การเมืองไทยได้ฤกษ์เดินหน้าเข้าสู่กระบวนการจัดตั้งรัฐบาลอย่างเป็นทางการแล้ว เมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2569 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดประชุมรัฐสภา ถือเป็นจุดเริ่มต้นของกระบวนการตามรัฐธรรมนูญ หลังการเลือกตั้ง

จากนั้นในวันที่ 15 มีนาคม เปิดประชุม สภาผู้แทนราษฎรนัดแรก เพื่อเลือก ประธานสภาและรองประธานสภา ก่อนจะนัดประชุมอีกครั้งในวันที่ 19 มีนาคม เพื่อโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี และเข้าสู่ขั้นตอนการจัดตั้งรัฐบาลอย่างเต็มรูปแบบ เดินหน้ารัฐบาลสีน้ำเงิน

สถานีต่อไป “นายกฯอนุทิน” เข้าสู่ขั้นตอนจัดตั้งคณะรัฐมนตรี (ครม.) ตรวจสอบคุณสมบัติ และนำรายชื่อขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง เมื่อมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แล้ว นายกรัฐมนตรีจะนำคณะรัฐมนตรี(ครม.)ทั้งคณะเข้าเฝ้าฯ ถวายสัตย์ปฏิญาณตนก่อนเข้าบริหารราชการแผ่นดิน

หากไล่เรียงตามไทม์ไลน์การเมืองในขณะนี้ คาดการณ์ว่า การจัดตั้ง “รัฐบาลสีน้ำเงิน” จะแล้วเสร็จภายในเดือนเมษายน 2569 และมีแผนที่จะแถลงนโยบายต่อรัฐสภาในวันที่ 9 เมษายน ก่อนจะเริ่มต้นการบริหารประเทศอย่างเต็มรูปแบบ

รัฐบาลสีน้ำเงินมีเสียงสนับสนุนในสภารวม 291 เสียง จาก 15 พรรคการเมือง โดยแกนนำหลักคือ พรรคภูมิใจไทย 191 เสียง ตามด้วย พรรคเพื่อไทย 75 เสียง และพรรคขนาดเล็กอีกหลายพรรคที่เข้ามาร่วมเติมเสียงสนับสนุนรัฐบาล

การจัดสรรตำแหน่งรัฐมนตรีเบื้องต้นถือว่าลงตัวในระดับหนึ่ง โดย พรรคภูมิใจ ไทยคุม14 กระทรวง กวาด 26 เก้าอี้รัฐมนตรี ขณะที่ พรรคเพื่อไทยคุม 5 กระทรวง ได้ 8 คน 9 ตำแหน่ง รวมตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี ส่วนพรรคพลังประชารัฐได้ 1 เก้าอี้รัฐมนตรี

“อนุทิน ชาญวีรกูล” หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ในฐานะแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ประกาศปิดดีล “รัฐบาลสีน้ำเงิน” อย่างเป็นทางการ โดยไม่มีพรรค กล้าธรรม พรรคประชาธิปัตย์ และพรรคไทยรวมพลัง เข้าร่วม พร้อมยืนยันว่า 291 เสียงถือว่าเพียงพอสำหรับการบริหารประเทศและรักษาเสถียรภาพรัฐบาล โดยตั้งเป้าหมายอยู่ครบวาระ 4 ปี

โครงสร้างอำนาจของรัฐบาลชุดนี้ไม่ได้มีเพียงเสียงในสภาเท่านั้น แต่ยังสะท้อนให้เห็นถึง การวางฐานอำนาจทางการเมืองที่ต่อเนื่องมาตลอดหลายปีของพรรคภูมิใจไทย ไม่ว่าจะเป็นเครือข่าย สส.- สว.-บ้านใหญ่ในหลายพื้นที่ รวมถึงกลไกของรัฐและเครือข่ายข้าราชการที่ถูกจัดวางตำแหน่งในช่วงที่ผ่านมา จนหลายฝ่ายมองว่าเป็นการสร้าง “อาณาจักรสีน้ำเงิน” บนกระดานการเมืองไทย

ภาพดังกล่าวสะท้อนชัดในช่วง การสัมมนาพรรคภูมิใจไทยระหว่างวันที่ 8–9 มีนาคม ที่สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งถูกมองว่าเป็นการโชว์ศักยภาพของ “บุรีรัมย์โมเดล” อย่างเต็มรูปแบบ

ในเวลานี้บุคคลสำคัญบนกระดานอำนาจหลายตำแหน่งล้วนมีความเชื่อมโยงกับจังหวัดบุรีรัมย์ ไม่ว่าจะเป็น “อนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรี ซึ่งมีทะเบียนบ้านอยู่บุรีรัมย์ ขณะที่ “โสภณ ซารัมย์” ว่าที่ประธานสภาผู้แทนราษฎร ก็เป็นคนบุรีรัมย์และเป็นเพื่อนสนิทของ “ครูใหญ่ เนวิน ชิดชอบ” ส่วนตำแหน่ง ประธานวุฒิสภา “มงคล สุระสัจจะ” ก็เคยรับราชการในจังหวัดบุรีรัมย์เช่นกัน

จึงทำให้หลายฝ่ายมองว่า สามเสาของอำนาจรัฐกำลังเชื่อมโยงอยู่ในเครือข่ายเดียวกัน ทั้งฝ่ายบริหารที่มี “อนุทิน” เป็นนายกรัฐมนตรี ฝ่ายนิติบัญญัติที่มีแนวโน้มครอบครองทั้ง สภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา รวมถึงองค์กรอิสระ ที่ต้องพิจารณาในคดีสำคัญๆ

คดีที่ถูกจับตามอง ได้แก่ คดีที่ดินเขากระโดง คดีรันเวย์วีไอพีที่ปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา และคดีฮั้ว สว. ฐานความผิดอั้งยี่ ซ่องโจร ซึ่งมีชื่อของบุคคลที่จะเข้ามาเป็นรัฐมนตรี เข้าไปเกี่ยวข้องกว่า 10 คน

ขณะที่อีกด้านหนึ่งของสมรภูมิการเมือง ซีกฝ่ายค้านมีจำนวน 209 เสียง นำโดย พรรคประชาชน 120 เสียง พรรคกล้าธรรม 58 เสียง พรรคประชาธิปัตย์ 21 เสียง พรรคไทยรวมพลัง 6 เสียง  พรรครวมไทยสร้างชาติ 2 เสียง พรรคเสรีไทย พรรคไทยภักดี พรรคละ 1เสียง

เมื่อแสกนดูแล้วแต่ละพรรคล้วนแล้วแต่มีตัวตึงตัวจี๊ด เตรียมหอกแหลมคมไว้ค่อยทิ่มแทงรัฐบาล โดยประเด็นที่จะถูกหยิบยกขึ้นมาเล่นงานรัฐบาลมีอยู่หลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็น ปัญหาทุนสีเทา เครือข่ายสแกมเมอร์ข้ามชาติ และคดีฮั้ว สว.

ด้วยเหตุนี้ “อนุทิน” จึงได้ส่งสัญญาณเตือนลูกพรรค ระหว่างการสัมมนาพรรคเมื่อช่วงต้นเดือนมีนาคมที่ผ่านมา โดยกำชับให้ทุกคนศึกษาเรื่อง กรอบจริยธรรมทางการเมืองตามแนวคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ อย่างละเอียดพร้อมย้ำว่า เพียงสังคมเกิดความสงสัยว่าพฤติกรรมของนักการเมืองไม่เหมาะสม ก็อาจเข้าข่ายความผิดด้านจริยธรรมได้ ดังนั้นรัฐมนตรีและ สส. ทุกคนจึงต้องระมัดระวังการทำงานอย่างรอบคอบ

นอกจากนั้นยังได้สั่งให้ ตรวจสอบบุคคลรอบตัวและทีมงานอย่างเข้มงวด เพราะมีรายงานข่าวว่าฝ่ายค้านกำลังรวบรวมข้อมูลเพื่อเตรียมเปิดศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจทันทีหลังรัฐบาลเริ่มทำงาน

หนึ่งในประเด็นสำคัญที่อาจกลายเป็น “นิติสงคราม” รอบใหม่คือ คดีฮั้ว สว. ซึ่งฝ่ายค้านเตรียมนำขึ้นมาอภิปรายไม่ไว้วางใจ และจะรวบรวมรายชื่อสส. 1 ใน 10 หรืออย่างน้อย 50 คน เพื่อยื่นเรื่องให้ ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยคุณสมบัติของรัฐมนตรีมีปัญหาเรื่องจริยธรรมหรือไม่

อย่างไรก็ตาม ล่าสุด คณะอนุกรรมการวินิจฉัยข้อโต้แย้งชุดที่ 36 ได้มีมติ 5 ต่อ 2 เห็นว่า ผู้ถูกกล่าวหา 229 คนไม่มีมูลความผิด แม้เสียงข้างน้อยจะเสนอให้ชี้มูลบางส่วนก็ตาม โดยขั้นตอนต่อไปคือการเสนอเรื่องให้ คณะกรรมการการเลือกตั้งชุดใหญ่ทั้ง 7 คนพิจารณา

แต่ล่าสุดคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาข้อโต้แย้ง คณะที่ 36 ที่ลงนามโดยนายอิทธิพร บุญประคอง อดีตประธาน กกต.เมื่อวันที่ 16 ก.ย. 2568 ให้มีอำนาจพิจารณาสำนวนการไต่สวนการเลือก สว. ส่วนกลางที่ 87 หรือคดีฮั้ว สว.

เป็นหน่วยกล้าตายสวนกระแสเตรียมปิดจ็อบ มีมติ 5 ต่อ 2 เห็นค้านกับคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนกลาง ชุดที่ 26 ชี้ว่าข่าวข่ายกระทำความผิด แต่อนุฯ ชุดที่ 36 ระบุว่าทั้ง 229 คน ที่ถูกกล่าวหาไม่มีมูลความผิด โดยเสียงข้างน้อย 2 เสียง เห็นว่า ควรชี้มูล 134 คน ในกลุ่ม สว. ปัจจุบัน 138 คน หลังจากนี้จะเป็นขั้นตอนทำความเห็นเสนอมติต่อ กกต.ชุดใหญ่ 7 คนให้รับทราบต่อไป

แต่ฝ่ายค้านก็มีค้านในค้านระหว่างพรรคประชาชน พรรคประชาธิปัตย์ ที่เคยออกมาประกาศว่าไม่ขอร่วมงานกับ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม นอกจากนี้ยังมีงูเห่าในฝ่ายค้านที่เตรียมหาจังหวะเลื้อยออกไปหาที่พักพิงใหม่หากมีข้อเสนอที่ดีกว่า

แต่ถึงอย่างไรก็จะประมาท “บิ๊กนัส-ร.อ.ธรรมนัส” ไม่ได้ เพราะเป็นคนที่อยู่ร่วมหัวจมท้ายกับพรรคภูมิใจไทยมาโดยตลอด ย่อมรู้ตื้นลึกหนาบางดี อาจปล่อยของที่มีอยู่ในมือออกมาทิ่มแทงรัฐบาลได้  แต่เวลานี้จะเห็นว่า “บิ๊กนัส” เหมือนจะเดิน 2 ขาที่ออกมาพูดว่า พร้อมเป็นฝ่ายค้าน อาจไม่นาน และถ้ามีวาสนาก็จะกลับเขามาเป็นรัฐมนตรีกระทรวงเกษตรฯอีก จะมาดูและพี่น้องเกษตรกรอย่างดี

ดูแล้ว “รัฐบาลสีน้ำเงิน” น่าจะอยู่ได้นาน แต่โอกาสครบเทอมยังต้องลุ้น เนื่องจากว่าธรรมชาติรัฐบาลผสม โดยเฉพาะผสมน้ำเงิน-แดง จะต้องมีตบจูบเป็นระยะๆ โอกาสแยกทางก็มีเช่นกัน หาก “ครูใหญ่- เนวิน” เลี้ยงงูเห่าไว้อย่างดี ในจำนวนที่เพียงพอ พร้อมต่อท่อกับพรรคสำรองโอกาสต่อชีวิตก็เป็นไปได้สูง

แต่เป็นปัญหาเฉพาะหน้าที่เป็นไฟรนก้นรัฐบาลตอนนี้คือศึกตะวันออกกลางรุนแรง โหดร้ายขึ้นโดยเฉพาะภาพการยิงเรือสิ้นค้าไทย โดยอิหร่านออกมายอมรับว่าเป็นคนยิงเอง ไม่อยากให้น้ำมันหลุดลอดออกไปได้แม้แต่หยดเดียว ผลกระทบที่เห็นได้ชัดคือ ราคาน้ำมันมีแนวโน้มพุ่งสูง กองทุนน้ำมันร่อยหรอ ราคาปุ๋ยปรับตัวสูงขึ้น และค่าครองชีพของประชาชนเพิ่มขึ้น

ท่ามกลางสถานการณ์เช่นนี้ สายตาของสังคมจึงจับจ้องไปที่ “รัฐบาลอนุทิน 2” ว่าจะสามารถรับมือกับแรงกดดันทางเศรษฐกิจและการเมืองที่กำลังถาโถมเข้ามาได้หรือไม่

เพราะสุดท้ายแล้ว บทพิสูจน์สำคัญของรัฐบาลชุดนี้ อาจไม่ได้อยู่ที่จำนวนเสียงในสภา แต่อยู่ที่ความสามารถในการพาประเทศฝ่าวิกฤตโลกครั้งใหม่ให้ได้.