สารจากผู้กำกับ มาโมรุ โฮโซดะ “เมื่อเราได้เห็นความขัดแย้งอันน่าเศร้าสลดที่เกิดขึ้นทั่วโลก ผมเชื่อว่าการค้นพบความรัก และการเลือกที่จะอยู่ร่วมกันอย่างเป็นหนึ่งเดียว คือสิ่งที่จะนำพาเราไปสู่สิ่งที่ดีกว่า นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ผมต้องการแบ่งปันภาพยนตร์เรื่องนี้กับผู้ชมทั่วโลก โดยเฉพาะในช่วงเวลาเช่นนี้”
“Scarlet” เมื่อความแค้นปะทะอุดมคติ ผลงานภาพยนตร์ที่ทะเยอทะยานที่สุดของผู้กำกับโฮโซดะ ที่เคยถูกเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์ (Mirai, 2018)

หากพูดถึงชื่อของ มาโมรุ โฮโซดะ แฟนๆ อนิเมะมักจะนึกถึงเรื่องราวความอบอุ่นของครอบครัว การเติบโตของวัยรุ่น และโลกดิจิทัลที่เชื่อมโยงผู้คน แต่กับ “Scarlet” (สการ์เล็ต) ผลงานชิ้นล่าสุดนี้ โฮโซดะ ได้ทลายกรอบเดิมของตัวเองทิ้งไป ก้าวเข้าสู่ประเด็นที่หนักหน่วง เป็นสากล และสะท้อนภาพภูมิทัศน์ทางการเมืองโลก (Geopolitics) ในยุคหลังโควิดได้อย่างแหลมคมที่สุด
เรื่องย่อของ Scarlet เล่าถึงเจ้าหญิงนักรบแห่งยุคกลาง กับภารกิจสุดอันตรายเพื่อล้างแค้นให้กับท่านพ่อผู้ล่วงลับของเธอ แต่ภารกิจของเธอล้มเหลว เธอบาดเจ็บหนัก และตื่นขึ้นมาใน “โลกอื่น” เธอได้พบกับชายหนุ่มแสนดี ผู้มีอุดมการณ์มุ่งมั่นจากโลกยุคปัจจุบัน ที่ไม่เพียงแค่ช่วยทำแผลให้เธอ แต่ยังทำให้เธอได้เห็นถึงความเป็นไปได้ของอนาคต ที่ปราศจากความหม่นหมองและความเกรี้ยวโกรธ เมื่อได้เผชิญหน้ากับผู้ที่สังหารท่านพ่อของเธออีกครั้ง สการ์เล็ต ได้พบกับการต่อสู้อันยากลำบากและท้าทาย เธอจะสามารถหลุดพ้นจากวังวนของความเกลียดชัง ขุ่นแค้น และพบกับความหมายของชีวิตที่เหนือกว่าการแก้แค้นได้หรือไม่?
นี่ไม่ใช่พล็อตต่างโลกธรรมดา แต่มันคือการจับเอา “สัญชาตญาณดิบของมนุษย์ (การแก้แค้น)” มาปะทะกับ “อุดมคติขั้นสูงสุด (การให้อภัย)” สการ์เล็ตต้องเลือกว่า เมื่อศัตรูอยู่ตรงหน้า เธอจะสานต่อวงจรนองเลือด หรือก้าวข้ามมันไป ตามคำสอนสุดท้ายของพ่อที่ว่า “จงให้อภัย”

ผู้กำกับ มาโมรุ โฮโซดะ ได้แรงบันดาลใจจากบทละครคลาสสิก “Hamlet” ของ วิลเลียม เชกสเปียร์ แต่บิดมุมมองใหม่ ใน Hamlet วิญญาณพ่อสั่งให้ลูกแก้แค้น แต่วิญญาณพ่อของสการ์เล็ตกลับสั่งให้ “ให้อภัย”
ความโดดเด่นที่สุดของ Scarlet คืองานภาพที่สวยงามอลังการสุด ๆ ยิ่งดูในโรง IMAX ยิ่งสวยตาแตก แต่ละฉากสุดๆ เป็นงานภาพที่หลอมรวม 2D และ 3D สู่มิติใหม่ ใครที่เคยประทับใจความอลังการใน Belle จะต้องทึ่งกับ Scarlet โฮโซดะยอมรับว่า เขาได้รับอิทธิพลจากการปฏิวัติวงการของ Spider-Man: Into the Spider-Verse เขาจึงเลือกใช้ CG (คอมพิวเตอร์กราฟิก) มากขึ้น เพื่อเน้นการแสดงอารมณ์ทางสีหน้า แต่ยังคงเก็บความอบอุ่นของ “ลายเส้นวาดมือ (Hand-drawn)” เอาไว้

และที่พลาดไม่ได้คือฉาก “มังกรขนาดยักษ์” ที่ถูกแทงทะลุด้วยอาวุธนับไม่ถ้วนแต่มันกลับไม่สะทกสะท้าน ซึ่งโฮโซดะจงใจปล่อยให้เป็นสัญลักษณ์ปลายเปิด ให้คนดูตีความเอาเองว่า มังกรตัวนี้หมายถึงอะไร (บางคนตีความว่า มันคือความขัดแย้งที่ฝังรากลึกของมนุษยชาติ ที่ทำลายยังไงก็ไม่มีวันตาย)
พูดถึงข้อดีมากมายไปแล้ว มาดูที่ข้อเสียกันบ้าง ด้วยความทะเยอทะยานที่อยากนำเสนอปรัชญาที่ยิ่งใหญ่คับโลกของผู้กำกับโฮโซดะ ซึ่งมันไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะยัดเข้าไปในช่วงเวลาราวๆ 2 ชั่วโมง ทำให้ Scarlet สนุกไม่สุด เพราะต้องพยายามนำเสนอแนวคิดที่ลุ่มลึก และเมื่อเรื่องราวดำเนินไปเรื่อยๆ บางครั้งก็ทำให้เรารู้สึกว่า นี่มันโลกสวยเกินไปหน่อย แถมด้วยจังหวะการเล่าเรื่องที่เนิบๆ ช้าๆ เกินไป ทั้งที่มีอะไรให้เล่ามากมาย ทำให้มีช่วงเวลาที่น่าเบื่ออยู่บ้าง
แม้จะพอเข้าใจได้ เพราะเรื่องที่ผู้กำกับหยิบมาเล่ามันยากและซับซ้อนมาก เมื่อพยายามยัดเข้ามา มันจึงยากมากที่จะเล่าให้สนุกสนาน ด้วยแก่นของเรื่องที่มันจริงจังขนาดนั้น จึงทำให้หนังไม่ปัง แต่โดยรวมก็ถือว่าประสบความสำเร็จในระดับหนึ่ง
3.5/5
โฮโซดะไม่ได้ทำ Scarlet เพื่อยัดเยียดคำตอบให้ทุกคนว่า “จงรักกันเถอะ” แต่มันคือภาพยนตร์เชิงจิตวิทยา และปรัชญาที่ชวนขบคิด เมื่อดูจบ มันทิ้งมวลความรู้สึกหนักอึ้ง และตั้งคำถามกับเราในฐานะเพื่อนมนุษย์ ขณะที่โลกปัจจุบันเต็มไปด้วยความขัดแย้งอันรุนแรง รวมทั้งความหมิ่นเหม่ของการเกิดสงครามโลกครั้งที่ 3 นี่คือการเติบโตอีกขั้นของผู้กำกับคนนี้ ผลงานที่ทะเยอทะยานที่สุด กับงานภาพที่วิจิตรตระการตา แก่นของเรื่องที่ทรงพลัง ท้าทายความคิด เข้ากับยุคสมัยอย่างน่าขนลุก แม้จะไม่สามารถทำให้สนุกได้อย่างที่ควรจะเป็นก็ตาม แต่อนิเมะเรื่องนี้ก็ยังคงคุ้มค่าแก่การรับชมอยู่ดี
หมีเช



