การกลับมาปะทุของสงครามระหว่าง สหรัฐ และอิหร่าน ในปีนี้กำลังลุกลามกลายเป็นวิกฤติเศรษฐกิจโลกที่ไม่ได้หยุดอยู่แค่ในสมรภูมิรบ เมื่อมีการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ควบคู่ไปกับไอเดียสุดโต่งของโดนัลด์ ทรัมป์ เรื่องการ “เก็บค่าผ่านทางเรือ” ส่งผลกระทบลูกโซ่ทำเอาหุ้นกลุ่ม AI ทั่วโลกร่วงระนาว สวนทางกับราคาน้ำมันดิบที่พุ่งทะยานเกือบ 10% ในคืนเดียว
แต่สิ่งที่ทำให้นักลงทุนทั่วโลก “งงเป็นไก่ตาแตก” มากที่สุด คือ ทำไมในภาวะสงครามร้อนระอุเช่นนี้ “ทองคำ” ที่ควรเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย (Safe Haven) กลับโดนเทขายร่วงระเบิดเทกระจาดลงมาอย่างรุนแรง?
ร่วงสวนทางน้ำมัน
เมื่อค่ำคืนที่ผ่านมา (ก่อนวันที่ 14 ก.ค. 2569) ราคาทองคำ Spot เกิดปรากฏการณ์ “Panic Sell” ร่วงลงมารวดเดียวถึง 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ มาอยู่ที่ระดับ 4,005 ดอลลาร์ และในช่วงเช้าวันนี้ ราคาก็ปริ่ม ๆ หลุดแนวรับจิตวิทยาสำคัญที่ 4,000 ดอลลาร์สหรัฐ ลงมาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
โอกาสหรือวิกฤติ?
การกลับมาปรับลดลงของราคาทองคำในครั้งนี้ “ประกิต สิริวัฒนเกตุ” กรรมการผู้จัดการ บล.เมอร์ชั่นพาร์ทเนอร์ จำกัด มองว่า สาเหตุที่ทองร่วงหนัก เกิดจากความกังวลเรื่อง Real Yield (ผลตอบแทนพันธบัตรที่แท้จริง) ที่พุ่งสูงขึ้นตาม Yield ระยะยาว และมองว่าทองคำไม่ได้วิ่งตามราคาน้ำมันเสมอไป แต่ถูกกดดันจากตลาดพันธบัตร จึงแนะนำเน้นมอนิเตอร์สถานการณ์รายวัน เพราะตลาดผันผวนสูงมากจากปัจจัยสงคราม
ทิศทางระยะยาวตลาดยังมีความไม่แน่นอนสูงจากปัจจัยเชิงภูมิรัฐศาสตร์ แนะนำให้ถือเงินสดไว้ 50% เพื่อลดความเสี่ยงและรอดูความชัดเจน
ส่วน “จิตติ ตั้งสิทธิ์ภักดี” มองว่า สาเหตุที่ทองร่วงหนักไม่ใช่เพราะคนแห่ขายทองจริง แต่เป็นฝีมือของ “กองทุนเก็งกำไร” ที่ปั่นข่าวเงินเฟ้อและดอกเบี้ย แต่ยังมีแรงช้อนซื้อจากธนาคารกลางต่าง ๆ คอยพยุงอยู่
โดยเชื่อว่าแนวรับสำคัญอยู่ที่ 4,000 ดอลลาร์ คือแนวรับจิตวิทยาที่แข็งแกร่ง หากหลุด ให้แนวรับถัดไปที่ 3,850 ดอลลาร์ คิดเป็นราคาทองไทยประมาณ 63,000-63,350 บาท และมองบวกมากว่า ต้นปีหน้ามีโอกาสกลับไปทดสอบจุดสูงสุดเดิมที่ 5,000 กว่าดอลลาร์ หรือทองไทยประมาณ 80,000-81,950 บาท ระยะสั้นแนะนำให้รอจังหวะย่อตัวแล้วค่อยซื้อ ส่วนระยะยาวให้ทยอยสะสมตามแนวรับได้เลย
อย่างไรก็ตามแม้ทองโลกจะร่วงหนัก แต่คนไทยยังไม่เจ็บตัวมากนัก เพราะค่าเงินบาทที่อ่อนค่าลงประมาณ 10 กว่าสตางค์ ช่วยอุ้มและพยุงราคาทองคำในประเทศเอาไว้ไม่ให้ดิ่งลึกตามตลาดโลก!



