ทั้งนี้ เกี่ยวกับ “มุมวิเคราะห์”ว่าด้วยเรื่อง “อุปสรรคของเหยื่อ” เมื่อเกิดเหตุ “ถูกล่วงละเมิดทางเพศ” ในภาพรวม ๆ มิใช่เฉพาะเจาะจงกรณีใดนั้น มีบทความวิชาการที่เผยแพร่ใน เว็บไซต์ทีดีอาร์ไอ ที่วิเคราะห์และสะท้อนเกี่ยวกับปัญหาดังกล่าวนี้ไว้น่าสนใจ โดยเฉพาะ “ปัญหาการดำเนินคดี” กับผู้กระทำผิด…

ทีมสกู๊ปเดลินิวส์” นำมาสะท้อนต่อ

ข้อมูลที่ “ฉายภาพอุปสรรคของเหยื่อ”

รวบรวมความกล้าได้ก็ “ยากจะสู้กลับ”

สำหรับข้อมูลที่ ทีมสกู๊ปเดลินิวส์” นำมาสะท้อนต่อ ณ ที่นี้ มาจากบทความที่ชื่อว่า “สู้ให้ชนะ : บนความไม่เป็นธรรมกับผู้เสียหายในคดีการคุกคามและล่วงละเมิดทางเพศ” โดย ดร.บุญวรา สุมะโน และ ชาตบุษย์ ฮายุกต์ ซึ่งเผยแพร่ในเว็บไซต์ของทีดีอาร์ไอ หรือ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย ที่ระบุไว้ว่า… การคุกคามและล่วงละเมิดทางเพศที่เกิดขึ้นมักนำสู่การตั้ง “คำถาม” ของสังคมว่า เหตุใดไม่สามารถเอาผิดตั้งแต่ทำผิดครั้งแรก? จนมีเหยื่อจำนวนมาก

ดร.บุญวรา สุมะโน / ชาตบุษย์ ฮายุกต์

ทั้งนี้ ข้อมูลประเด็น “ปัญหาการดำเนินคดี” ในบทความดังกล่าวที่ “น่าพิจารณา” นั้น มีการระบุไว้ว่า… ปฏิเสธไม่ได้ว่าประเทศไทยยัง “มีช่องว่างในกระบวนการยุติธรรม” และ “มีปัญหาจากค่านิยมทางสังคม” ที่ทำให้ “ผู้เสียหาย” จากการถูกคุกคามและล่วงละเมิดทางเพศนั้น “ต้องเผชิญกับความเสียเปรียบอยู่หลายประการ” จนมีคำกล่าวว่า… สู้ไปก็ไม่ชนะ!!” โดยปัจจัยที่ทำให้เกิดคำกล่าวดังกล่าวนี้ กรณีนี้อาจสามารถแบ่งตามขั้นตอนการดำเนินคดี เพื่อฉายภาพให้เห็นถึง…

ความเสียเปรียบของเหยื่อ” คดีแบบนี้

และก็รวมถึง “สิ่งที่เหยื่อจะต้องเผชิญ”

กล่าวสำหรับ “ช่องว่างที่เป็นปัญหา” ที่ทำให้ “เหยื่อเสียเปรียบเมื่อเข้าสู่กระบวนการต่อสู้ทางคดี” นั้น ในบทความดังกล่าวได้ระบุไว้ว่า… เริ่มต้นจาก ขั้นแรกคือ “การแจ้งเหตุ” ที่ยังเป็นอุปสรรค ที่ทำให้ผู้เสียหายไม่กล้าแจ้งเหตุหรือตัดสินใจแจ้งความ เนื่องเพราะเหยื่อมักจะถูกถามหาถึงพยานหลักฐานที่เห็นชัดเจน เป็นรูปธรรม ที่จะพิสูจน์ได้ว่าผู้เสียหายโดนคุกคามหรือถูกล่วงละเมิดทางเพศ ทางเจ้าหน้าที่ถึงจะรับแจ้งความไว้ …นี่ทำให้ เหยื่อรู้สึกเหมือนถูกคุกคามซ้ำ!!

เป็น “ปัจจัยทำให้เหยื่อไม่อยากคิดสู้”

ส่วน ขั้นที่สองคือ “การสอบสวนและรวบรวมหลักฐาน”ซึ่งหลายกรณีผู้เสียหายต้องกลับไปสถานที่เกิดเหตุเพื่อแสดงให้ตำรวจดูว่าเกิดอะไรขึ้น ซึ่งเป็นขั้นตอนที่ สร้างความอับอายและซ้ำเติมจิตใจผู้เสียหาย!! รวมถึงยังมีกรณีที่ ฝ่ายผู้ทำผิดพยายามใช้หลักฐานอื่นโจมตีผู้เสียหาย เช่น ข้อความเชิงชู้สาว รูปถ่ายในชุดวาบหวิว หรือแม้แต่การที่ผู้เสียหายไม่ปฏิเสธพฤติกรรมคุกคามอย่างชัดแจ้ง โดยตามกฎหมายนั้นมองว่าหากมีความ “ยินยอม” เกิดขึ้น การกระทำผิดที่กล่าวอ้างย่อมไม่ถือว่าผู้เสียหายมีอำนาจฟ้องร้องหรือแจ้งความร้องทุกข์ให้ดำเนินคดี ซึ่งการพิสูจน์ความยินยอมมีประเด็นที่ซับซ้อน…

ความซับซ้อนในการพิสูจน์” เรื่องนี้

นี่ “อาจยิ่งส่งผลเสียต่อเหยื่อผู้เสียหาย”

ถัดมา ขั้นที่สามคือ “การดำเนินคดีในศาล” การพิจารณาคดีในคดีอาญานั้นจะใช้ระบบกล่าวหา ผู้เสียหายต้องพิสูจน์ว่าถูกกระทำจริง ซึ่งหากไม่สามารถพิสูจน์ได้ จะทำให้ผู้กระทำพ้นข้อกล่าวหา ซึ่ง การเล่าเหตุการณ์อย่างละเอียดในศาลอีกครั้ง ไม่ใช่เรื่องง่ายของเหยื่อ โดยเฉพาะเมื่อถูกตั้งคำถามถึงความยินยอมที่สื่อในทางกล่าวโทษผู้เสียหาย เช่น แต่งกายยังไง ดึกดื่นออกมาทำไม อีกทั้งยังมีประเด็น บทลงโทษที่ไม่จูงใจให้เอาผิด อาทิ กรณีไม่เข้าข่ายอนาจารหรือข่มขืนนั้น เป็นเพียงความผิดลหุโทษ มีโทษสูงสุดเพียงจำคุกไม่เกิน 1 เดือน หรือปรับไม่เกิน 1 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ …นี่ก็ช่องว่าง

เมื่อเข้ากระบวนการต่อสู้ทางกฎหมาย

ปัจจัยนี้ “ยิ่งทำให้เหยื่อมีความกดดัน”

และ ขั้นสุดท้ายคือ “การชดเชยและช่วยเหลือเหยื่อ”แม้ผู้เสียหายจะขอรับค่าเสียหาย เช่น ค่ารักษาพยาบาล ค่าฟื้นฟูทางร่างกายและจิตใจ หรืออื่น ๆ ได้ตามกฎหมาย แต่ก็ยังคงจำกัดความผิดที่กระทำต่อผู้เสียหายไว้ โดยต้องเป็นความผิดเกี่ยวกับเพศที่เป็นการข่มขืนกระทำชำเราหรืออนาจารเท่านั้น ซึ่งไม่ครอบคลุมไปถึงการทำให้เหยื่อขายหน้า หรือรังแกข่มเหงคุกคาม จนทำให้เหยื่อได้รับการเยียวยาน้อยกว่าความผิดอื่น ๆ …นี่ก็เป็นอีก “ช่องว่าง” ที่บทความดังกล่าวได้สะท้อนไว้

…ทั้งนี้ เหล่านี้เป็นโดยสังเขปจากบทความบทวิเคราะห์ซึ่งเผยแพร่อยู่ใน เว็บไซต์ทีดีอาร์ไอ ที่ชี้ไว้ถึง “ช่องว่างต่าง ๆ เกี่ยวกับคดีคุกคามและล่วงละเมิดทางเพศ” ที่ได้สะท้อนไว้นานแล้วถึง “ปัญหา” เรื่องนี้ ซึ่งมาถึงวันนี้ก็ยังคง “น่าพินิจ”

น่าคิดช่องว่างปัญหานี้แคบลงมั้ย?”

ช่องว่าง “คดีคุกคามละเมิดทางเพศ”

วันนี้ “ช่วยเหยื่อดีมั้ย?-ยังสู้ยากมั้ย?”.

ทีมสกู๊ปเดลินิวส์