ซึ่ง เรื่องนี้ รศ.นพ.ศิระ เลาหทัย ศัลยแพทย์ทรวงอกจากศูนย์ผ่าตัดส่องกล้อง โรงพยาบาลวชิรพยาบาล บอกว่า ทางโรงพยาบาลวชิรพยาบาลเตรียมจัดงานประชุมนานาชาติด้านโรค อกบุ๋ม (Pectus Excavatum) ครั้งแรกของประเทศไทย “Pectus Conference 2026” ในวันที่ 6 พ.ค. เพื่อให้ความรู้เรื่องโรคดังกล่าวอย่างถูกต้อง ซึ่งเป็นโรคที่ทั่วโลกกำลังให้ความสนใจ

รศ.นพ.ศิระ ได้หยิบยกความเห็นของ Prof.Rajkamal Vishnu professor Cleveland Clinic Childrens Hospital สหรัฐอเมริกา เกี่ยวกับ โรคอกบุ๋มมาเล่าสู่กันฟังว่า โรคนี้ เป็นภาวะความผิดปกติของโครง สร้างผนังทรวงอกเกิดจากการเจริญ เติบโตที่ผิดปกติของกระดูกอ่อน ที่เชื่อมระหว่างกระดูกหน้าอก และซี่โครง ส่งผลให้กระดูกหน้า อกยุบลงไปด้านใน ลักษณะเหมือน อกยุบพบได้ประมาณ 1 ใน 1,000 คน และพบใน เพศชายมากกว่าเพศหญิงถึง 34 เท่า โดยเริ่มเห็นเด่นชัดช่วง วัยเด็กและรุนแรงขึ้นในช่วง
วัยรุ่น

แม้ผู้ป่วยจำนวนไม่น้อยจะไม่มีอาการทางร่างกายที่ชัดเจน แต่ผลกระทบด้านจิตใจและบุคลิกภาพถือว่าสำคัญ เด็กหลายคนขาดความมั่นใจ ไม่กล้าเข้าสังคม หรือหลีกเลี่ยงกิจกรรมที่ต้องเปิดเผยร่างกาย เช่น การว่ายน้ำ อย่างไรก็ตามในรายที่มีความรุนแรงมาก โครงสร้างที่ยุบลงอาจกดเบียดหัวใจและปอด ทำให้เกิดอาการเหนื่อยง่าย หายใจไม่สุด เจ็บหน้าอก หรือออกกำลังกายได้น้อยลงและในบางรายอาจส่งผลต่อการทำงานของลิ้นหัวใจ

การวินิจฉัยโรคอกบุ๋มจำเป็นต้องอาศัยการประเมินอย่างครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็นการตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT Scan) เพื่อ ดูความลึกและความรุนแรงของการยุบตัว การตรวจสมรรถภาพปอด (Pulmonary Function Test) และการตรวจหัวใจ ด้วยคลื่นเสียงสะท้อน (Echocardiogram) เพื่อประเมินผลกระทบต่ออวัยวะสำคัญ

โดยแนวทางการรักษาแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มหลัก คือ การรักษาแบบไม่ผ่าตัด และการผ่าตัด ซึ่งในรายที่ไม่รุนแรง โดยเฉพาะในเด็กเล็ก สามารถใช้อุปกรณ์ดูดผนังทรวงอก (Vacuum Bell) เพื่อค่อย ๆ ดึงกระดูกหน้าอกให้ยกขึ้น ใช้เวลารักษาประมาณ 1–2 ปี

ส่วน การผ่าตัดถือเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพ สูง โดยเฉพาะการผ่าตัดส่องกล้องแผลเล็ก (Nuss Procedure หรือ MIRPE) ซึ่งไม่ต้องตัดกระดูก ใช้แท่งโลหะดันกระดูกหน้าอกให้กลับ สู่ตำแหน่งปกติ แผลมีขนาดเล็ก ฟื้นตัวเร็ว และผู้ป่วยสามารถกลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้ในเวลาไม่นาน โดยทั่วไปต้องใส่เหล็กไว้ประมาณ 3–4 ปีก่อน นำออก ซึ่งถึงแม้การผ่าตัดจะมีความปลอดภัยสูง แต่ก็ ยังมีความเสี่ยงที่ต้องระวัง เช่น การบาดเจ็บต่อปอดหรือหัวใจ ภาวะลมรั่วในปอด การติดเชื้อ หรือการเคลื่อนของแท่งเหล็ก

ช่วงเวลาที่เหมาะสมในการรักษาคืออายุ 815 ปี ถือเป็นช่วงที่เหมาะสมที่สุดเนื่องจากกระดูกยังมีความยืดหยุ่นสามารถปรับรูปทรงได้ดีและให้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุดในระยะยาว

แม้โรคอกบุ๋มอาจไม่ใช่โรคร้ายแรงในทุกกรณี แต่ผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตทั้งทางร่างกายและจิตใจ เป็นสิ่งที่ชัดเจน การเข้ารับการประเมินตั้งแต่เนิ่น ๆ จะช่วยให้ผู้ป่วยได้รับคำแนะนำและการรักษาที่เหมาะสม เพิ่มโอกาสในการกลับมามีสุขภาพที่ดีและความมั่นใจ ในการใช้ชีวิตอีกครั้ง ทั้งนี้การจัดประชุม “Pectus Conference 2026” ในครั้งนี้ จึงไม่เพียงเป็นเวทีแลกเปลี่ยนความรู้ทางวิชาการแต่ยังเป็นก้าวสำคัญในการ ยกระดับมาตรฐานการดูแลผู้ป่วยโรคอกบุ๋มของประเทศ ไทยสู่ระดับสากล ผู้ป่วยที่สนใจเข้าไปสอบถามเพิ่มเติม ผ่าน “เพจเฟซบุ๊กผ่าตัดปอดโดยนายแพทย์ศิระ” หรือ Lineid : @lungsurgeryth หรือเว็บไซต์ https://www.siradoctorlung.com