กรณีการเสียชีวิตของช้างป่า “สีดอหูพับ” ระหว่างการเคลื่อนย้ายจากอุทยานแห่งชาติภูเวียง จังหวัดขอนแก่น ไปยังเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูหลวง จังหวัดเลย เมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2569 กลายเป็นประเด็นที่สังคมให้ความสนใจอย่างกว้างขวาง ล่าสุดกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ได้แถลงผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง พร้อมมาตรการป้องกันเหตุซ้ำในอนาคต

เมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2569 เวลา 10.00 น. ที่กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช นายวีระ ขุนไชยรักษ์ รองอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติฯ พร้อมคณะผู้บริหารและทีมสัตวแพทย์ แถลงผลการสอบสวนเหตุการณ์ดังกล่าว โดยก่อนเริ่มการแถลง นายวีระได้กล่าวแสดงความเสียใจต่อการสูญเสียช้างป่า “สีดอหูพับ” พร้อมกล่าวขออภัยต่อประชาชน ยืนยันว่าทีมเจ้าหน้าที่ทุกคนตั้งใจปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มความสามารถ และไม่มีใครต้องการให้เหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้น

รองอธิบดีกรมอุทยานฯ เปิดเผยว่า ตลอดระยะเวลากว่า 30 วันที่ผ่านมา คณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงได้ดำเนินการรวบรวมข้อมูลอย่างละเอียด ทั้งการสอบปากคำพยานบุคคลจำนวน 20 ราย และตรวจสอบเอกสารหลักฐานกว่า 100 ชุด รวมถึงเชิญผู้เชี่ยวชาญด้านสัตวแพทย์และการจัดการช้างป่าจากหลายหน่วยงานเข้าร่วมให้ความเห็นทางวิชาการ เพื่อให้การตรวจสอบเป็นไปอย่างรอบด้านและโปร่งใส

ด้าน นายธานี วงศ์นาค ผู้อำนวยการส่วนคุ้มครองสัตว์ป่า ในฐานะประธานคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง เปิดเผยว่า ผลการตรวจสอบสามารถสรุปได้ใน 3 ประเด็นสำคัญ ได้แก่ เหตุผลในการเคลื่อนย้าย ความถูกต้องของกระบวนการปฏิบัติงาน และสาเหตุทางเทคนิคของการเสียชีวิต

ในประเด็นแรก คณะกรรมการพบว่าการเคลื่อนย้ายช้างป่าครั้งนี้เป็นการดำเนินการตามคำสั่งศาลปกครองขอนแก่น ซึ่งมีคำสั่งมาตรการคุ้มครองชั่วคราวให้เคลื่อนย้ายช้างป่า 4 ตัว รวมถึง “สีดอหูพับ” ออกจากพื้นที่เกษตรกรรมภายใน 30 วัน เนื่องจากช้างป่าได้สร้างความเสียหายต่อทรัพย์สินของประชาชนและมีความเสี่ยงต่อชีวิตของชาวบ้าน แม้ว่ากรมอุทยานฯ จะยื่นขอขยายเวลาและอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าว แต่ตามกฎหมายคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวยังคงมีผลบังคับทันที หากเจ้าหน้าที่ไม่ดำเนินการอาจเข้าข่ายละเลยต่อหน้าที่

ส่วนประเด็นที่สอง คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่าการดำเนินการของเจ้าหน้าที่เป็นไปตามอำนาจหน้าที่ตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2562 รวมทั้งระเบียบของกรมอุทยานฯ ที่เกี่ยวข้อง มีการจัดทำโครงการรองรับ มีการอนุมัติงบประมาณ และมีการประสานงานร่วมกับหน่วยงานปกครอง ทีมสัตวแพทย์ และผู้เชี่ยวชาญอย่างเป็นระบบ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อแก้ไขปัญหาความขัดแย้งระหว่างคนกับช้างป่า มิใช่เพื่อแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ

สำหรับประเด็นสุดท้าย ซึ่งเป็นข้อเท็จจริงด้านเทคนิคทางสัตวแพทย์ คณะกรรมการระบุว่า ทีมสัตวแพทย์ได้ประเมินน้ำหนักของช้างจากระยะไกลไว้ที่ประมาณ 2.3-2.5 ตัน ขณะที่ผลชันสูตรจริงพบว่ามีน้ำหนัก 2.8 ตัน โดยมีการใช้ยาซึมชนิดไซลาซีน (Xylazine) รวม 5 ครั้ง ปริมาณรวม 27 มิลลิลิตร ตลอดระยะเวลาปฏิบัติงานกว่า 4 ชั่วโมง เพื่อควบคุมระดับการซึมของช้าง ซึ่งอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานทางวิชาการที่ใช้กับช้างป่า

อย่างไรก็ตาม พื้นที่เกิดเหตุเป็นไร่อ้อยและมันสำปะหลัง ทำให้ช้างมีการกินอาหารเข้าไปก่อนถูกวางยาซึม ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญ เนื่องจากช้างป่าธรรมชาติไม่สามารถควบคุมการงดน้ำงดอาหารได้เหมือนสัตว์ที่อยู่ในความดูแลของมนุษย์

จากผลการผ่าซากพบเศษอ้อย หญ้า และมันสำปะหลังอยู่ในช่องปากและทางเดินอาหารจำนวนมาก โดยมีหลักฐานว่าช้างเกิดการสำลักอาหาร ส่งผลให้ระบบทางเดินหายใจล้มเหลว ประกอบกับภาวะช็อกและหัวใจล้มเหลวในเวลาต่อมา ทั้งนี้คณะกรรมการสรุปว่าการเสียชีวิตเกิดจากภาวะแทรกซ้อนที่ไม่สามารถคาดการณ์หรือควบคุมได้ และไม่พบว่ามีการกระทำโดยประมาทหรือจงใจของเจ้าหน้าที่

ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่ได้พยายามช่วยเหลืออย่างเต็มที่ ทั้งการล้วงเศษอาหารออกจากทางเดินหายใจ การให้ยาแก้ฤทธิ์ยาซึม และการกระตุ้นการทำงานของหัวใจ แต่ไม่สามารถยื้อชีวิตช้างไว้ได้ โดยในเวลา 23.36 น. ไม่พบสัญญาณชีพของ “สีดอหูพับ”

ภายหลังเหตุการณ์ดังกล่าว กรมอุทยานแห่งชาติฯ ได้ประกาศยุติการเคลื่อนย้ายช้างป่าทั่วประเทศเป็นการชั่วคราว เพื่อนำข้อเสนอแนะจากผู้เชี่ยวชาญและข้อห่วงใยจากสังคมมาทบทวนแนวทางการดำเนินงาน พร้อมเร่งจัดทำคู่มือปฏิบัติการเคลื่อนย้ายช้างป่าที่ชัดเจน รวมทั้งจัดการฝึกอบรมเจ้าหน้าที่ให้มีความพร้อมรับมือสถานการณ์ฉุกเฉินภายใต้สภาวะกดดันมาตรการดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อยกระดับมาตรฐานการจัดการสัตว์ป่าของประเทศ และลดความเสี่ยงต่อการสูญเสียทั้งชีวิตสัตว์ป่าและความปลอดภัยของประชาชนในอนาคต.