หลังจากความสำเร็จอันถล่มทลายและการคืนชีพทำลายสถิติของ EVIL DEAD RISE ผู้เขียนบทและผู้กำกับ ลี โคร นิน หันมาถ่ายทอดหนึ่งในเรื่องสยองขวัญที่เป็นไอคอนที่สุดตลอดกาล ด้วยการตีความใหม่อย่างหาญกล้าและพลิกผันในผลงาน เรื่อง “LEE CRONIN’S THE MUMMY – ลี โครนิน เดอะ มัมมี่” ลูกสาวของนักข่าวคนหนึ่งหายสาบสูญไปในทะเลทรายโดยไร้ร่องรอย 8 ปีต่อมา ครอบครัวที่แตกสลายต้องตกตะลึงเมื่อเธอถูกส่งตัวกลับคืนมา และสิ่งที่ควรเป็นการกลับมาพบกันอย่างเปี่ยมสุข กลับกลายเป็นฝันร้ายที่มีชีวิต

งานนี้ภาพยนตร์นำแสดงโดย แจ็ก เรย์เนอร์, ไลอา คอสตา, เมย์ คาลามาวี, นาตาลี เกรซ และ เวโรนิกา ฟัลคอน ภาพยนตร์เขียนบทและกำกับโดย ลี ครอ นิน อำนวยการสร้างโดย เจมส์ วาน, เจสัน บลัม และ จอห์น เควิลล์ ผู้อำนวยการสร้างฝ่ายบริหาร ได้แก่ ไมเคิล เคลียร์, จัดสัน สก็อตต์, แม็กดารา เคลเลเฮอร์ และ ลี ครอ นิน เบื้องหลังกล้องครอนินได้รับการสนับสนุนจากทีมช่างภาพยนตร์ชั้นเยี่ยม อาทิ ผู้กำกับภาพ เดฟ การ์เบตต์ , ผู้ออกแบบงานสร้าง นิค บาสเซตต์, ผู้ลำดับภาพ ไบรอัน ชอว์, ผู้ออกแบบเครื่องแต่งกาย โจแอนนา อีตเวลล์, ดนตรีประกอบโดย สตีเฟน แม็คคีออน และการคัดเลือกนักแสดงโดย เทอร์รี เทย์เลอร์ และ ซาราห์ โดเมียร์ ลินโด New Line Cinema, Atomic Monster และ Blumhouse ภูมิใจเสนอ ผลงานจาก Wicked/Good Production, A Lee Cronin Film LEE CRONIN’S THE MUMMY ภาพยนตร์จะจัดจำหน่ายทั่วโลกโดยวอร์เนอร์ บราเดอร์ส พิกเจอร์ส ฉายเฉพาะในโรงภาพยนตร์ทั่วไปและ IMAX®

ยิ่งเห็นรายชื่อนักแสดงและเรื่องย่อแล้วก็อยากติดตามหนักมาก งานนี้ “yimyim” เลยไม่พลาดไปคว้าตัว ลี โครนิน (ผู้กำกับ / ผู้เขียนบท / ผู้อำนวยการสร้างบริหาร) ของเรื่องมาพูดคุยกันแบบสดๆ
จุดเริ่มต้นของผลงานนี้มาจากอะไร?
“หนึ่งในสิ่งที่ผมชอบเกี่ยวกับการเป็นผู้สร้างภาพยนตร์ คือการไม่จำเป็นต้องรู้ล่วงหน้าว่าอะไรจะรออยู่ข้างหน้า ผมไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าการทำหนังเกี่ยวกับมัมมี่ หรือหนังที่มีชื่อว่า THE MUMMY จะเป็นโปรเจกต์ถัดไปของผม จนกระทั่งเริ่มมีการพูดคุยกันว่า บางทีเราอาจยังไม่เคยมีเวอร์ชันที่ “น่ากลัวอย่างแท้จริง” มาก่อน นั่นทำให้ความสนใจของผมถูกดึงเข้าไป แต่เช่นเคย ผมจำเป็นต้องหา “เรื่องราว” ให้ได้ และเมื่อผมพบมัน ผมเจอตำนานบางอย่าง กลุ่มตัวละครที่ผมสนใจ และเรื่องราวที่เกิดขึ้นในสองช่วงเวลาที่แตกต่างกัน แต่ผูกโยงกับผู้คนกลุ่มเดียวกัน ผมก็เริ่มมีส่วนร่วมและอินกับสิ่งที่มันอาจจะพัฒนาไปเป็นมากขึ้นเรื่อยๆ และมันก็ยากเสมอที่จะอธิบายหรือชี้ให้เห็นอย่างชัดเจน แต่เมื่อถึงจุดหนึ่ง หากเรื่องราวนั้นฝังเล็บลงใต้ผิวหนังของคุณ เหมือนมันจับคุณไว้ได้ ผมก็พบว่ามันยากมากที่จะปล่อยมือจากมันไป สำหรับภาพยนตร์เรื่องนี้ ผมอยากเล่าเรื่องเกี่ยวกับความลับที่ถูกฝังไว้ มัมมี่ในตำนานอียิปต์มักเกี่ยวข้องกับความลับเสมอ สิ่งที่คุณจะค้นพบในภายหลัง แต่ขณะเดียวกันผมก็รู้ว่ามันจะไม่ใช่เรื่องราวที่ดำเนินยาวนานตลอด 3,000 หรือ 4,000 ปี แม้ว่าจะมีตำนานและองค์ประกอบบางอย่างของเรื่องนี้ที่มีความลึกซึ้งเช่นนั้น ซ่อนอยู่ในปริศนาก็ตาม มีสายสัมพันธ์ที่ย้อนกลับไปได้นับพันๆ ปี แต่แก่นหลักของเรื่องคือคนคนหนึ่งที่หายตัวไป และถูกส่งกลับคืนมา ไม่ใช่เร็วกว่าที่คาดไว้ แต่เร็วกว่าการที่ทั้งช่วงชีวิตหนึ่งจะผ่านพ้นไปทั้งหมด ดังนั้น การได้สืบค้นปริศนานั้น การได้เจาะลึกเข้าไปถึงแก่นของมัน จึงให้ความรู้สึกว่าเป็นส่วนที่น่าสนใจมาก และเป็นจุดแตกต่างที่แท้จริงของภาพยนตร์เรื่องนี้ รวมถึงเป็นสิ่งที่ผมรักและสนุกกับมันมาโดยตลอด”

หลายชั้นของเรื่องราวเลยใช่ไหม?
“ผมอยากเล่าเรื่องที่มีมากกว่าแค่เส้นเรื่องหลักเส้นเดียว แต่ยังมีสิ่งอื่นๆ ดำเนินอยู่ในฉากหลังด้วย ดังนั้น หนังเรื่องนี้จึงมีมุมของงานสืบสวนค่อนข้างเด่น ซึ่งอาจแตกต่างจากหนังสยองขวัญแบบดั้งเดิมที่คุณคุ้นเคย ขณะเดียวกันก็ยังมีองค์ประกอบคลาสสิกของหนังบ้านผีสิงอยู่ครบถ้วน ภาพของหนังในหัวผมตอนเริ่มต้น คือการผสมกันระหว่าง POLTERGEIST กับ SE7EN โดย SE7EN แทนด้านนักสืบเข้มข้น ดิบ แข็ง และความสยองเชิงกายภาพที่มืดหม่น ส่วน POLTERGEIST คือแรงอ้างอิงในแง่ของสถานการณ์เหนือธรรมชาติสุดขั้วที่ตัวละครต้องเผชิญ และในแง่ของครอบครัวในเรื่อง POLTERGEIST ก็เป็นจุดอ้างอิงสำคัญในการถ่ายทอดความสัมพันธ์ภายในบ้าน รวมถึง “หัวใจ” และความอบอุ่นที่มีอยู่ระหว่างคนในครอบครัว ผมตั้งใจอย่างยิ่งที่จะผสมธีมที่มืดดำมากๆ เข้ากับความรู้สึกอบอุ่น และผมมักคิดเสมอว่าครอบครัวคือประตูที่ดีมากในการพาเราเข้าสู่เรื่องราว โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องสยองขวัญ เพราะมันเป็นสิ่งที่เราทุกคนสามารถเชื่อมโยงและเข้าถึงได้”

ความสยองขวัญขนาดไหน?
“นี่คือภาพยนตร์ที่เล่นกับ “คอร์ด” ของความสยองหลายแบบ และผมก็มีประวัติพอสมควรในฐานะคนทำหนังที่ขึ้นชื่อเรื่องฉากโหดเลือดสาดและภาพที่ช็อกคนดู ซึ่งหนังเรื่องนี้ก็ไม่ต่างกันในหลายๆ ด้าน แต่ขณะเดียวกัน มันก็เล่นกับจิตวิทยา ความหวาดผวา และความเย็นยะเยือกไปพร้อมกันด้วย ผมคิดว่าเมื่อพูดถึงความโหดหรือภาพที่ทรงพลังจนติดอยู่ในหัวผู้ชม มันต้อง “คู่ควร” กับมัน ต้องมีบริบทมารองรับ สำหรับผม สูตรง่ายๆ คือการสร้างตัวละครที่ผู้ชมตกหลุมรักก่อน แล้วหลังจากนั้นคุณค่อยเริ่มเข้าถึงการทำเรื่องเลวร้ายกับพวกเขา หากไม่มีความผูกพันกับตัวละคร ความโหดก็จะไม่เวิร์กเลย เมื่อผมดูหนังที่ไม่มีตัวละครที่มีน้ำหนัก ความลึก หรือมิติ ผมจะหมดความสนใจอย่างรวดเร็วมาก แต่ผมก็เชื่อว่าพลังของความโหดและฉากสยองที่ฝังลึกอยู่ในความทรงจำ มันเป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์ทั้งหมด ผมมักคิดถึงหนังที่ผมทำและเรื่องราวที่ผมเล่าเหมือนกับการนั่งเครื่องเล่นในสวนสนุกแบบดาร์กๆ หรือรถไฟเหาะ บางครั้งมันคือความเงียบ บางครั้งคือเสียงคลิกๆ ที่ค่อยๆ พาเราเคลื่อนเข้าใกล้มุมหักศอก… แต่บางครั้งคุณก็จำเป็นต้องโดน “กระแทกหน้า” อย่างรุนแรง ทั้งทางกายและทางความรู้สึก ด้วยบางสิ่งที่ทำให้อัตราการเต้นของหัวใจพุ่งขึ้นทันที และเปลี่ยนความรู้สึกของคุณต่อประสบการณ์ตรงหน้าไปเลย และใช่ พลังของภาพที่น่ากลัวจัดๆ เป็นสิ่งที่พิเศษและมีเอกลักษณ์มาก เป็นสิ่งที่ผมรักที่จะหยิบมาเล่นเสมอ เพื่อพาผู้ชมขึ้นไปบนเครื่องเล่นนี้ และเพื่อมอบความบันเทิงให้พวกเขาด้วย

ลี โครนิน: ผมคิดว่าเมื่อคุณพยายามจะทำให้ฉากสยองออกมาทรงพลัง มันต้องมีบางอย่างที่ “คุ้นเคย” อยู่ในนั้น หรืออย่างน้อยสำหรับผม นั่นคือสิ่งที่ผมมักถูกดึงดูดเสมอ ถ้าย้อนกลับไปดูหนังเรื่องก่อนของผม EVIL DEAD RISE อย่างฉากที่โด่งดังเรื่องที่ขูดชีสเป็นต้น ผมรู้ว่าผมอยากให้มีวัตถุในชีวิตประจำวันเข้ามาเกี่ยวข้อง เพื่อช็อกคนดู ผมเดินเข้าไปในครัว แล้วก็เจอที่ขูดชีส และผมก็คิดว่า “ใช่เลย ทุกคนมีของแบบนี้ในครัว” ทุกคนมีกรอบอ้างอิงร่วมกัน หนังเรื่องนี้ก็มีการกระทำที่โหดจัดและแปลกประหลาดไม่แพ้กัน แต่เช่นเดียวกัน ทุกอย่างยังคงผูกโยงอยู่กับสิ่งที่เป็นชีวิตประจำวันเล็กๆ น้อยๆ อยู่เสมอ”

ทีมนักแสดงเป็นอย่างไรบ้าง?
“ผมตื่นเต้นมากที่จะได้ร่วมงานกับ แจ็ก เรย์เนอร์ ในฐานะที่เราเป็นชาวไอริชเหมือนกัน ผมรู้จักเขาและชื่นชมผลงานของเขามานานจากระยะไกล และตอนที่แจ็กอ่านบท ผมจำได้ว่าตอนนั้นผมน่าจะอยู่ที่สเปน กำลังสำรวจโลเคชันสำหรับหนังเรื่องนี้อยู่ แล้วผมก็ตื่นขึ้นมาเห็นข้อความในโทรศัพท์ว่า “เราจะคุยกันได้เมื่อไหร่?” เขามีแรงผลักดันตั้งแต่แรกเริ่ม ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญมากๆ และเขา “เข้าใจ” มันจริงๆ แจ็กเข้าใจงานแนวหนังประเภท (genre) อย่างลึกซึ้งมาก การมีนักแสดงนำที่คุณสามารถแลกเปลี่ยนความคิดกันได้ว่าอะไรคือเสน่ห์ของหนังแนวนี้ อะไรเวิร์ก ตรงไหน อย่างไร และเพราะอะไร มันจึงยอดเยี่ยมมาก แจ็กนำภาวะผู้นำที่ดีมาสู่กองถ่าย เขาเล่นบทบาทนี้ด้วยความจริงใจอย่างแท้จริง และนั่นคือสิ่งที่ผมต้องการจากนักแสดงทุกคนในหนังเรื่องนี้ ผมอยากให้ทุกคนแสดงออกมาอย่างเป็นธรรมชาติที่สุด กล่าวคือ ต่อให้ไม่มีความสยองขวัญเข้ามาเกี่ยวข้อง เราก็ยังสามารถเดินทางทางอารมณ์ไปกับตัวละครเหล่านี้ได้ และแจ็กคือคนที่นำทางทั้งหมดนั้น เรื่องนี้เป็นเรื่องจริง ผมเห็น ไลอา คอสตา ในตัวอย่างหนังเรื่องหนึ่ง แล้วผมก็พูดทันทีว่า “นั่นแหละ ลาริสซา” แน่นอนว่าผมไปดูผลงานของเธอเพิ่มเติมต่อ แต่ผมส่งตัวอย่างนั้นให้ทีมแคสติ้งทันที พร้อมบอกว่า “คนนี้แหละ” เพราะจากเพียงไม่กี่ช็อต ผมก็สัมผัสได้ว่าเธอแบกรับอารมณ์ได้อย่างจริงแท้และดิบมาก และนั่นคือสิ่งที่คุณจะเห็นได้ในหนังเรื่องนี้ คุณจะรู้สึกเห็นใจชะตากรรมของตัวละครอย่างแท้จริง ผมคิดว่าทั้งแจ็ก เรย์เนอร์ และไลอา คอสตา ต่างนำความบอบช้ำทางใจที่พ่อแม่ต้องแบกรับ ความแข็งแกร่ง ความไม่ไว้วางใจกันในบางช่วง และแรงผลักดันในการพยายามค้นหาความจริงออกมาได้อย่างชัดเจน แต่ทั้งหมดนั้นยังคงรู้สึกมั่นคง สมจริง และจับต้องได้ การผสมผสานระหว่างความสมจริงที่ยึดติดกับโลกจริง กับองค์ประกอบที่ถูกขยายให้เหนือธรรมชาติซึ่งถาโถมเข้ามาในบ้านของพวกเขา ผมหวังว่านั่นจะเป็นสิ่งที่ทำให้ภาพยนตร์เรื่องนี้พิเศษ”

“การได้ทำงานกับ นาตาลี เกรซ นั้นยอดเยี่ยมมาก สำหรับผม เมื่อนึกถึงนาตาลี ผมจะนึกถึงความทุ่มเทอย่างเต็มร้อยตลอดเวลา นี่คือช่วงเวลาสำคัญในเส้นทางการแสดงของเธอ เป็นก้าวกระโดดครั้งใหญ่ ที่เธอพยายามอย่างหนักมาตลอดชีวิตวัยเยาว์ เพื่อรับบทที่ท้าทาย น่าตื่นเต้น และแตกต่าง เมื่อคุณแคสติ้งหนังแบบนี้ คุณจะดูนักแสดงหลายคน ด้วยเหตุผลที่แตกต่างกันและตามจุดแข็งของแต่ละคน เทปออดิชันของนาตาลีส่งเข้ามา และมันสะกดสายตาทันที เธอรู้วิธีใช้ร่างกาย รู้วิธีถ่ายทอดอารมณ์ และเมื่อผมได้คุยกับเธอ ผมก็รู้เลยว่าทัศนคติของเธอคือการ “ไปให้สุด” กับบทบาทแบบนี้ ผมคิดว่าคุณต้องเคารพและเข้าใจเสมอว่า เมื่อใครสักคนต้องรับบทเป็นปีศาจในหนัง พวกเขาต้องทุ่มเทมากแค่ไหน นอกเหนือจากเวลาที่อยู่หน้ากล้อง ทั้งกระบวนการแต่งหน้า โพรสเธติก และความเหน็ดเหนื่อยในแต่ละวัน มันอาจเป็นประสบการณ์ที่โดดเดี่ยวด้วยซ้ำ ขณะที่คนอื่นๆ อาจได้ทำงานในรูปแบบที่แตกต่างหรือมีปฏิสัมพันธ์ในกองมากกว่า เธอกลับต้องนั่งอยู่บนเก้าอี้แต่งหน้า แต่เธอก็นำพลังมาสู่หนังเรื่องนี้อย่างมหาศาล และหนึ่งในสิ่งที่น่าประทับใจที่สุดคือการได้เห็นเธอ ซึ่งมีประสบการณ์อยู่แล้ว ค่อยๆ ค้นพบเส้นทางผ่านการแสดงเชิงกายภาพ ทุกการเคลื่อนไหว ทุกการกระทำของตัวละครในหนัง ล้วนเป็นสิ่งที่เธอทำเองทั้งหมด กล่องเครื่องมือของเธอเต็มไปด้วยไอเดียเสมอ และผมคิดว่าการแสดงของ “ปีศาจ” ในเรื่องนี้ คือเครื่องพิสูจน์อย่างแท้จริงถึงความแข็งแกร่งและแรงผลักดันของเธอ ที่ต้องการทำหน้าที่นี้ให้ออกมาดีที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้”
“ผมรู้จัก เมย์ คาลามาวี จากผลงานก่อนหน้านี้ของเธอ และเป็นแฟนในสิ่งที่เธอทำอยู่แล้ว ในแง่กระบวนการทำงาน สิ่งที่ผมชอบมากในการร่วมงานกับเมย์คือ เธอมีคำถามเยอะ มีประเด็นให้พูดคุยกันตลอด สิ่งที่ผมประทับใจในวิธีการทำงานของเธอคือ เธอจะถามทุกคำถามที่จำเป็น และเมื่อได้รับคำตอบและประมวลผลเรียบร้อยแล้ว คำถามเหล่านั้นก็หยุดลง และเธอก็ “สวมร่าง” เป็นตัวละคร ซากี อย่างเต็มตัว เมย์มีสมาธิสูงมาก และก็ตื่นเต้นจริงๆ กับการรับบทนี้ รวมถึงการได้ทำอะไรที่แตกต่างจากงานก่อนๆ ของเธอ ผมสนุกทุกครั้งที่เธอก้าวเข้ามาในกองถ่าย เธอสามารถสื่อสารได้มากมายด้วยสิ่งเพียงเล็กน้อยแค่สายตา แค่ความคิดเธอก็สามารถถ่ายทอดตัวละครที่มีโลกภายในซับซ้อนมากได้ ผมรู้สึกว่าเรารู้จักซากีจริงๆ และเข้าใจเธออย่างแท้จริง ทั้งหมดนี้เป็นเครื่องยืนยันถึงความเป็นนักแสดงของเมย์ ทั้งในด้านการเตรียมตัวและการนำสิ่งเหล่านั้นมาใช้เมื่ออยู่หน้ากล้อง นอกจากนี้ ผมยังอยากให้มีตัวละครหนึ่งในเรื่องที่ให้ความรู้สึก “แท้จริง” อย่างยิ่ง มาจากสถานที่ จากโลกของเธอเอง เป็นตัวละครที่เราอาจยังไม่เคยเห็นบนจอในหนังแบบนี้มาก่อน และเมย์ก็เข้ามารับบทนั้นได้อย่างยอดเยี่ยม เธอมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว มีสมาธิสูง และมีแรงขับเคลื่อนอย่างชัดเจน”

“การแคสติ้งบท คาร์เมน ในฐานะแม่ใหญ่และผู้นำของครอบครัว เป็นเรื่องสำคัญมากสำหรับผม ตัวละครคาร์เมน แม้จะมาจากบริบททางวัฒนธรรมที่แตกต่างออกไป ก็เป็นเหมือนการผสมผสานของผู้หญิงหลายคนในฝั่งครอบครัวของผม ทั้งแม่ของผม ป้าของผมในช่วงที่ผมยังเด็ก และสิ่งที่ผมสังเกตเห็นจากพวกเธอทั้งหมด ดังนั้น เธอจึงเป็นตัวละครที่มีความละเอียดอ่อน มีหลายชั้น และรวบรวมแง่มุมของผู้คนที่ผมเคยพบเจอในชีวิต ผมพิถีพิถันมากว่าใครจะมารับบทนี้ และ เวโรนิกา ฟัลกอน ก็เข้ามาด้วยความเข้าใจอย่างลึกซึ้งต่อเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่ผมกำลังพูดถึง ผมต้องการใครสักคนที่สามารถแสดงออกภายนอกได้อย่างกว้างขวาง โดดเด่น มั่นใจ แต่ในขณะเดียวกันก็มีความเปราะบางซ่อนอยู่ภายใน เวโรนิกาทำหน้าที่ถ่ายทอดคาร์เมนออกมาได้อย่างน่าทึ่ง และการได้ทำงานกับเธอคือหนึ่งในประสบการณ์ที่ผมชื่นชอบที่สุดเท่าที่เคยมีมา”

ยิ่งได้ฟังแล้วก็ยิ่งอยากดู ยังไงอย่าลืมไปติดตามกันนะจ๊ะ
1 Day With ซุปตาร์
yimyim



