ระเบียบที่ตั้งอยู่บนค่านิยมและบรรทัดฐาน ซึ่งค้ำจุนระบบระหว่างประเทศมานานหลายทศวรรษ เสื่อมถอยอย่างต่อเนื่อง และถูกแทนที่ด้วยตรรกะที่เย็นชามากขึ้นของผลประโยชน์ของชาติที่ไม่ประนีประนอม โดยในตอนนี้ โลกได้เข้าสู่ยุคแห่งความไม่มั่นคงทางยุทธศาสตร์แล้ว


ศ. อี มิน-ยอง ศาสตราจารย์รับเชิญ ประจำมหาวิทยาลัยสตรีซุกมยอง ซึ่งเชี่ยวชาญด้านความมั่นคงในภูมิภาคเอเชียตะวันออก และเศรษฐศาสตร์การเมืองระหว่างประเทศ กล่าวว่า การหมดอายุของสนธิสัญญานิวเคลียร์ “นิวสตาร์ต” ( New START ) ระหว่างสหรัฐกับรัสเซีย ไม่ใช่เพียงการถดถอยของกรอบสนธิสัญญาเท่านั้น แต่ยังเป็นการกัดเซาะกลไกการป้องกันสถาบัน ที่เคยรับประกันความสามารถในการคาดการณ์ระดับหนึ่ง ระหว่างมหาอำนาจทั้งสองประเทศ


ในสภาพแวดล้อมเช่นนี้ การคาดหวังว่าความขัดแย้งจะสามารถ “แก้ไขได้อย่างสมบูรณ์” เริ่มห่างไกลจากความเป็นจริงมากขึ้นเรื่อย ๆ เนื่องจากความท้าทายหลักในปัจจุบันไม่ใช่การขจัดความขัดแย้ง แต่เป็นการป้องกันไม่ให้ความขัดแย้งบานปลายจนควบคุมไม่ได้ ซึ่งสันติภาพไม่ใช่การยุติความขัดแย้งขั้นสุดท้ายอีกต่อไป หากแต่เป็น “การจัดการความตึงเครียดอย่างมีระเบียบวินัย” ในยุคหลังสนธิสัญญานิวสตาร์ต


ท่ามกลางระเบียบโลกที่แตกแยก ความพยายามกำจัดต้นตอของความขัดแย้งมักพิสูจน์ให้เห็นว่า “เป็นเรื่องยาก” ซึ่งในขณะเดียวกัน สิ่งที่เร่งด่วนและเป็นไปได้มากกว่า คือ การทำให้แน่ใจว่าการเผชิญหน้าทางทหารจะไม่ขยายวงกว้างไปสู่สงครามเต็มรูปแบบ


อนึ่ง แนวคิดเชิงยุทธศาสตร์สมัยใหม่ในปัจจุบัน ตระหนักดีว่าอันตรายสูงสุดของความขัดแย้งอยู่ที่ “สถานการณ์ที่ควบคุมไม่ได้” มากกว่าความพ่ายแพ้ อีกทั้งความพร้อมเชิงยุทธศาสตร์ไม่ได้วัดจากกำลังทหารเพียงอย่างเดียว แต่ยังวัดจากความสามารถในการยับยั้งชั่งใจอย่างมีวินัย เพื่อละเว้นจากการใช้อำนาจอย่างไม่ยั้งคิด


ความตึงเครียดทางทหารระหว่างประเทศไทยกับกัมพูชา เมื่อไม่นานมานี้ แสดงให้เห็นถึงความสำคัญในทางปฏิบัติของการควบคุมสถานการณ์ไม่ให้บานปลาย โดยรัฐบาลของทั้งสองฝ่ายต่างเลือกการจัดการทางการเมืองและการทูต ภายใต้ความเข้าใจเชิงกลยุทธ์ร่วม นั่นคือ สงครามเต็มรูปแบบจะไม่เป็นประโยชน์ต่อฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเลย


กรณีดังกล่าวเน้นย้ำบทเรียนที่กว้างกว่านั้น คือ กลไกการจัดการความขัดแย้ง มักจะช่วยรักษาสันติภาพได้มากกว่าการแก้ไขปัญหาอย่างเด็ดขาด ซึ่งการที่ประเทศไทยเลือกที่จะรักษากรอบการทำงานทวิภาคี ควบคู่กับการต่อต้านการทำให้ข้อพิพาทกลายเป็นเรื่องระหว่างประเทศโดยไม่จำเป็น แสดงให้เห็นถึงแนวทางที่รอบคอบและมีความรับผิดชอบ ในการจัดการวิกฤติ


อย่างไรก็ตาม การจัดการความขัดแย้งไม่ได้จำกัดเฉพาะด้านการทหารเท่านั้น เพราะเมื่อการเจรจาทางการเมืองระดับสูงเกิดการชะงักงัน การปฏิสัมพันธ์ที่ไม่ใช่ทางการทหาร เช่น ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม ความร่วมมือด้านสาธารณสุข และการมีส่วนร่วมทางเศรษฐกิจในอดีต ก็สามารถช่วยลดความตึงเครียดอย่างเงียบ ๆ ได้


ในยุคแห่งความไม่มั่นคงทางยุทธศาสตร์ ความเป็นผู้นำที่แท้จริงไม่ได้อยู่ที่การเปลี่ยนศัตรูให้เป็นพันธมิตร แต่เป็นการเสริมสร้างความเชี่ยวชาญด้านศิลปะการจัดการ นั่นคือ ความสามารถอย่างมีวินัยในการเผชิญกับฝ่ายตรงข้าม และยังคงเลือกที่จะยับยั้งชั่งใจ

นอกจากนี้ ในส่วนของคาบสมุทรเกาหลี ถือเป็นตัวอย่างชัดเจนที่สุดของการรักษา “เสถียรภาพภายใต้การควบคุม” ตลอดระยะเวลากว่า 70 ปีที่ผ่านมา แม้จะมีเหตุปะทะทางเรือ การยิงปืนใหญ่ตอบโต้ หรือการกระทบกระทั่งในระดับท้องถิ่นเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่ความขัดแย้งเหล่านี้กลับถูกจำกัดวงไว้ ไม่ให้ลุกลามเป็นสงครามเต็มรูปแบบ

ความสงบบนคาบสมุทรเกาหลีไม่ได้เกิดจากความปรองดอง แต่เป็นผลจาก “ความคาดเดาได้ที่สะสมมานาน” ทั้งสองฝ่ายต่างเข้าใจ “เส้นตาย” ของกันและกัน แม้มีการตอบโต้กัย แต่เกิดขึ้นอย่างเป็นระบบเพื่อไม่ให้สถานการณ์บานปลาย

เมื่อโอกาสในการปลดอาวุธนิวเคลียร์เกาหลีเหนือดูห่างไกลออกไป แนวทางทูตจึงเปลี่ยนจากการทำข้อตกลงขนาดใหญ่ มาเป็นการค่ลดความตึงเครียดทีละขั้น เพื่อรักษาพื้นที่ในการเจรจาและลดความเสี่ยงของการปะทะ

การจัดการความขัดแย้งไม่ได้จำกัดอยู่แค่เรื่องการทหาร แต่ความร่วมมือด้านมนุษยธรรม สาธารณสุข หรือความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจในอดีต ทำหน้าที่เป็น “วาล์วนิรภัย” ( Safety Valves ) ที่ช่วยลดความเสี่ยงจากการคำนวณพลาด และช่วยชี้แจงเจตนาของแต่ละฝ่ายในช่วงเวลาที่สถานการณ์คลุมเครือ

ประสบการณ์ของคาบสมุทรเกาหลีชี้ให้เห็นว่า การจัดการความขัดแย้งสามารถถูกทำให้เป็นระบบได้ ซึ่งเป็นกรณีศึกษาที่มีค่าสำหรับข้อพิพาทชายแดนในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้.

เลนซ์ซูม

เครดิตภาพ : GETTY IMAGES