เมื่อ 2 ปีก่อน “พยัคฆ์น้อย” คุยกับนายสามารถ แก้วมีชัย อดีต สส. อดีตรองประธานสภา และอดีตสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) ปี 39 ว่าเมื่อทำประชามติผ่านแล้ว การทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ต้องใช้เวลากี่ปีจึงจะสำเร็จเรียบร้อย!
นายสามารถบอกว่าประเทศไทยทำรัฐธรรมนูญกันมาแล้วหลายฉบับ ดังนั้นจึงไม่ได้เริ่มต้นจากศูนย์ ยิ่งในสภาพปัจจุบันมีช่องทางการติดต่อสื่อสารทันสมัยมากกว่าปี 39-40 ประกอบกับประชาชนมีความตื่นตัวทางการเมืองกันมาก ดังนั้นจึงน่าจะจัดทำรัฐธรรมนูญได้รวดเร็วกว่าในอดีต ประมาณปีครึ่ง หรืออย่างช้าไม่ควรเกิน 2 ปี คนไทยต้องได้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่
“พยัคฆ์น้อย” จึงต้องกระตุ้นเตือนไปยังนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี รวมทั้งพลพรรคภูมิใจไทย และสว.สีน้ำเงิน ว่าหลังจากเปิดประชุมสภา ในวันที่ 14 มี.ค.69 ไม่ต้องอ้างสารพัดเรื่องราว อ้างสารพัดปัญหา เพื่อเตะถ่วง ซื้อเวลา การทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ให้ล่าช้าออกไปเกินกว่า 2 ปี
นายอนุทินกับพลพรรคภูมิใจไทย และ สว.สีน้ำเงิน ต้องอย่าลืม! ว่าผลการออกเสียงประชามติ เมื่อวันที่ 8 ก.พ.69 เพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ มีเสียงเห็นชอบ 21,622,029 เสียง คิดเป็น 58.64%, เสียงไม่เห็นชอบ 11,231,161 เสียง คิดเป็น 30.46%, เสียงไม่แสดงความคิดเห็น 3,074,442 เสียง คิดเป็น 8.34%
หมายความว่า “ประชามติ” ในคำถามที่ว่า “ท่านเห็นชอบว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญใหม่หรือไม่” ได้ข้อยุติไปแล้ว เมื่อวันที่ 8 ก.พ.69 ว่า “เห็นชอบ”
นายอนุทินรวมทั้ง สส.ทั้งหมด และ สว.สีน้ำเงินต้องดำเนินการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เป็นไปตามฉันทามติของประชาชนทั้งประเทศ ตามกรอบเวลาปกติ โดยเฉพาะครั้งนี้ไม่ได้เสียเวลาไปหา “ส.ส.ร.” ในจังหวัดทั่วประเทศไทย เหมือนกับรัฐธรรมนูญปี 40 ดังนั้นอย่าอ้างปัญหาเรื่องเศรษฐกิจปากท้อง เพื่อลากเวลาเกิน 2 ปี โดยเด็ดขาด!
เพราะการที่ประเทศไทยมีปัญหาเศรษฐกิจขยายตัวต่ำต่อเนื่องมาหลายปี จนถูกมองว่าเป็น “คนป่วยของเอเชีย” ส่วนหนึ่งมาจากรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันที่เป็นมรดกตกทอดมาจากการรัฐประหาร เมื่อปี 57 ที่ระบบ “รัฐราชการ” ยังฝังรากลึกอยู่!
ไหนจะกระบวนการยุติธรรม 2 มาตรฐาน เนื่องจากกฎหมายสำคัญบางมาตรา เขียนไว้ไม่ชัดเจนไม่ตรงไป
ตรงมา จึงกลายเป็นสมบัติของ “นักตีความ” ใช้ดุลพินิจอย่างกว้างขวาง น่ากังขาในหลาย ๆ เรื่อง!
โดยเฉพาะเรื่องสำคัญที่ต้องดำเนินการแก้ไขไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ คือ การได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา (สว.) สุดท้ายแล้ว สว.ที่มาจากการเลือกตั้งโดยคนทั้งจังหวัด ย่อมดีกว่า สว.ที่มาจากการจับคู่-หาพวกพ้องเพื่อเลือกกันเฉพาะในกลุ่มอาชีพ-ข้ามกลุ่มอาชีพ แถมมีการ “ฮั้ว” กันเป็นขบวนการใหญ่โต และได้ สว.ที่มีคุณวุฒิ “ขี้เหร่” เข้ามากันเพียบ!
รวมทั้งที่มา และอำนาจของ “องค์กรอิสระ” ต้องมีความรอบคอบ รัดกุม สามารถทำหน้าที่ได้อย่างโปร่งใสและเป็นกลาง ไม่ควรให้อำนาจองค์กรอิสระแค่ 4-5 คน มีอำนาจมากถึงขั้นปลด หรือถอดถอนนายกรัฐมนตรี-รัฐมนตรีที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน แล้วบรรดาองค์กรอิสระต่าง ๆ ไม่ควรอยู่ยาวเกิน 5 ปี!!.ประประ
พยัคฆ์น้อย



