “ขอโทษจริง”

ณัฐนันท์ มั่นคง
เกี่ยวกับเรื่องนี้ ที่ทาง “ทีมสกู๊ปเดลินิวส์” จะสะท้อนต่อข้อมูล มีชุดข้อมูลเผยแพร่ไว้ทาง เว็บไซต์คณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นข้อมูลโดย ณัฐนันท์ มั่นคง นักจิตวิทยา ที่ได้มีการวิเคราะห์และสะท้อนเกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้ผ่านบทความที่มีชื่อว่า… “การขอโทษที่มีประสิทธิภาพ” ซึ่งน่าสนใจ โดยสังเขปนั้นมีว่า… “พฤติกรรม” การ “ขออภัย-ขอโทษ” มีศัพท์ภาษาอังกฤษเรียกว่า… “Apology” โดยเป็น หนึ่งในวิธีซ่อมแซมความสัมพันธ์ ที่ทุกคนมักจะใช้กันเมื่อบังเอิญไปละเมิด หรือกระทำผิดต่อผู้อื่น จนทำให้อีกฝ่ายรู้สึกไม่พอใจ หรือทำให้อีกฝ่ายเสียหาย จะโดยตั้งใจ หรือไม่ได้ตั้งใจก็ตาม
ทั้งนี้ สำหรับ “หลักสำคัญในการขอโทษ” นั้น ทางผู้จัดทำบทความดังกล่าวได้อ้างถึงทฤษฎีของ Risen and Gilovich ที่นำเสนอ บทบาททางสังคมของการขอโทษ ไว้ว่า… การขอโทษที่เกิดขึ้นมีเป้าหมายสำคัญอยู่ 2 ประการ คือ… 1.แสดงให้เห็นถึงการตระหนักรู้ว่าได้ละเมิด เพื่อยืนยันความชอบธรรมหรือการมีอยู่จริงของกฎที่ได้ละเมิดนั้น และ 2.กู้คืนเกียรติผู้ถูกกระทำ เพื่อแสดงเจตนาว่าผู้ละเมิดยังต้องการประคับประคองความสัมพันธ์ต่อไป …นี่เป็น “หัวใจสำคัญ” ของการ “ขอโทษ–ขออภัย” และตามหลักการนี้ก็ทำให้การขอโทษที่จะเกิดขึ้นจะต้องมีกระบวนการคิดของผู้กล่าวคำขอโทษ
อย่างไรก็ตาม แต่ก็มี “ปัจจัยขัดขวาง” ปัจจัยที่ทำให้ “ไม่เกิดการขอโทษอย่างแท้จริง” หรือเป็น “การขอโทษที่ไม่มีประสิทธิภาพ” ซึ่งประเด็นนี้ก็มีทฤษฎีของ Karina Schumann ที่ได้มีการนำเสนอไว้ 3 ปัจจัยสำคัญ ดังต่อไปนี้คือ…

ปัจจัยแรก Low Concern for the Victim or Relationship ที่ผู้ขอโทษตื่นตระหนกและกลัวความผิดที่ตามมา และมีแนวโน้มที่จะมีความคิดเอาตนเองเป็นที่ตั้ง จึงแสดงออกผ่านการสื่อสารแบบปกป้องตัวเองระบุความผิดไปที่สิ่งแวดล้อม โดยที่หนักสุดคือ กล่าวโทษเหยื่อจนไม่เกิดคำขอโทษจากใจจริง, ปัจจัยที่สอง Perceived Threat to Self-Image เป็นพฤติกรรมที่ ไม่ยอมรับความผิดที่ตัวเองทำ เพราะบางกรณีในรายที่เป็นคนมีชื่อเสียง การขอโทษอาจไปกระทบภาพลักษณ์ทางสังคม จึงหลบเลี่ยงและปฏิเสธความผิด เพราะกลัวว่าการขอโทษจะทำให้สูญเสียอำนาจ เสียเกียรติ เสียผลประโยชน์ที่เคยได้รับ
และปัจจัยที่สาม Perceived Apology Ineffectiveness ที่แสดงออกผ่านการมองโลกในแง่ร้ายเกินจริง ด้วยเหตุที่ว่าทุกการขอโทษมีความเสี่ยงที่ต้องแบกรับ ทำให้ผู้ทำผิด ประเมินผลดีของการขอโทษต่ำกว่าที่เป็นจริง หรือไม่เชื่อว่าการขอโทษจะซ่อมแซมความสัมพันธ์ได้ จึงขาดแรงจูงใจที่จะพยายามขอโทษให้เหมาะสม …เหล่านี้เป็นอุปสรรคขัดขวางการขอโทษ
ทำให้ “การขอโทษไม่มีประสิทธิภาพ”
นอกจากนั้น ทาง ณัฐนันท์ ผู้จัดทำบทความ “การขอโทษที่มีประสิทธิภาพ” ยังได้ชี้ไว้ว่า… ในทางจิตวิทยา “คำขอโทษเปล่า ๆ” จะมีผลแค่ช่วยระงับอารมณ์โกรธของผู้เสียหายเท่านั้น ดังนั้นจึง เหมาะแค่กับอุบัติเหตุเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ความเสียหายไม่เยอะ แต่หากเป็นการทำผิดที่ทำลายความไว้เนื้อเชื่อใจ หรือเป็นการทำให้ผู้อื่นเจ็บปวดมาก ๆ การขอโทษที่มีประสิทธิภาพต้องมาจากกระบวนการที่เหมาะสม เพื่อให้ผู้รับคำขอโทษรับรู้ถึง “ความจริงใจ” เพื่อที่จะนำไปสู่การให้อภัย …ซึ่งจะทำเช่นไรถึงจะ ทำให้การขอโทษนั้นเกิดประสิทธิภาพ กับแนวทางนั้นอาจทำได้ผ่าน 6 องค์ประกอบสำคัญ
กล่าวคือ… แสดงความรู้สึกผิดและเสียใจ เพื่อลดอารมณ์โกรธ และเพื่อทำให้สื่อสารต่อไปได้ราบรื่นขึ้น, อธิบายสาเหตุการทำผิดเพื่อให้ผู้ถูกละเมิดตัดสินใจให้อภัย, สรุปการสำนึกผิดผ่านคำขอโทษ เพื่อชี้แจงว่าพฤติกรรมใดที่ทำให้เกิดความเสียหาย และแสดงความรับผิดชอบ, แสดงถึงความพยามเพื่อประกันว่าจะไม่ให้ความผิดพลาดเดิมเกิดซ้ำ ขึ้นอีก, ส่งสัญญาณถึงความพยายามเพื่อกู้คืนสถานการณ์ หรือแสดงความรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้น และ สื่อข้อความเพื่อขอร้องให้ผู้เสียหายให้อภัย …เหล่านี้เป็น 6 องค์ประกอบสำคัญ ที่จะช่วยให้ “การขอโทษมีพลัง” เกิดขึ้นได้จริง
ทั้งนี้ ในบทความดังกล่าว ทาง ณัฐนันท์ มั่นคง นักจิตวิทยา ได้สะท้อนไว้ด้วยว่า… “การขอโทษที่ดี” ผู้ละเมิดต้องใช้เวลา “ทำความเข้าใจตนเองและสถานการณ์ที่ทำผิด” ก่อนจะเรียบเรียงความคิดของตนเองในการแก้ไขปัญหา แล้วทำให้ทั้งหมดเป็นการสื่อสาร ซึ่งอาจไม่ใช่กระบวนการที่สามารถเกิดขึ้นได้ทันที และก็มิใช่ว่า “การขอโทษที่ดีและเหมาะสม” จะเกิดขึ้นกับทุกคน ทำให้บางคนเลือกที่จะยอมตัดความสัมพันธ์ เพราะอาจจะง่ายกว่าการ “พิจารณายอมรับความผิดของตัวเอง” ด้วยเหตุนี้จึงทำให้สังคมก็เลยต้องมี “กฎหมาย” มีกระบวนการยุติธรรมไว้เป็น “เครื่องมือเรียกร้องความยุติธรรม”…
เมื่อใคร “ก่อความผิด–ทำผิดกฎหมาย”
แม้ “ขอโทษอย่างจริงใจก็ยังต้องผิด”
แล้ว “จะแค่ขอโทษส่ง ๆ ยิ่งไม่ได้!!”.
ทีมสกู๊ปเดลินิวส์



