แม้คนในเมืองชั้นใน อาจไม่ค่อยรู้สึกอะไรมากนัก เพราะมีหลายทางเลือก แต่ในต่างจังหวัดแล้ว ไม่ใช่แค่เรื่องของเพียงการเดินทางเท่านั้น แต่ยังมีวิถีชีวิตของชาวนา ชาวไร่ หรือแม้แต่ชาวประมง ที่ต้องใช้น้ำมันเพื่อทำมาหากิน จึงไม่ต้องแปลกใจถึงเสียงเรียกร้องกันระงม
มาจนถึงเวลานี้ ผ่านไปแล้ว 1 เดือน เต็ม รัฐบาลของนายอนุทิน ชาญวีรกุล ทำได้เพียงแค่…การยกมือไหว้ประชาชน ยอมรับว่ารับมือไม่ทันเพราะวิกฤติมันแรงเกินคาด และคิดไม่ถึงว่าสงครามจะลากยาว จึงทำได้เพียงแค่เน้นการประคับประคองลดผลกระทบต่อพี่น้องคนไทย
เอาเป็นว่า… เวลานี้ ใครเข้ามาบริหาร ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะมีความไม่แน่นอนสูง มีความยากลำบาก ต่อให้มีความรู้ดี มีความเชี่ยวชาญสูง ก็ใช่ว่าจะเป็น “อัศวิน” ขี่ม้าขาวมาแก้ไขปัญหาได้ทันที
บ่อเกิดของปัญหากลายเป็นเรื่องเป็นปัจจัย ที่ไม่สามารถควบคุมได้ ขึ้นอยู่กับผู้นำของประเทศมหาอำนาจว่าจะสงบศึก หยุดทำสงครามกันแบบจริงจัง ไม่ใช่แค่ “พักรบ”กันเมื่อใด ซึ่งก็ไม่มีใครบอกได้ว่าจะเกิดขึ้นเมื่อใดเช่นกัน
ด้วยเหตุปัจจัยเหล่านี้ คนไทยตาดำ ๆ จึงหนีไม่พ้นที่ต้องแบกรับภาระ แบกรับความเดือดร้อน ต่อไป เพราะไม่ใช่เพียงแค่ราคาน้ำมันขึ้น หรือราคาน้ำมันแพง เท่านั้น
แต่กลายเป็นว่า…จะ “แพงทั้งประเทศ” เข้าให้ด้วย ไม่ว่าจะเป็นสินค้า หรือบริการต่าง ๆ ที่เชื่อกันว่าในอีกไม่กี่วันนี้เช่นกัน ที่บรรดาสินค้าอุปโภคบริโภคเตรียมแห่แหนปรับราคากันถ้วนหน้า
ต่อให้กระทรวงพาณิชย์ งัดทั้งการประกาศควบคุมราคาสินค้าเพิ่ม การขายสินค้าราคาถูกผ่านโครงการไทยช่วยไทย การไล่ตรวจจับการขึ้นราคาสินค้าโดยไม่ได้รับอนุญาต การตรวจจับพ่อค้าแม่ค้า ที่ไม่ติดป้ายราคาให้ถูกต้อง และอีกมากมายสารพัด
ถามว่า…วิธีการเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ เป็นเรื่องที่ดำเนินการกันเป็นปกติธรรมดา อยู่แล้ว แม้ช่วยบรรเทาความเดือดร้อนได้บ้าง แต่ก็ไม่สามารถบรรเทาได้ทั้งหมด
สุดท้ายประชาชนตาดำ ๆ ก็เดือดร้อนอยู่ดี เพราะสินค้าบริการแพงขึ้นเกินหน้ารายได้ที่มีแต่เท่าเดิม เผลอ ๆ บางรายอาจลดลงไปด้วยซ้ำ แถมเศรษฐกิจภาพรวมก็มีแนวโน้มหัวทิ่มเข้าไปอีก
จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่คนทั้งประเทศกำลังจะหมดศรัทธา หมดควมเชื่อมั่น ในรัฐบาล!! เพราะความเดือดร้อนกำลังแผ่ซ่านกันไปทั่วทุกหัวระแหง
ขณะที่รัฐบาลเองได้พยายามดึงความเชื่อมั่นกลับคืนมา ด้วยการส่งโครงการ“คนละครึ่ง พลัส” เข้ามาช่วยกระตุกอารมณ์คนทั้งประเทศอีกครั้ง
แต่ถามว่า เงินในมือเวลานี้ที่ทำได้ก็มีอยู่น้อยนิดหรือ 20,000 ล้านบาทเศษนิดหน่อย ที่เป็นงบกลางในการสำรองจ่ายกรณีฉุกเฉิน ของปีงบประมาณ 2569
จากเป้าหมายเดิมของนายอนุทิน ที่เคยให้สัมภาษณ์ไว้เมื่อปลายปีที่ผ่านมา ที่จะเพิ่มเงินให้เป็นคนละ 4,000 บาท สำหรับคนที่ตกหล่นที่เหลืออยู่ประมาณ 10 ล้านสิทธิ จะมีโอกาสเป็นไปได้มากน้อยขนาดไหน
อย่างที่บอก! เงินเหลือน้อยลง สภาพเศรษฐกิจต่างออกไป เพราะคนที่ได้สิทธิ คนละครึ่งพลัสไปก่อนหน้านี้ ก็เดือดร้อนไม่น้อยเช่นกัน คนที่ไม่ได้สิทธิ ก็เดือดร้อนเช่นกน แถมยังพลาดโอกาสไปก่อนหน้านี้อีก
ด้วยสภาพการณ์ที่เกิดขึ้นเช่นนี้ การเกลี่ยงบประมาณปี 69 ที่ไม่จำเป็น หรือรอได้ หรือจำเป็นน้อยที่สุด เพื่อนำมาสมทบรวบรวมไว้ในก้อนของงบกลางรายการสำรองจ่ายฉุกเฉิน
เหมือนที่เคยทำมาแล้วในช่วงเหตุการณ์ที่เกิดโควิด ที่เกลี่ยงบมาได้กว่า 8.8 หมื่นล้านบาท จะทำได้มากน้อยอย่างไร หรือมีอุปสรรคของกฎหมายที่อาจไม่สามารถทำได้ทันที
การจะรองบประมาณก้อนใหม่ ในปีงบประมาณ 2570 ที่จะเริ่มต้นในวันที่ 1 ต.ค.2569 นี้ ก็คงไม่ทันการณ์ เพราะกว่าจะถึงเวลาที่ใช้งบก้อนใหม่ได้ คนไทยคงหนักหนาสาหัส
เพราะไม่มีใครรู้ได้ว่าปัจจัยกดดันจากต่างประเทศนั้นจะไปสิ้นสุดที่จุดใด หรือสิ้นสุดที่ตรงไหน แต่สิ่งที่รัฐบาลทำได้ คือต้องหาวิธีการสื่อสารที่ชัดเจน ถูกต้องตรงไปตรงมา ให้คนไทยได้รับรู้รับทราบข้อเท็จจริง
ไม่ใช่สื่อสารอย่าง แต่ประชาชนเข้าไปอีกอย่างแบบตรงกันข้าม เหมือนกับชนวนวิกฤติน้ำมันที่เกิดขึ้นมาก่อนหน้านี้ ที่รัฐบาลพุ่งเป้ามุ่งบอกแต่ประชาชนว่า น้ำมันมีเพียงพอ
แต่ในข้อเท็จจริง ทุกปั๊มบอกน้ำมันหมด ขนาดยอมอดหลับอดนอน แห่ไปรอเติมกั้นตั้งแต่ตี 3 พอ 6 โมงเช้า น้ำมันไม่มี หรือการที่ไม่มีคำตอบ ว่า มีการกักตุนขนานใหญ่จาก “ไอ้โม่ง” เพื่อลักลอบส่งออกไปขายประเทศเพื่อนบ้านหรือการกักน้ำมันเพื่อกินส่วนต่างในวันรุ่งขึ้น
ต้องรอดูกันต่อไปว่า…การใช้ “คนละครึ่งพลัส เฟส2” มาดึงดูดความเชื่อมั่นของคนไทยในเวลานี้ จะกลบกระแส “แพงทั้งแผ่นดิน” ได้มากน้อยเพียงใด?
……………………………………….
คอลัมน์ : เศรษฐกิจจานร้อน
โดย “ช่อชมพู”



