
สาเหตุ แนวทางแก้ไขปัญหาเพื่อนำสู่การกำหนดนโยบายเพื่อเป็น “วัคซีนสุขภาพ” สร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพ สู่การเป็นคนที่มีคุณภาพให้กับประเทศไทยที่กำลังเผชิญการเปลี่ยนโครงสร้างประชากร
ทั้งนี้ รศ.ดร.มนสิการ กาญจนะจิตรา สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล ให้ข้อมูลเกี่ยวกับ “สถานการณ์การเปลี่ยนแปลงประชากรของไทย” ว่า ประเทศไทยได้เข้าสู่ยุค “ตายมากกว่าเกิด” ล่าสุดข้อมูลปี 2568 เด็กเกิด 416,574 คน ขณะที่จำนวนเสียชีวิตเพิ่มเป็น 559,684 คน ประชากรหดตัวเหลือเพียง 65.8 ล้านคนในปี 2568 อีกเพียง 10 ปีภาพประชากรของประเทศไทยจะเปลี่ยนแปลงไปค่อนข้างเยอะ “วัยเด็ก–วัยทำงาน” ลดลง ส่วน “วัยผู้สูงอายุ” เพิ่มขึ้น ส่งผลต่อเศรษฐกิจ การเมือง สังคม วัฒนธรรม ระบบสุขภาพ จึงต้องวางแผนรับมือให้ดี
จากข้อมูลคนไทยมีอายุเฉลี่ยอยู่ที่ 75.6 ปี โดยผู้หญิงมีอายุเฉลี่ยเกือบ 80 ปี แต่ช่วงท้ายของชีวิตต้องป่วย ติดเตียงถึง 6.9 ปี ค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลก่อนเสียชีวิตเพิ่มสูงขึ้นในช่วงระยะเวลา 2 ปีสุดท้ายก่อนเสียชีวิต หรือประมาณ 119,000 บาทต่อคน คิดเป็นประมาณครึ่งหนึ่งของ GDP ต่อหัว ประเด็นคือเมื่อผู้สูงอายุติดเตียงก็ต้องจ้างผู้ดูแล ซึ่งปัจจุบันมีผู้ได้รับการวินิจฉัยว่าอยู่ในระยะประคับประคองราว ๆ 130,000 คน แต่มีไม่ถึงครึ่งที่ได้รับการดูแลต่อเนื่องที่บ้าน อนาคตประมาณการต้องการผู้ดูแลมากกว่าปัจจุบันถึง 13 เท่า จึงต้องวางแผนจัดหา พัฒนาผู้ดูแล

นอกจากนี้ยังต้องวางแผนเรื่องงบประมาณ ซึ่งภาพรวมตอนนี้เราพบว่าเริ่มมีการเคลื่อนเงินจากเด็กไปสู่ผู้สูงอายุ ผ่านงบสวัสดิการทางสังคม งบที่เกี่ยวข้องกับการเกษียณ งบที่เกี่ยวกับการเสียชีวิต จากปี 2555 อยู่ที่ประมาณ 36.9% ปี 2567 เพิ่มขึ้นเป็น 46.2% แต่ส่วนใหญ่ยังเน้นเรื่องการรักษามากกว่า ส่วนการส่งเสริม ป้องกัน หรือความรอบรู้ด้านสุขภาพ ยังน้อย
ทั้งนี้ในปี 2565 ค่าใช้จ่ายสุขภาพเทียบต่อ GDP อยู่ที่ประมาณ 5% แนวโน้มเพิ่มขึ้น ส่วนประเทศสังคมสูงวัยเช่น ญี่ปุ่นอยู่ที่ 11.4% เกาหลีใต้อยู่ที่ 8.5% สิงคโปร์ อยู่ที่ 6.3% อย่างไรก็ตามกรณีค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้นนี้ของเขาถูกใช้เพื่อส่งเสริมสุขภาพ ป้องกันโรค หรือเพื่อการรักษา นี่คือสิ่งที่เราต้องวางแผน ในวันที่การเปลี่ยนแปลงทางประชากรของเราเห็นเด่นชัดขนาดนี้ ที่สำคัญคือ ผู้สูงอายุยังมีบทบาทในการเป็นผู้ผลิต ผู้ถ่ายทอด ทั้งทุนความรู้ ทุนทางสังคม หรือทุนทรัพย์ คิดว่าจะต้องปรับมุมมองว่า ผู้สูงอายุไม่ใช่ภาระแต่มีบทบาทได้มากกว่านั้น
ขณะที่ รศ.ดร.นพ.บวรศม ลีละพันธ์ คณะแพทย ศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ระบุว่า เรารับรู้เรื่อง“สึนามิผู้สูงอายุ” มาพักใหญ่ ๆ แต่ปรับตัวไม่ทัน เพราะเกิดการเปลี่ยนแปลงเร็วมาก ทั้งยังเป็นการ“แก่ก่อนรวย” ทำให้ระบบสุขภาพช็อต เพราะกว่า 40 ปีที่ผ่านมาระบบสุขภาพพัฒนาไปมาก แต่เป็นการเข้าถึงการรักษา การดูแลโรคเฉียบพลัน เรื่องโรคติดเชื้อต่าง ๆ จัดการได้ดี แต่โรคผู้สูงอายุส่วนใหญ่คือโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง ที่เกิดจากพฤติกรรมสุขภาพ รักษาไม่หาย แม้จะมีระบบสุขภาพที่ดี เมื่อความต้องการด้านสุขภาพเพิ่มขึ้น จึงต้องใช้ทรัพยากรมากขึ้น
คีย์เวิร์ดคือเราต้องเปลี่ยนจากเน้นบริการโรคเฉียบพลันแบบเดิม มาเป็นโรคเรื้อรัง การดูแลผู้มีภาวะพึ่งพิงทั้งคนสูงอายุ และผู้พิการตามวัย เพื่อให้กลับไปใช้ชีวิตได้ไม่เสียสภาพไปถาวร แต่เราลงทุนตรงนี้ค่อนข้างน้อย ดังนั้นมีหลายปัจจัยที่ทำให้เราปรับตัวไม่ทัน แต่การทำเรื่องนี้เป็นเรื่องยาก และไม่มีคำตอบสำเร็จรูป จริงๆ หลายประเทศมีวิธีหาเงินมาสนับสนุนการดูแลระยะยาวสำหรับผู้สูงอายุหรือผู้พิการที่หลากหลาย เช่น ญี่ปุ่น แต่คนแก่ญี่ปุ่นมีฐานะ และตั้งกองทุน Long-term Care Insurance การประกันสุขภาพสำหรับการดูแลระยะยาว เชื่อมโยงการดูแลทางการแพทย์และการดูแลทางสังคม ภายใต้กำกับกระทรวงเดียว เพื่อทำให้คนไม่พิการหรือมีตัวช่วยคนพิการ ให้ดูแลตัวเองได้ ไม่ใช่มี 2-3 กองทุนเหมือนไทย หรือกองทุนเดียวเหมือนอังกฤษ

ส่วนประเทศไทยมี 2 กระทรวงแยกกัน คือกระทรวงสาธารณสุข กับกระทรวงแรงงาน แต่มีแค่กองทุนเดียวที่ดูแลเรื่อง Long-term care คือกองทุน สปสช. ส่วนเงินเกษียณของประกันสังคมนั้น เป็นการให้เจ้าตัวไม่น่าใช่นิยามเดียวกัน มีข้อเสนอจากนักวิชาการหลายคนว่า น่าจะต้องเก็บเงินเพิ่มสำหรับประกันสังคมเพื่อเตรียมตัวในส่วนนี้หรือไม่ อย่างไรก็ตามการทำเรื่องนี้อาจต้องคิดถึงการลงทุนใหม่ ไม่ใช่หั่นเค้กก้อนเดิมที่มีทรัพยากรที่จำกัด อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้พูดง่ายทำยาก ต้องคุยกันอีกเยอะ
ขณะที่ ดร.นพ.วิรุฬ ลิ้มสวาท หัวหน้ากลุ่มงานวิจัยสังคมและสุขภาพ สำนักงานวิชาการสาธารณสุข สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า องค์การอนามัยโลกพูดถึงความรอบรู้ด้านสุขภาพผ่าน “ทักษะ” และ “ความสามารถ” ที่เราให้ความสำคัญคือ “การเปลี่ยนพฤติกรรม” และการ “สนับสนุนทางสังคม” ไม่ใช่พึ่งพิงและสร้างกำแพงว่าไม่มีใครรู้ดีไปกว่าหมอ พยาบาล วิชาชีพสุขภาพเท่านั้น
สอดคล้องกับ รศ.ดร.ชะนวนทอง ธนสุกาญจน์ คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล มองว่า ความรอบรู้ด้านสุขภาพต้องคืนอำนาจให้ประชาชนในการมีความรู้ ดูแลสุขภาพตนเองได้ ซึ่งมีกรณีศึกษา “ภาษีเจริญ” ที่ สสส.ให้การสนับสนุน สามารถเปลี่ยนผู้ป่วยเป็นผู้รู้ด้วยพลังชุมชน เข้าถึงข้อมูลสุขภาพของตนเอง เห็นภาพชีวิตตัวเอง และเลือกทางเลือกดูแลสุขภาพที่เหมาะสมกับเงื่อนไขชีวิตจริง ผลลัพธ์คือแกนนำ 92% ปรับพฤติกรรมได้จริง เกิดเป็นสังคมที่ “คิดเป็น เลือกเป็น และดูแลกันเองได้” อย่างยั่งยืน ส่วนเรื่อง AI ที่เข้ามาก็ต้องย้ำว่าให้มันมาช่วยเราคิด ไม่ใช่ให้มาคิดแทนเรา

ขณะที่ รศ.ดร.ภูเบศร์ สมุทรจักร สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล เสริมว่า สิ่งที่ต้องระวังคือความย้อนแย้งสำคัญในโลกดิจิทัล 5 มิติ คือ 1.การเข้าถึงง่ายนำสู่ภาวะข้อมูลท่วม 2.ความเข้าใจฉาบฉวย บิดเบือน 3.การโต้ตอบเร็วแต่ขาดความแม่นยำและความรับผิดชอบ 4.เทคโนโลยีจัดการตนเองที่สร้างความวิตกกังวล และ 5.การบอกต่อด้วยความหวังดีที่กลายเป็นมหันตภัย ดังนั้นจึงเสนอการปิดช่องว่าง 3 ประการ คือ 1.พัฒนาองค์กรกำกับดูแลข้อมูลสุขภาพดิจิทัลและกฎหมายให้ทันยุคเอไอ 2.สร้างแรงจูงใจให้แพลตฟอร์มปรับอัลกอริทึมส่งเสริมข้อมูลที่ถูกต้องแทนยอดคลิก กำหนดจรรยาบรรณอินฟลูเอนเซอร์ และ 3.ปฏิรูปการศึกษาจากท่องจำวิชาสุขศึกษา เป็นการสอนทักษะวิจารณญาณ กล้าตั้งคำถามและตรวจสอบที่มา.
อภิวรรณ เสาเวียง



