บรรดาฝ่ายบริหารที่ตกเป็นเป้าโจมตี จากปัญหาวิกฤติพลังงาน นอกจาก “นายกฯอนุทิน ชาญวีรกูล” ในฐานะ หัวหน้ารัฐบาล ยังมี นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกฯ ในฐานะ ผู้อำนวยการศูนย์บริหารสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลาง (ศบก.) นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รมว.พลังงาน อดีตซีอีโอ ปตท. และ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์
โดยเฉพาะ “ศุภจี” ที่มักชอบเรียกตัวเองว่า “แต๋ม” ซึ่งโชว์ผลงานในระหว่างทำหน้าที่เป็น “รมว.พาณิชย์” และช่วย “ภูมิใจไทย” หาเสียงเลือกตั้ง ไปร่วมดีเบตในหลายเวที จนทำเอานักการเมือง มากประสบการณ์ หรือมือเศรษฐกิจหญิงจากพรรคส้ม ไปไม่เป็น จนถูกยกให้เป็น “ซุปเปอร์จี” ผลพวงจากปรากฏการณ์ครั้งนั้น เลยอาจทำให้บรรดากองเชียร์พรรคประชาชน ที่มักอ้างตัวเป็นนักวิชาการอิสระ คอยดิสเครดิต และ โจมตีอย่างต่อเนื่อง
จริง ๆ ก็ ไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะการเมืองบ้านเรา ใครก็รู้หลายครั้ง มักใช้วิธีทำลายล้าง ชกใต้เข็มขัด ทำทุกอย่างเพื่อให้ตนเอง เป็นฝ่ายถูกต้อง ไม่ว่าใครจะเป็นผู้หญิงผู้ชาย ยิ่งในช่วงเกิดวิกฤติ มีข้อมูลข่าวสารมากมาย หลายครั้งก็นำเสนอเรื่องราวให้ตนเองเป็นบวก ฝ่ายตรงข้ามเป็นลบ โดยเฉพาะช่วงนี้ ราคาน้ำมันเป็นเรื่องใหญ่ เมื่อใครให้ข้อมูลที่อ่อนไหว บางคนอาจคล้อยตาม
อย่างเช่น “นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค” อดีต รมว.พลังงาน ซึ่งในช่วงเกิดวิกฤติพลังงาน ได้รับเชิญไปให้ความเห็นในหลายรายการ ช่วงหนึ่งออกมาระบุถึง อำนาจหน้าที่ของกระทรวงพาณิชย์ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ ที่กระทรวงพาณิชย์ควรมีบทบาทใน การควบคุมราคาสินค้า โดยเฉพาะราคาน้ำมัน ใครได้ยินได้ฟัง ก็คงต้องเชื่อ เพราะนอกจาก “นายพีระพันธุ์” จะเคยเป็นรัฐมนตรีมาหลายกระทรวง จนสุดท้ายมาอยู่ที่กระทรวงพลังงาน
ก่อนที่จะเข้ามาทำงานการเมือง ยังเคยเป็นผู้พิพากษา ต่อสู้ปกป้องผลประโยชน์ ของประเทศไทยมาหลายเรื่อง มีผลงานสำคัญคือ การสอบสวนการทุจริต โครงการก่อสร้างทางด่วนสายบางนา-บางพลี-บางปะกง (ทางพิเศษบูรพาวิถี) หรือ “ค่าโง่ทางด่วน 6,200 ล้านบาท” ซึ่งถูกนำไปใช้ในการต่อสู้คดีในชั้นศาลและชนะคดี ทำให้คนไทยไม่ต้องจ่ายค่าโง่พร้อมดอกเบี้ยนับหมื่นล้านบาท
รวมทั้งเมื่อวันที่ 18 ก.ย. 66 สำนักงานศาลปกครองกลาง ก็ออกมาเปิดเผยว่า ศาลปกครองกลางพิจารณาคดีโฮปเวลล์ใหม่ โดยมีคำพิพากษาให้ “เพิกถอน” คำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการที่ให้กระทรวงคมนาคมและการรถไฟแห่งประเทศไทย ชดใช้ค่าเสียหายแก่ บริษัท โฮปเวลล์ ซึ่งคดีนี้ “นายพีระพันธ์ุ” ก็มีส่วนให้ความเห็นในทางกฎหมาย
ขณะที่มีรายงานข่าวจาก กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ ระบุว่า น้ำมันเป็นสินค้าที่มีกฎหมายเฉพาะในการกำกับดูแลจึงไม่เข้าข่าย พ.ร.บ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ เข้าไปควบคุมธุรกิจน้ำมันได้ โดยที่ผ่านมา มีคำวินิจฉัย 2 กรณี เป็นตัวอย่าง คือ คำพิพากษาคดีปกครองเกี่ยวกับคดีน้ำมันเชื้อเพลิง เนื่องจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเมื่อวันที่ 21 พ.ค. 2534 อนุมัติให้ดำเนินการยกเลิกการควบคุม ราคาน้ำมันเชื้อเพลิง
ซึ่งทำให้ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงเป็นไป ตามกลไกตลาดเสรี และสะท้อนต้นทุนที่แท้จริง ประกอบกับมีหน่วยงานที่ทำหน้าที่
กำกับ ดูแลสินค้าน้ำมันเชื้อเพลิง รวมถึงพลังงานอื่นในประเทศไทย โดยเฉพาะอยู่แล้ว ดังนั้น คณะกรรมการกลางว่าด้วยสินค้าและบริการ (กกร.) จึงไม่มีหน้าที่กำหนดราคาจำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิงแต่อย่างใด ซึ่งทำให้ศาลปกครองสูงสุดพิพากษายืน ตามคำพิพากษาศาลปกครองกลาง
ส่วน ผู้ตรวจการแผ่นดิน มีคำวินิจฉัยเกี่ยวกับ พ.ร.บ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542 ให้อำนาจ กกร.ในการออกประกาศกำหนดสินค้าและบริการควบคุมได้ แต่สินค้า “น้ำมันเชื้อเพลิง” มีกฎหมายกำหนดไว้เป็นการเฉพาะให้อำนาจ ดังนั้น กระทรวงพลังงาน และ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในการกำกับดูแล ส่วน กกร. จะเป็นผู้ตรวจสอบ การแจ้งราคาและการแสดงราคาตามที่กระทรวงพลังงาน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำหนด
การให้ความเห็นในประเด็น เรื่องข้อกฎหมาย ต้องยึดข้อเท็จจริง จะใช้อคติ หรือความไม่พอใจส่วนตัว มาเป็นตัวตัดสินไม่ได้ ยิ่งถ้าเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ของประเทศ และความเดือดร้อนของประชาชน ไม่เช่นนั้นก็กลายเป็นคนไร้ความน่าเชื่อถือ เพราะ ยังกล้าโกหกตัวเอง อีก.
“เขื่อนขันธ์”



