พระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.)การขนส่งทางราง พ.ศ.2568 มีผลบังคับใช้แล้วตั้งแต่วันที่ 27 มี.ค. 2569 มีสาระสำคัญทั้งสิ้น 11 หมวด 158 มาตรา  

นับเป็นครั้งแรกของประเทศไทยที่มีกฎหมายใช้ดูแลระบบการขนส่งทางรางโดยเฉพาะ เป็นก้าวสำคัญในการยกระดับคุณภาพให้บริการของระบบรางที่สะดวก รวดเร็ว ประหยัด และปลอดภัยสำหรับทุกคน คุ้มครองผู้โดยสารอย่างรอบด้านด้วยมาตรฐานเดียวกัน  รวมทั้งจะออกใบอนุญาต(ใบขับขี่) ในระบบรางด้วย

ขณะนี้ กรมการขนส่งทางราง(ขร.) เริ่มขั้นตอนต่างๆ ในการออกใบอนุญาตให้ผู้ประจำหน้าที่ (พนักงานขับรถไฟ/รถไฟฟ้า/รถไฟความเร็วสูง(ไฮสปีด)/พนักงานควบคุมการเดินรถ) แล้ว  โดยประสานการรถไฟแห่งประเทศไทย(รฟท.) การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย(รฟม.) และผู้ได้รับสัมปทาน รวมทั้งผู้ทำสัญญาว่าจ้างเดินรถขนส่งทางราง ให้จัดส่งข้อมูลที่เกี่ยวข้อง จำนวนผู้ยื่นขอรับใบอนุญาตผู้ประจำหน้าที่ ให้ ขร. ตรวจสอบข้อมูล ก่อนออกใบอนุญาตฯ

นายพิเชฐ คุณาธรรมรักษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางราง ให้ข้อมูลว่า  เบื้องต้นมีผู้ยื่นขอรับใบอนุญาตผู้ประจำหน้าที่รวม  2,629 ราย  ประกอบด้วย รฟท. 1,089 ราย(รถไฟ)  รฟม. 14 ราย,  บริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BTSC 578 ราย, บริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BEM 445 ราย,  บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด (รฟฟท.) 148 ราย, บริษัท นอร์ทเทิร์น บางกอกโมโนเรล จำกัด (NBM) 163 ราย, บริษัท อีสเทิร์น บางกอกโมโนเรล จำกัด (EBM) 123 ราย  และบริษัท เอเชีย เอราวัน จำกัด 69 ราย

ในบทเฉพาะกาล มาตรา 156 ยกเว้นให้ผู้ประจำหน้าที่ที่ปฏิบัติหน้าที่ก่อนวันที่ พ.ร.บ.การขนส่งทางรางมีผลบังคับใช้ ยังคงปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้ โดยต้องยื่นคำขอใบอนุญาตฯ ต่ออธิบดี ขร. ภายใน 120 วัน หรือภายในวันที่ 25ก.ค.2569 นอกจากนี้ยังได้รับการยกเว้นไม่ต้องนำมาตรา 96 เกี่ยวกับคุณสมบัติผู้ประจำหน้าที่มาใช้กับการขออนุญาตเป็นผู้ประจำหน้าที่ด้วย

ขร. อยู่ระหว่างตรวจสอบเอกสาร และลงข้อมูลในระบบดิจิทัล หรือ e-License R ขณะเดียวกันผู้ยื่นขอรับใบอนุญาตฯ ทุกคนต้องยืนยันตัวตนผ่านแอปพลิเคชั่น Thai ID ด้วย ปัจจุบันมีผู้ทยอยยืนยันตัวตนอย่างต่อเนื่อง เบื้องต้นคาดว่าจะใช้เวลาอีก 1-2 เดือนหลังจากนี้ จะเริ่มทยอยออกใบอนุญาตฯ แบบอิเล็กทรอนิกส์ให้ผู้ประจำหน้าที่ได้ โดยจะออกให้ผ่านระบบ e-License R มีอายุ 5 ปี

ผู้ประจำหน้าที่ต้องพกใบอนุญาตฯ ติดตัวตลอดเวลาการปฏิบัติงาน หาก ขร. สุ่มตรวจ และพบว่าปฏิบัติหน้าที่โดยไม่มีใบอนุญาตฯ ถือเป็นการกระทำผิดกฎหมาย มีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 4 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ในการประชุมคณะกรรมการนโยบายการขนส่งทางราง นัดแรก วันที่ 23 เม.ย.2569 ซึ่งมีนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คมนาคม เป็นประธาน ทาง ขร. จะเสนอขอยกเว้นค่าธรรมเนียมในการออกใบอนุญาตผู้ประจำหน้าที่ 2,000 บาท ให้ผู้ยื่นขอรับใบอนุญาตฯ ครั้งแรกทั้ง 2,629 รายด้วย ส่วนการขอใบอนุญาตฯ ครั้งต่อไป จะต้องชำระค่าธรรมเนียมตามปกติ รวมทั้งต้องตรวจสุขภาพ เข้ารับการอบรม และทดสอบทั้งภาคทฤษฎี และภาคปฏิบัติ ตามคุณสมบัติ เพื่อยืนยันว่ามีความรู้ และทักษะเพียงพอสำหรับการปฏิบัติหน้าที่ด้วย

สำหรับมาตรา 96 ผู้ขอรับใบอนุญาตประจำหน้าที่ ต้องมีคุณสมบัติดังนี้ 1.มีสัญชาติไทย 2. มีความรู้และทักษะตามประเภท และลักษณะการปฏิบัติหน้าที่เป็นผู้ประจำหน้าที่ โดยได้รับใบรับรองจากหน่วยงาน หรือสถาบันที่ ขร.รับรอง หรือหลักสูตรที่ ขร.รับรอง 3.มีความประพฤติเรียบร้อย 4.มีอายุ สุขภาพร่างกายสมบูรณ์ มีความรู้ และความชำนาญตามที่กำหนดในกฎกระทรวง และ 5.คุณสมบัติอื่นที่เหมาะสมกับประเภทของผู้ประจำหน้าที่ตามที่กำหนดในกฎกระทรวง

ใบอนุญาต แบ่งเป็น 3 ประเภท ได้แก่

1) ใบอนุญาตผู้ประกอบกิจการขนส่งทางราง 8 ราย (8สายรถไฟฟ้าเขียว-น้ำเงิน-แอร์พอร์ตลิ้งก์-ม่วง-ทอง-แดง-ชมพู-เหลือง) มีอายุ 30 ปี แบ่งเป็น

 1.1 ใบอนุญาตประกอบกิจการรางเพื่อการขนส่ง ค่าธรรมเนียม 3 แสนบาท

 1.2 ใบอนุญาตประกอบกิจการเดินรถขนส่งทางราง ค่าธรรมเนียม 1.5 แสนบาท

 1.3 ใบอนุญาตประกอบกิจการรางเพื่อการขนส่ง และการเดินรถขนส่งทางราง ค่าธรรมเนียม 4.5 แสนบาท

2) ใบอนุญาตผู้ประจำหน้าที่ อาทิ พนักงานขับรถไฟ/รถไฟฟ้า/รถไฟความเร็วสูง และพนักงานควบคุมการเดินรถ  ใบอนุญาตมีอายุ 5 ปี ให้สำหรับผู้มีอายุ 20 ปีขึ้นไป ค่าธรรมเนียม 2 พันบาท

3) ใบอนุญาตจดทะเบียนรถขนส่งทางราง ผู้ประกอบการต้องนำข้อมูล อาทิ รถไฟ/ตู้รถไฟ/รถไฟฟ้า/รถไฟไฮสปีดมาจดทะเบียนทั้งหมดประมาณ 10,270คัน ใบอนุญาตมีอายุ 8 ปี จะตรวจสภาพตามที่กำหนด หากไม่ตรวจจะถูกพักใช้รถ และเพิกถอนใบอนุญาตฯ ค่าธรรมเนียม ค่าหนังสือจดทะเบียนขนส่งทางราง 1 พันบาท รวมถึงแผ่นป้ายทะเบียนรถขนส่งทางราง 1 พันบาทด้วย

ได้เวลา ออกใบขับขี่ระบบรางครั้งแรก 2,629 คน เป็นหลักประกันเบื้องต้นของระบบความปลอดภัยขนส่งทางรางประเทศไทย

***ห้ามคัดลอกเนื้อหาและภาพในบทความนำไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต