อังคาร 31 มี.ค.มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯแต่งตั้ง ครม.นายอนุทิน ชาญวีรกูล สมัยที่ 2 แล้ว เป็นไปตามโผของสื่อที่เสนอข่าวไปก่อนหน้า ไม่มีอะไรต้องตื่นเต้น มีแต่ ต่อแต่นี้ไป นายอนุทินไม่มีข้ออ้างว่า เป็นแค่รัฐบาลรักษาการ มีข้อจำกัดด้านกฎหมาย ทำอะไรมากไม่ได้ แบบที่ชอบอ้าง          

รายการ มีทเดอะเพรสที่ไม่รู้ใครวางแผนให้ นายอนุทิน ยกมือไหว้ขอโทษ ยอมรับ ตอนแรกประเมินสงครามผิดพลาด คิดว่า จบเร็ว (เลยชิลชิล) ประกาศชดเชยราคาน้ำมัน 15วัน ยืนยันน้ำมันพอแน่นอน มีสำรองตั้ง 100 วัน สงครามกระทบไทยน้อย (แต่หน้าปั๊ม ต้องเข้าแถวรอตั้งแต่ตี 2) ถ้านายอนุทินเป็นเด็กฝึกงาน นักการเมืองหน้าใหม่ อย่างพวกพรรคส้มที่ถูกปรามาส ขืนให้เป็นผู้นำ ได้ Ship หายแน่ นี่ก็ส่อจะตัดสิทธิ 10 สส.พรรคส้มอีก ก็ไปอย่าง

แต่นายอนุทินเล่นการเมืองมา 20-30 ปี ผ่านงานไม่รู้กี่กระทรวง ประสบการณ์การเมืองเพียบ แถมเป็นนายกฯ ตัวจริงอีก 4 เดือน (รบ.หนู 2 ยังควบเก้าอี้ มท.1 อีก) แต่แก้วิกฤติพลังงาน จนถูกด่าทั้งแผ่นดิน อย่างที่เดลินิวส์พาดหัวข่าวไว้ แสดงว่า ฝีมือ มีแค่นี้แหละ ถ้าอยู่ครบ 4 ปี ประเทศชาติคงย่ำเท้าอยู่กับที่  ก็น่า
เศร้านะ 

เพราะเทียบกับสิงคโปร์ ประเทศที่คนไทยชอบบอก เล็กแค่นี้ บริหารง่ายนิดเดียว เลยขอเขียนถึงอีกครั้ง ทำไม ลี เซียน ลุง รมว.อาวุโส (อดีตนายกฯสิงคโปร์) ใน รบ. ลอว์เรนซ์ หว่อง ถึงมีวิสัยทัศน์เฉียบคม บอกแต่วันแรก ๆ สงครามเกิดขึ้นแล้ว แม้เราไม่ใช่พื้นที่สู้รบ แต่ผลกระทบนั้นใหญ่หลวง เตรียมมาตรการรับมือ 12345 กันไว้เลย

ถึงตอนนี้  จึงไม่รู้ ควรดีใจกับคนที่ประชาชนเลือกให้ผ่านใบอนุญาตที่ 1 ชนะท่วมท้น ตั้ง 193 เสียง (จะมีการโกง มองจากดาวอังคารก็เห็น หรือไม่  พิสูจน์อีกนาน ชาติหน้าอาจไม่จบ) แถมด้วยใบอนุญาตที่ 2 (มองเห็นจากดาวอังคาร) หรือควรเสียใจกับชะตากรรมประเทศชาติที่จมปลักกับอำนาจนอกระบบที่กดทับไม่ยอมเลิก ก็ไม่รู้

เฉพาะหน้ากับมาตรการที่ รบ.หนู 2 ออกมาช่วยบรรเทาผลกระทบน้ำมันแพง โดยเฉพาะดีเซลที่เกินลิตรละ 40 บาทและเดินหน้าสู่ 50 บาท ไม่แน่จะถึง 60 บาท เช่น สารพัดโครงการ ธงฟ้า หรือชื่อใหม่ ไทยช่วยไทย แม้เป็นเหล้าเก่าในขวดใหม่ ก็ยังดีกว่าไม่ทำอะไรเลย หรือ คนละครึ่งพลัสเฟส 2  ชาวบ้านก็ชอบแน่  เงิน 2 พัน ยามนี้มีความหมายไม่น้อย ทั้งที่ความจริงต้องคิดจัดทำงบประมาณนอกกรอบด้วยซ้ำ  เอาเหอะ แล้วค่อยว่ากัน

แต่เรื่องที่นายกฯหนูย้ำใน “มีทเดอะเพรส” ให้คนไทยยอมรับความจริง น้ำมันต้องแพงขึ้น ต้องปล่อยลอยตัว น่ะ ปัญหาคือ จะลอยไปถึงไหน ยังไงก็ไม่พ้นต้องอุดหนุนระดับหนึ่ง (ดีเซลเกือบ 20 บาท) อยู่ที่ภาระนี้ใครจ่าย นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ ประธาน ศบก. จะให้ใช้เครื่องมือเดิม คือ กองทุนน้ำมัน ซึ่งล่าสุด (31 มี.ค.) ติดลบกว่า 4 หมื่นล้าน และคงเพิ่มขึ้นอีก เคยติดลบ 1.2 แสนล้าน ครั้งนี้ ข่าวว่า เตรียมไว้ 1.5 แสนล้าน ที่โยนภาระให้กองทุนน้ำมัน แทนที่จะไปลดภาษีสรรพสามิต ภาษีแวต เพราะหากดึงเงินไปจากส่วนนี้ จะทำให้เงินเข้ารัฐน้อยลง ขณะกองทุนน้ำมัน หากราคาน้ำมันลง รัฐบาลดึงให้ราคาไม่ลดเพื่อให้เงินไหลเข้ากองทุนได้ พูดง่าย ๆ ใช้เงินประชาชนอุ้มประชาชน ง่ายกว่าเยอะ

แต่นั่นล่ะ ถ้าคิดได้แค่นี้  ก็อย่ามาเป็นรัฐบาลเลย มันง่ายเกินไป ไม่ว่าเกาหลีใต้ เวียดนาม ญี่ปุ่น ยอมเฉือนเนื้อลดภาษีสรรพสามิตทั้งสิ้น ตอนนี้ สรรพสามิตนำ้มันเกือบ 7 บาท ลดเหลือศูนย์ยังได้ รวมถึงค่ากลั่นน้ำมันที่ นายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร เอามาเผยแพร่ อยู่ที่ 6.46 บาท ลดซัก 2 บาท เฉลี่ยทุกข์เฉลี่ยสุข ลดแรงก่นด่าจากประชาชน รวมแล้วน้ำมันจะลดลงได้อีกลิตรละเกือบ 9 บาท ทำเป็นเล่นไป  นี่ล่ะที่รัฐบาลควรทำ นอกจากหา “ไอ้โม่ง” กักตุนน้ำมัน

สุดท้าย  ฝากถึงเหล่าเสนาบดี โปรดอย่าเสนอหน้า บอกให้คนไทยปรับวิถีชีวิตใหม่ เช่น ไชยชนก ชิดชอบ ที่บอก ให้อยู่แบบพอเพียง หรือปลัดพาณิชย์ ที่ยิ้มหัว ตอบนักข่าว ไม่ต้องห่วงสินค้าขึ้นราคา พระอาทิตย์มีขึ้นยังมีตกเลย พูดเหมือนอยู่คนละโลก ไม่แยแสความทุกข์ยากของแผ่นดิน ทุกวันนี้คนไทยรัดเข็มขัดจนเอวแทบหัก เคยกินกับข้าว 2 อย่าง ก็เหลือ 1 อย่างแล้ว จะเอาอะไรอีก กินข้าวกับน้ำปลาหรือ?!?

อย่ามาล้อเล่นกับความโกรธของประชาชนดีกว่า เดี๋ยวจะหาว่าไม่เตือน.                

ดาวประกายพรึก