ฟีดแบ็กละคร “เพลงรักพยัคฆ์ร้าย” เป็นอย่างไรบ้าง?
“ดีใจมากค่ะ กระแสตอบรับเปิดตัวเรตติ้งมาที่ 3.6 เลย แล้วเสียงตอบรับจากแฟนละครก็ดีขึ้นเรื่อย ๆ รู้สึกว่าหายเหนื่อย คือในขั้นตอนการผลิตจริง ๆ เราเห็นเลยว่า ไม่ใช่แค่ทีมนักแสดง แต่ว่าเป็นพี่ ๆ ทีมงานทุกภาคส่วนเลย ตั้งแต่พี่ช่างไฟ ช่างหน้า ช่างผม เสื้อผ้า พี่ ๆ ทีมโลเกชัน รวมไปถึงพี่เอก (รังสิโรจน์ พันธุ์เพ็ง) ผู้กำกับ ผู้ช่วยผู้กำกับ ทุกคนต่างตั้งใจทำงานกันอย่างเต็มที่ ใส่สุดทุกฉาก เพื่อที่จะผลิตผลงานให้ทุกคนได้รับชม แล้วพอแบบผลออกมาเป็นแบบนี้ เราก็ชื่นใจค่ะ”

เรื่องนี้ เจด้า ได้เปลี่ยนลุค จากที่เคยจับปืนมาถือไมค์แทน ทำการบ้านเตรียมตัวอย่างไรบ้าง?
“เรื่องนี้เจด้ารับบท ปูนา เป็นผู้หญิงที่มีความฝันอยากเป็นนักร้องลูกทุ่งค่ะ เป็นตัวละครที่รู้สึกว่ามีอะไรให้เล่นเยอะ ทั้งพาร์ตคอมเมดี้ พาร์ตลุย ๆ เตะต่อย พาร์ตการเป็นนักร้อง พาร์ตดราม่า มีครบหมด ก็ต้องบอกว่าเป็นเรื่องที่ท้าทายมาก เพราะอย่างที่ทราบกันก็คือเป็นแนวเพลงที่เป็นลูกทุ่งไปเลย เจด้ายังไม่เคยมีประสบการณ์ตรงด้านนี้ คือเราเคยร้องเพลงมาบ้างนะคะ แต่จะเป็นสตริง เพลงป๊อปซะเป็นส่วนใหญ่ พอมาเป็นลูกทุ่ง เราก็ค่อนข้างกดดัน ตอนแรกก็คือกังวล แล้วก็เกร็งมาก แต่โชคดีที่พอวันไปถ่ายทำจริง ๆ พี่เอก (เอก รังสิโรจน์) มาคุยกับเราเลยว่าไม่ต้องเครียดนะ ให้เราค่อย ๆ ร้อง เราไม่จำเป็นต้องเป็นลูกทุ่งจ๋า ให้มันเป็นสไตล์เรา แล้วก็พอคุยกับพี่เอก เราก็รู้สึกสบายใจ เพราะว่า ก่อนหน้านี้ เจเคยร่วมงานกับพี่เอกมาแล้ว ร่วมงานกันในบทบาทของนักแสดง แต่ว่าวันนี้ เราได้ร่วมงานกับพี่เอกในบทบาทที่เราเป็นนักแสดง แล้วก็พี่เอกเป็นผู้กำกับ ซึ่งพี่เอกเขาถ่ายทอดออกมาด้วยความใจดีมาก ๆ ตามสไตล์พี่เอก มันทำให้ความกังวลที่เรามี แบกรับเรื่อง อุ๊ย ฉันจะต้องร้องเพลง ฉันจะทำคาแรกเตอร์ยังไง มันหายไปหมดเลย แล้วก็รู้สึกว่า สนุกในการถ่ายทำมากขึ้นค่ะ”

ในละครมีนักร้องลูกทุ่งชั้นนำของประเทศ ทั้งมนต์สิทธิ์ คำสร้อย, ฝน ธนสุนทร เจด้าได้ขอวิชาจากพี่ ๆ บ้างไหม?
“ขอค่ะ เพราะว่าเจจะต้องเข้าฉากกับพี่ฝน พี่มนต์สิทธิ์บ่อยมาก ซึ่งทั้งคู่ก็อย่างที่เราทราบกันอยู่แล้วว่า เป็นศิลปินลูกทุ่งแนวหน้าของประเทศไทยเลย เจก็จะไปขอเทคนิคว่า ท่อนนี้ต้องร้องยังไง หรือถ่ายทอดยังไง ตอนแรกก็เกร็งค่ะ ก็เลยจะขอให้พี่ ๆ ลองร้องเพลงให้ฟังหน่อยได้ไหม พอร้องเท่านั้นแหละ ยิ่งเกร็งกว่าเดิมอีก (ยิ้ม) เพราะว่าทุกคนร้องเพราะมาก แต่พี่ ๆ ทุกคนก็จะบอกว่า เฮ้ย ไม่เป็นไร เราก็ร้องเป็นสไตล์เรา ทุกคนจะบอกให้เราไม่ต้องกดดัน ให้เราเป็นสไตล์ของตัวเองให้มากที่สุด เพื่อที่จะได้ถ่ายทอดเพลงออกมาได้ดีที่สุด ซึ่งเรื่องนี้เจด้าจะมีร้องในละครทั้งหมด 3 เพลงคือ เพลง เรารอเขาลืม เพลง ใจอ่อน แล้วก็ เพลง หนูอยากดัง ค่ะ เป็น 3 เพลง 3 สไตล์เลย อยากให้ทุกคนได้ติดตามกันในละครนะคะ เรียกได้ว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ได้ร้องเพลง แล้วก็ได้แสดงศักยภาพบนเวทีแบบเต็มที่เป็นครั้งแรก หลังจากนี้ก็จะมีซีนใหญ่ ๆ ที่พี่เอกตั้งใจให้เป็นของขวัญคนดู เป็นซีนเวทีใหญ่ ๆ ที่ แสง สี เสียง จัดเต็ม ทีมแดนเซอร์ ทีมนักดนตรี ขนมาครบทุกอย่างเหมือนแสดงคอนเสิร์ตจริง 100% เลยค่ะ เลยอยากฝากแฟนละครห้ามพลาดเลยสักตอน ติดตาม เพลงรักพยัคฆ์ร้ายนะคะ”

เรื่องนี้เจด้าได้เล่นประกบพี่เบน-สันติราษฎร์ กุลนพเกียรติ เป็นอย่างไรบ้าง?
“ดีใจทุกครั้ง ที่ได้ร่วมงานกับพี่เบนค่ะ ก่อนหน้านี้เจมีโอกาสได้ร่วมงานกับพี่เบนเรื่องขวางทางปืน แต่เรื่องนั้นไม่ได้คู่กัน เรื่องนี้เลยเป็นครั้งแรกที่ได้คู่กัน และด้วยความที่เรารู้จักกันมาก่อนแล้ว ก็รู้สึกว่าการเข้าฉากด้วยกัน ง่ายมาก สนุกมาก การรับส่งอารมณ์กัน มันสบายจังเลย ไม่เกร็ง ซึ่งอาจจะเป็นเพราะเราคุ้นเคยกันมาก่อน บรรยากาศในกองเจกับพี่เบนจะพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิด คุยกันเรื่องการทำงานเป็นส่วนใหญ่เลยค่ะ รวมถึงงานด้านอื่น ๆ นอกจากการแสดงด้วยค่ะ พี่เบนเป็นพี่ที่ให้คำแนะนำได้ดีมาก ๆ”

ปีนี้ เจด้า ได้โอกาสทำงานในบทบาทใหม่ ๆ หลายหน้าที่ทีเดียว?
“จริง ๆ ต้องบอกว่าเจได้รับโอกาสที่ดีจากช่อง 7HD มาโดยตลอดเลยค่ะ ตั้งแต่ปีที่ผ่านมา ที่เจได้เริ่มมาทำหน้าที่พิธีกร ทั้งรายการทีวี และรายการออนไลน์ อย่างรายการทีวี ก็จะมีรายการเที่ยงบันเทิง สด รวมถึงการอัดคั่นรายการ หรือรายการออนไลน์อย่างรายการเสียงจากหลุมที่ผ่านมา และยังมีพิธีกรรายการ 7 สีคอนเสิร์ต เฟสติวัล ทุกอย่างเป็นอะไรที่ใหม่สำหรับเจมาก ๆ เลย ซึ่งพาร์ตพิธีกรพอเราได้ลองทำแล้ว ก็รู้สึกว่ามันได้เบรกตัวเองออกมาจากอะไรเดิม ๆ ที่เมื่อก่อนเราจะเป็นคนค่อนข้างไม่ค่อยกล้าพูด ไม่ค่อยกล้าทำ ตอนนี้ก็รู้สึกว่า เราสนุกกับการทำงานมากขึ้น และเจก็มองว่า ยังมีบทบาทใหม่ ๆ ในอีกหลายอย่างเลยที่เราอยากลอง ไม่ว่าจะเป็นบทบาทด้านการแสดงใหม่ ๆ หรืออย่างงานผู้ประกาศข่าว เจก็มีความสนใจเช่นกัน เจรู้สึกว่าตอนนี้ช่อง 7HD มีคอนเทนต์ใหม่ ๆ เพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ รู้สึกตื่นเต้นทุกครั้งเวลาเห็นรายการใหม่ เวลาอ่านข่าวแล้วเจอคอนเทนต์ใหม่ ๆ เราจะรู้สึกว่า เฮ้ย ! นี่รายการอะไร น่าสนใจมากเลย เจมองว่าในบ้านหลังนี้ จะมีผลงานอีกมากมายรอให้เราได้เรียนรู้บทบาทใหม่ ๆ เจอยากทำแล้วก็อยากทุ่มเทตรงนี้ให้ดีที่สุดค่ะ”

ช่วงนี้เจด้าดูสดใสขึ้นมาก ๆ มีอะไรพิเศษหรือเปล่า?
“ต้องบอกว่าช่วงนี้หันมาใส่ใจสุขภาพมากขึ้น ส่วนหนึ่งก็เพราะว่าเราอยากให้คุณพ่อ คุณแม่ของเราหันมาดูแลสุขภาพด้วย คือปีนี้เป็นปีที่ครอบครัวเจอปัญหาเกี่ยวกับสุขภาพของคุณพ่อคุณแม่ ดังนั้นเจก็เลยคิดว่าหากเราเริ่มดูแลร่างกาย และชวนคุณพ่อคุณแม่ทำไปด้วยพร้อมกันน่าจะเป็นโอกาสที่ดี ซึ่งนอกจากการออกกำลังกาย ก็จะมีเรื่องของอาหารการกินด้วย แล้วพอได้ทำก็รู้สึกว่าสุขภาพของเราดีขึ้นไปด้วยจริง ๆ ค่ะ ซึ่งเพื่อน ๆ ของเจส่วนใหญ่จะเข้าใจเลยว่าช่วงนี้เจอาจจะหายไปจากเพื่อน ๆ เพราะเจกลับมาใช้เวลากับคุณพ่อคุณแม่เพิ่มมากขึ้นเยอะมาก ๆ อย่างเมื่อก่อนเราถ่ายละครเสร็จบางทีเราอาจจะนอนที่คอนโด เพราะรู้สึกว่ามันใกล้ แต่ถ้าเป็นทุกวันนี้คือต่อให้โลเกชันไกลจากบ้าน เจก็จะขับรถกลับบ้านเพื่อที่จะได้กลับไปอยู่กับครอบครัว ตอนเย็นหากว่างก็จะไปออกกำลังกายกับคุณพ่อคุณแม่ ชวนกันออกไปเดินสวนสาธารณะ คือเมื่อก่อนเราอาจจะคิดว่าพ่อแม่ของเราแข็งแรงอยู่ แต่วันนี้พอเราได้นั่งทานข้าวกับพ่อแม่ เรามองมือเขา การเดินของเขา ทุกอย่างมันเปลี่ยนไป และยิ่งผลการตรวจสุขภาพ ทำให้เรารู้ว่า ไม่ได้แล้ว เจเริ่มตั้งแต่ปีที่ผ่านมา ที่หันมาให้เวลากับคุณพ่อคุณแม่เยอะมากขึ้น ตอนนี้พูดได้เต็มปากว่า เวลาของเรามีให้กับคุณพ่อคุณแม่จริง ๆ เจอยากมีเวลาได้อยู่กับท่านนาน ๆ เราเลยทำและดูแลทุกอย่าง ซึ่งผลที่ตอบกลับมานอกจากจะดีกับคุณพ่อคุณแม่แล้วก็ดีกับตัวของเจเองด้วย เจก็จัดสรรเวลาให้กับตัวเอง กับเพื่อน กับสังคม ทำทุกอย่างให้เป็นระบบมากขึ้น”

นอกจากงานจะปัง ครอบครัวก็แฮปปี้ แว่วว่าหัวใจตอนนี้ก็กำลังอบอุ่นได้ที่เช่นกัน?
“(ยิ้ม) ก็มีคนที่กำลังคุยกันอยู่ค่ะ ซึ่งเขาก็เข้าใจ จริง ๆ เจมองว่าเขาก็เหมือนเพื่อน ที่เราปรึกษาเขาได้ตลอด อย่างเรื่องสุขภาพของคุณพ่อคุณแม่ เขาก็บอกว่าไปเลย ไปลุย ไปดูแลครอบครัวก่อน ถือว่าเขายอมรับเราในทุกแง่มุม คือบางคนอาจจะตั้งคำถามว่าทำไมเราไม่มีเวลาให้ แต่เขาไม่เคยขอแบ่งเวลาเราจากครอบครัวของเราเลย เราเลยรู้สึกว่า นายเจ๋งดีนะที่นายเป็นแบบนี้”

ด้วยวัยของการทำงาน ด้วยประสบการณ์ที่มันมากขึ้น Mindset ในเรื่องของความรัก มันเปลี่ยนไหม?
“ค่อนข้างเปลี่ยนมากเลยค่ะ เจเชื่อว่าทุกคนเป็น คือตอนที่เราอายุยังน้อย ๆ ความรักของเรามันก็จะรู้สึกว่าเป็นพาร์ตที่ยิ่งใหญ่ของชีวิตมาก ๆ เมื่อก่อนเวลาเราเสียใจ ดีใจ อกหัก จะรู้สึกว่ามีผลต่อชีวิตมาก ๆ แต่พอเราโตขึ้นเรากลับมองความรักนิ่งขึ้น ถ้าเป็นเมื่อก่อนเวลาเราผิดหวัง เราคงนอนร้องไห้ ถ้าเป็นวันนี้ถ้ามันเกิดขึ้น ณ เวลานี้ เจคงไม่ร้องไห้แล้ว เราคงมีวิธีการจัดการกับความรู้สึกได้ดีขึ้น ไม่ได้ว่าห้ามอินกับความรักนะคะ อินได้ แต่ว่าพอมาถึงจุดหนึ่ง ชีวิตเราจะต้องดำเนินต่อไป วันนี้เจได้ตระหนักรู้แล้วว่า สิ่งสำคัญที่สุดในชีวิตของเราคืออะไร อะไรที่เราให้ความสำคัญรองลงมา เราควรจัดลำดับความสำคัญให้ชัดเจน และชีวิตของเราก็จะเต็มไปด้วยความสุขค่ะ”

แหม..ยิ่งได้คุยก็ยิ่งเห็นว่าเธอเป็นอีกหนึ่งคนที่มีทัศนคติต่องาน ชีวิตและครอบครัวดีมาก ๆ แบบนี้ไม่ให้รักได้ยังไงเนอะ ฝากติดตามเธอด้วยจ้า.
เรื่อง-ภาพ : สมคิด แซ่คู



